16 มิ.ย. 2021 เวลา 09:14 • ประวัติศาสตร์
ที่มาของคำว่า Bank
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เรื่องชวนหัว ตำนานเบาๆ
วันนี้มาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์และตำนานของคำว่า "BANK" กันนิดหนึ่ง ถือว่าเป็นบทความเปิดตัวกันใน Blockdit แล้วกัน
มาเริ่มเรื่องกันเลย
Bank เป็นคำภาษาอังกฤษ ซึ่งดังเดิมมี 2 ความหมาย
ความหมายแรก Bank คือ ริมฝั่งน้ำ ซึ่งจะรวมถึง ริมบึง ริมทะเล โดยความหมายนี้จะมารากศัพท์ภาษาอังกฤษโบราณ และพ้องกับภาษาของชาวแสกนดิเนเวียน ซึ่งจะใช้กันมาก่อน ค.ศ.1200
ความหมายที่ 2 Bank คือ โต๊ะ หรือ ม้านั่ง ซึ่งมาจากภาษาเยอรมันโบราณ
Bank ที่แปลว่า ธนาคารเริ่มใช้กันประมาณ ช่วงค.ศ. 1500 ซึ่งตรงกันกับภาษาอิตาเลียน คำว่า “banca” (ธนาคารแห่งแรกของโลกเกิดขึ้นที่อิตาลี เมืองเซียน่า) และ ตรงกับภาษาฝรั่งเศส คำว่า “banque”
ถ้าเราไปลอนดอนแล้วไปเดินตามเขตเมืองเก่าริมแม่น้ำเทมส์ เราจะเห็นโซนหนึ่งที่เรียกว่า Bank หรือแม้แต่สถานีรถไฟใต้ดินก็จะเห็นว่ามีสถานีหนึ่ง ชื่อว่า Bank แล้วเวลาโผล่ขึ้นมาบนดินก็จะเจอ Bank of England ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่มุมหนึ่งของ 5 แยกถนน …. ใช่แล้ว พื้นที่ตรงโซนนี้แหละเป็นหนึ่งในที่มาของคำว่า Bank ที่แปลว่า ธนาคาร ในภาษาอังกฤษทุกวันนี้
ภาพประกอบจาก Google map
แต่เรื่องเล่าที่แท้จริงแล้วจะต้องเริ่มจากประมาณ ค.ศ.1100 อัศวินเทมพลาร์ในยุคสงครามครูเสด (Knights Templar – กองทัพอัสวินส่วนตัวของโป๊ป คือ เป็นนักบวชและเป็นนักรบในเวลาเดียวกัน)
อัศวินเทมพลาร์เนี่ยมีเป็นหมื่นๆคน และจะอาศัยอยู่ในโบสถ์ตามเมืองต่างๆ ทั่วพื้นที่ยุโรปที่นับถือศาสนาคริสต์ รวมถึงมีสาขาใหญ่ที่นครเยรูซาเล็มด้วย ซึ่งที่ลอนดอนก็มีโบสถ์ของอัศวินเทมพลาร์อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ด้วย ใช้ชื่อว่า Temple Church (อันนี้ไปโผล่ในหนังและนิยายที่ชื่อว่า The Da Vinci Code ของ Dan Brown ด้วย)
ภาพประกอบจาก https://moovitapp.com
วิธีเลี้ยงชีพของอัศวินเทมพลาร์ก็จะมีอยู่ 2-3 วิธี
1. อยู่ด้วยเงินบริจาค หรือ ศาสนิกที่ศรัทธาก็ยกทรัพย์สิน และที่ดินให้โบสถ์และอัศวินหาประโยชน์ เงินที่รับบริจาคและที่ทำมาหาได้พวกนี้ก็จะได้รับยกเว้นภาษีด้วย
2. ขายเครื่องรางของขลัง แบบจอกศักดิ์สิทธิ์ หอกศักดิ์สิทธิ์ ผ้าคลุมพระศพ อะไรประมาณนี้
3. ในยุคสงครามครูเสด ช่วงที่กองทัพชาวคริสต์ไปยึดเยรูซาเล็มมาได้ คนมีอันจะกิน หรือนักแสวงบุญก็อยากจะไปเยือนนครเยรูซาเล็มศักดิ์สิทธิ์ซักครั้ง ครั้นนักแสวงบุญจะพกเงินเยอะๆติดตัวไปใช้ระหว่างเดินทางก็ลำบากน่าดู อัศวินเทมพล้าร์ก็รับแลกเงินด้วยโดยคิดค่าธรรมเนียม
วิธีการก็คือ ผู้แสวงบุญก็จะเอาเงินมาฝากไว้ที่ Temple Church ที่ริมแม่น้ำเทมส์ อัศวินก็จะออกหนังสือรับรองการฝากเงินให้ พอไปถึงเยรูซาเล็มก็สามารถเบิกเงินออกมาใช้ได้ โดยอัศวินเทมพลาร์ก็จะคิดค่าธรรมเนียมด้วย พอขากลับเงินใช้ไม่หมดก็ฝากที่เยรูซาเล็ม ถึงลอนดอนก็มาเบิกที่ Temple Church ซึ่งก็มีค่าธรรมเนียม
แน่นอนว่า อัศวินเทมพลาร์ ให้บริการแบบนี้ทั่วยุโรป ฝากที่ลอนดอน ไปเบิกที่ปารีส หรือฝากที่เวนิส ก็มาเบิกที่ลอนดอนได้เช่นกัน พ่อค้าแม่ค้าก็อาศัยระบบนี้รับจ่ายเงินค่าสินค้าด้วย
กิจกรรมหาเงินแบบที่ 3 นี่แหละ จึงเป็นบทสันนิษฐานว่าเป็นหนึ่งในที่มาของคำว่า Bank ในปัจจุบัน เพราะด้วยสถานที่ตั้งของ Temple Church อยู่ริมแม่น้ำ ซึ่งชาวลอนดอนจะเรียกว่า Bank อยู่แล้ว ก็น่าจะเรียกขานกันคุ้นปากกว่า Temple
อีกประการหนึ่งเวลาจะฝากเงินหรือถอนเงินที่ Temple Church อัศวินก็จะทำงานออกหนังสือรับรองฝาก-ถอน ที่โต๊ะหรือม้านั่งตัวใหญ่ยาว ซึ่งคนอังกฤษที่มีเชื้อสายเยอรมันก็เรียกว่า Bank เช่นกัน หรือความว่า Bankruptcy ที่แปลว่าล้มละลาย ก็มีรากศัพท์ก็คือ โต๊ะแตกหัก นั่นเอง
จากวิธีทำมาหากินของอัศวินเทมพล้าร์ทั้ง 3 แบบจึงทำให้อัศวินเทมพล้าร์ร่ำรวยมหาศาลแม้แต่กษัตริย์หลายรัฐในยุโรปก็ยังติดหนี้พวกอัศวินเทมพลาร์
ภาพประกอบจาก https://nypost.com
ช่วงค.ศ.1300 ยุคปลายสงครามครูเสด กองทัพคริสตจักรก็พ่ายแพ้ อัศวินเทมพล้าร์ก็ถูกกวาดล้างครั้งใหญ่ในยุโรปเพราะถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมนอกรีด โป๊ปเคลเมนต์ที่ 5 สั่งยุบกลุ่มอัศวินเทมพลาร์ทั้งหมด ทำให้ระบบการฝากถอนเงินของอัศวินเทมพลาร์ก็หายไปด้วย
แต่กิจกรรมการฝากเงิน ถอนเงินที่ Temple Church ก็น่าจะติดปากว่า Bank ไปเรียบร้อย พอยุค ค.ศ.1500 มีธุรกิจ Bank เกิดขึ้นจริงจัง ในลอนดอนก็เลยเรียกว่า Bank ตามกันมา
ฉะนั้นแล้วประวัติศาสตร์ ที่มาของภาษาอังกฤษ ที่เรียก “ธนาคาร” ว่า “Bank” ก็เริ่มจากพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ตรง Temple Church นี่แหละ
อันนี้ก็แค่เรื่องเล่านะ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ฟังมาจากอาจารย์อีกที
โฆษณา