โอมมะลึกกึ๊กกึ๋ย รู้หรือไม่ว่าแม่มดไม่ได้มีแค่ในนิทาน ในสมัยโบราณมีกลุ่มคนที่นับถือลัทธิแม่มดและซาตานจริง ๆ แล้วเหตุใดความเชื่อเหล่านี้จึงเลือนหายไป
.
การพูดว่า "แม่มดมีจริง" ฟังดูเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ เพราะพวกเรามักมีภาพจำจากหนังและนิทานว่าแม่มดต้องมีพลังวิเศษ ขี่ไม้กวาดได้ ทั้งที่ความจริงแม่มดก็คือคนธรรมดาเหมือนเรานี่แหละ
.
เนื่องจากมนุษย์บางกลุ่มชอบศึกษาพลังงานต่าง ๆ เล็งเห็นความงามและความน่ากลัวของธรรมชาติมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ จึงก่อเกิดลัทธิแม่มดที่อยู่มายาวนานก่อนศาสนาจะกำเนิดขึ้นด้วยซ้ำ ผนวกกับความที่สมัยก่อนวิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวไกลการเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก
.
โดยเส้นทางการศึกษาศาสตร์แม่มดนั้นก็แบ่งเป็นหลายแขนง ขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละบุคคล บางคนเป็นแม่มดที่ชอบปรุงสมุนไพร เครื่องเทศ ใช้ช้อนที่แกะสลักด้วยอักขระเวทมนตร์ บ้างก็จับกลุ่มเพื่อศึกษาศาสตร์พื้นเมืองต่าง ๆ และแน่นอนว่าแม่มดทุกคนล้วนมีคาถา การทำพิธี เสมือนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
.
ดังนั้น หากจะกล่าวว่าแม่มดคือกลุ่มคนที่ชอบศึกษาปรัชญา ประวัติศาสตร์ คลั่งไคล้การสังเกตดวงดาว ธาตุต่าง ๆ ในธรรมชาติก็ไม่ผิดนัก แม้ยุคนั้นผู้คนจะยังไม่เข้าถึงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี แต่เหล่าแม่มดก็สามารถศึกษาจนเห็นความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างพระจันทร์กับธรรมชาติ และเห็นคุณสมบัติของสมุนไพรต่าง ๆ ได้อย่างแจ่มแจ้ง
.
.
ฟังดูไม่มีพิษภัย แล้วทำไมถึงเกิดการล่าแม่มดในยุคกลางได้ล่ะ?
.
.
นั่นเป็นเพราะ นอกจาก 'แม่มดขาว' ที่เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีความเชื่อที่บริสุทธิ์ คอยเพาะปลูกและรักษาโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ยังมี 'แม่มดดำ' ด้วยน่ะสิ
.
แม่มดดำ คือกลุ่มที่เคารพบูชาซาตาน ภูติร้าย วิญญาณชั่ว จึงมีคนจำนวนมากที่รู้สึกหวาดกลัว เกรงว่าหากถูกหมั่นไส้ หรือเป็นศัตรูกับใครที่บังเอิญนับถือลัทธิแม่มดดำขึ้นมา อาจจะโดนเวทมนตร์เล่นงานเข้าสักวัน
.
อีกทั้งในเวลาต่อมา ศาสนาเริ่มกำเนิดขึ้น เมื่อชาวคริสต์เชื่อว่าซาตานเป็นศัตรูกับพระเจ้า จึงเกิดการ 'ล่าแม่มด' และด้วยความที่ผู้คนในอดีตนับถือศาสนากันอย่างเหนียวแน่น เหตุการณ์การล่าครั้งนี้จึงถูกกฎหมาย นับเป็นการไล่ล่าที่รุนแรงมากในประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว
.
การล่าแม่มดเริ่มต้นขึ้นในยุโรปและค่อย ๆ แพร่ไปทั่วโลกในช่วงศตวรรษที่ 15-18
.
หากเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ โรคระบาด สัตว์ล้มตาย บรรดาแม่มดจะถูกกล่าวหาทันที ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ จะเริ่มมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่า "ใครคือแม่มด?"
.
บุคคลต้องสงสัย แน่นอนว่ามักเป็นผู้หญิง(ผู้ชายก็โดนแต่ส่วนน้อย) อาจเป็นเพราะค่านิยมชายเป็นใหญ่ในสมัยก่อนที่มีความเชื่อว่าเพศหญิงอ่อนแอ จิตใจอ่อนไหว น่าจะถูกโน้มน้าวได้ง่ายจากซาตาน และหากใครมีลักษณะเด่นก็จะโดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษด้วย
.
สวยเกินไป ขี้เหร่เกินไป อายุยืนเกินไป รวยเกินไป หรือเก่งเกินไป
.
พวกเขาเหล่านี้ต้องเป็นแพะรับบาป เพียงเพราะถูกตั้งข้อสงสัยจากรูปลักษณ์ภายนอก ถูกตัดสินว่าลักษณะพิเศษที่พวกเขามี อาจเกิดจากการทำพันธะสัญญากับซาตาน แม้แต่เด็ก คนแก่ หรือคนพิการ ก็หลีกหนีไม่พ้นการถูกตั้งข้อกล่าวหา
.
เมื่อตกเป็นที่สงสัย ก็ต้องถูกนำตัวมาไต่สวนที่ศาล พิสูจน์การเป็นคนธรรมดา ผ่านการกรีดเนื้อหรือลอยน้ำ เพราะในสมัยนั้นเชื่อว่าแม่มดไม่จมน้ำ ใครโดนโยนลงน้ำที ก็ตะเกียกตะกายเกือบตายกันไปข้าง บ้างก็เชื่อว่าแม่มดไม่มีเลือด ไม่เจ็บปวด ถ้าใช้มีดกรีดลงไปตรงปาน ไฝ (เชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ได้มาจากซาตาน) แล้วเลือดไม่ไหลก็ถือว่า "เป็นแม่มด"
.
บางพื้นที่รุนแรงถึงขั้นบังคับให้สารภาพด้วยการจับแขวนคอหรือเผาทั้งเป็น แถมยังมีการให้ชี้ตัวแม่มดคนอื่นอีกด้วย แพะรับบาปในสมัยนั้นจึงมีมากมาย
.
จนกระทั่งวิทยาศาสตร์และการแพทย์เริ่มพัฒนา ค้นพบว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือการเป็นโรคร้ายแรงไม่ได้เกิดจากแม่มดแต่อย่างใด อีกทั้งชาวคริสต์บางกลุ่มเริ่มรู้สึกว่าพระเจ้าไม่ได้สอนให้เราทำกับเพื่อนมนุษย์แบบนี้ วิถีการล่าแม่มดจึงได้จบลง
.
สุดท้ายลัทธิแม่มดในสมัยโบราณที่เคยแพร่หลายก็ต้องเลือนหายไป เหลือไว้เพียงตำรา ตำนาน นิทานแฟนตาซีที่เราพบเห็นในปัจจุบัน
.
แม้จะมีคนบางกลุ่มที่ยังคงเชื่อเรื่องนี้ และทำพิธีตามตำราต่าง ๆ อยู่บ้าง อันเห็นได้จากการอาบแสงจันทร์ หรือการทำเครื่องรางของศาสตร์ตะวันตก แต่สุดท้ายมันก็คือการยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ตราบใดที่ความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้นำมาซึ่งความเดือดร้อน แอดมินมองว่าเราย่อมสามารถเคารพความต่างซึ่งกันและกัน และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ค่ะ 🔮🪄
.
.
เรื่อง : แอดมินป่าน
ภาพ : แอดมินเนย
เครดิตภาพ : Claudia Kelly