12 มิ.ย. 2021 เวลา 12:27 • ข่าว
EP.114 “Rotten to the core”
ในปี 1981 เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นในเขตเมือง Kankakee ของรัฐ Illinois เรื่องที่เกิดขึ้นกับ Tara เด็กน้อยวัย 5 ขวบนั้น มันช่างสยองขวัญมาก จนผู้คนในเมืองต่างจดจำเรื่องดังกล่าวและพูดถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด
พอเกิดเรื่องเด็กหายอีกครั้งในปี 1995 คนในเมืองต่างพากันอดคิดไม่ได้ และเพ็งเล็งไปยังคนร้ายคนเดิมในทันที ก็... แหม เรื่องแบบนี้จะมีใครซักกี่คนที่ทำได้ลงคอ? แต่คนร้ายมันก็เข้าคุกไปแล้วนี่นา….
แล้วใครละ จะทำเรื่องเลวร้ายดังกล่าวได้อีก?
***คำเตือน เรื่องนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็ก ใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ
คดีที่ 1: Tara Sue Huffman
วันที่ 21 พฤษภาคม ปี 1981 ณ เมือง Bradley รัฐ Ilinois ของสหรัฐอเมริกา Tara Sue Huffman เด็กหญิงวัย 5 ขวบ ขอแม่ออกไปเล่นนอกบ้านกับเพื่อนบ้านที่อยู่ถัดจากบ้านเธอไปไม่กี่หลัง Tara ออกจากบ้านไปประมาณ 13.30 น เธอมุ่งหน้าไปยังบ้านของครอบครัว Smith ที่อยู่บนถนนเดียวกัน
Tara Cr:Teenkillers.org
เวลาประมาณ 14.30 น. Richard พี่ชายของ Tara กลับมาบ้านพร้อมกับเต่าตัวเล็กๆตัวนึงที่เขาคิดว่า Tara น่าจะอยากได้ เมื่อเห็นว่า Tara ออกจากบ้านไปประมาณนึงแล้วยังไม่กลับมา แม่ของ Tara ก็ตัดสินใจโทรไปหาที่บ้านของครอบครัว Smith เพื่อตามตัว Tara กลับบ้าน
….แต่ครอบครัว smith กลับบอกว่า Tara ไม่ได้อยู่ที่บ้านพวกเขา พวกเขาไม่เห็น Tara เลยนะ แม่ของ Tara ตัดสินใจเดินไปที่บ้านของครอบครัว Smith เพื่อจะดูว่า Tara อยู่แถวๆนั้นหรือเปล่า แต่กลายเป็นว่าแม่ของ Tara ก็หา Tara ไม่เจอ แม่ของ Tara พี่ชายพี่สาวและเพื่อนบ้านจำนวนนึงจึงเริ่มออกตามหา Tara และโทรแจ้งตำรวจเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ก่อนที่จะไปเกณฑ์กำลังคนออกมาตามหา Tara ด้วยความคิดที่ว่า Tara น่าจะเดินไปไหนแล้วหลง กลับบ้านไม่ได้หรือเปล่า (เพราะน้องอายุเพียงแค่ 5 ขวบเอง)
1
ในตอนที่กำลังเดินตามหาตัว Tara อยู่นั้น Richard ผู้เป็นพี่ชาย เหลือบไปเห็นเด็กชายวัยรุ่นคนนึง เขานั่งอยู่ข้างทาง มองมาทาง Richard แบบแปลกๆ Richard จ้องเด็กชายคนนั้นอยู่นานเพราะคิดว่า “แปลก” ไม่เคยเห็นเขามาก่อน และทำไมต้องมานั่งจ้องหน้า Richard แบบนี้ Richard สบตากับเด็กคนดังกล่าวอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย เพราะมีเรื่องตามหา Tara อยู่ ไม่นานเด็กชายวัยรุ่นคนนี้ ก็เหมือนจะเข้าร่วมกลุ่มตามหา Tara กับคนอื่นด้วย
3
ประมาณ 19.00 น. กลุ่มคนที่ตามหา Tara มุ่งหน้าเดินตามมาที่ลานกว้างแถวบ้านที่มีบ่อขนาดใหญ่อยู่ (ให้นึกถึงลานโล่งกว้างที่มีบ่อขนาดใหญ่ มีน้ำอยู่ก้นบ่อ รายล้อมไปด้วยขยะที่ชาวเมืองแถวนั้นเอามาทิ้ง) อาสาสมัครกำลังเดินตามหา Tara กันอยู่ ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากก้นบ่อ มีคนเจอ Tara แล้ว “I found her” เสียงเรียกนั้นเรียกให้ Allen Coffman หนึ่งในอาสาสมัครที่กำลังเดินอยู่แถวนั้น ก้มลงมองไปดู และเห็น Tim Buss หนึ่งในอาสาสมัครช้อนเอาตัว Tara โดยการอุ้มขึ้นชู และพยายามจะส่งตัว Tara ให้กับ Allen แต่เมื่อ Allen เห็นสภาพของ Tara นั้น เขาปฏิเสธที่จะรับตัว Tara มาแล้วบอกให้ Tim รออยู่ตรงก้นบ่อ เขาจะไปตามคนมาช่วย ก่อนที่ Allen จะวิ่งไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาสาสมัครคนอื่นๆ
1
***แปลกที่ 1>> บริเวณนั้นมีอาสาสมัครไปเดินหากันแล้ว แต่หากันไม่เจอ จึงกำลังจะพากันเดินกลับ มี Tim คนเดียวที่ลงไปก้นบ่อ ก่อนจะเจอ Tara ที่นอนอยู่ใต้บ่อมีกิ่งไม้ปกคลุม
***แปลกที่ 2>> Tim อุ้ม Tara แบบช้อนตัวขึ้นมาใต้รักแร้ แล้วชูขึ้น (ในใจเราไม่ได้คิดว่าแปลก แต่เห็นที่คนอื่นคุยกัน เขาว่ากันว่าแปลก เพราะ Tara อายุเพียงแค่ 5 ขวบ ทำไมไม่อุ้มแบบอุ้มเด็ก ทำไมอุ้มชูขึ้นแบบนั้น หากใครคิดไม่ออกให้ลองคิดวิธีการอุ้มแบบอุ้ม Simba ใน Lion King)
1
***แปลกที่ 3>> แปลกสุด และแปลกมากเลยคือ Tim Buss คือเด็กวัยรุ่นที่สบตากับ Richard พี่ชายของ Tara ที่เราเล่าให้ฟังในเบื้องต้น
1
สาเหตุที่ Allen ไม่รับ Tara ต่อมาจาก Tim นั้น เป็นเพราะสภาพของ Tara ที่เขาเห็นนั้นทำให้ Allen มั่นใจว่า Tara ไม่มีลมหายใจอีกต่อไปแล้ว เธอมีสภาพฟกช้ำทั่วตัว ตาปิดหนึ่งข้าง มีเลือดไหลเกรอะกรังที่ใบหน้า สภาพศพ Tara เปลือยเปล่า มีเสื้อยืดเหลืออยู่แค่เพียงตัวเดียว ที่น่าเศร้าคือ มีกิ่งไม้ทิ่มยื่นออกมาจากบริเวณทวารหนัก ผลชันสูตรออกมาภายหลังว่า Tara น่าจะเสียชีวิตประมาณช่วงบ่ายของวันดังกล่าว และเสียชีวิตเนื่องจากถูกของแข็งกระทบเข้าที่หัวอย่างรุนแรง
1
ครอบครัวของ Tara ที่กำลังตามหา Tara ได้รับข่าวร้ายในทันที แม่ของ Tara ที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นด้วยถึงกับเป็นลมล้มพับไป Richard พี่ชายของ Tara ถูกส่งกลับไปที่บ้านเพื่อบอกข่าวร้ายกับผู้เป็นพ่อ
2
***พ่อของ Tara ไม่สามารถออกไปช่วยตามหาได้ เพราะเขาพักอยู่บ้านเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับจากที่ทำงาน พ่อของ Tara จึงได้รับมอบหมายให้อยู่บ้านเพื่อรอรับโทรศัพท์และประสานงานแทน น่าสงสาร Richard มาก ทั้งๆที่ตอนนั้นก็ยังเป็นเด็กอยู่แท้ๆเลย
เจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัว Tim Buss กับ Allen ไปที่สถานีตำรวจเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติมเรื่องการพบเจอศพของ Tara
2
ตอนที่อยู่ที่สถานีตำรวจนั้น พ่อของ Tim มาอยู่กับ Tim ด้วย และยังมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยสังคมสงเคราะห์มานั่งอยู่กับ Tim ระหว่างที่ตำรวจสอบปากคำ (เพราะในตอนนั้น Tim มีอายุเพียงแค่ 13 ปี ถือเป็นผู้เยาว์อยู่ค่ะ)
Tim นั้นพูดคุยกับเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์แบบสบายๆ เขาเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังถึงเรื่องคดีความของเขาที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี่ เพราะเขาขโมยรถมอเตอร์ไซซ์ของเพื่อนบ้านเอาไปขี่เล่นในตอนกลางคืน จนตำรวจต้องไล่จับกุม และเขาถูกตำรวจจับเมื่อรถมอเตอร์ไซซ์คันดังกล่าวล้มในที่สุด (ห่ะ เดี๋ยวนะ อายุแค่ 13 ปี เองนะ ตอนนั้นเรายังขี่ได้แต่จักรยานอยู่เลย)
1
จะว่าไปแล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Tim ก่อปัญหา เพราะก่อนหน้านี่ Tim ก็เคยมีเรื่องชกต่อย หรือทำร้ายเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันหลายครั้ง มีถึงขั้นเอาไฟแช็คไปลนไฟเด็กคนอื่น เพราะทะเลาะกันเรื่องจักรยาน Tim นั้นเพิ่งย้ายมาอยู่กับอา ที่บ้านอยู่แถวๆบ้านของ Tara ได้ไม่ถึงเดือน ก่อนหน้านี้ เขาก็ย้ายไปอยู่กับญาติคนโน้นที คนนี้ที Tim กับพี่น้องนั้นเดิมทีอาศัยอยู่กับพ่อ เนื่องจากแม่เขาต้องการย้ายไปอยู่ที่รัฐอื่น ตอนที่แม่จะย้ายไป Tim ก็ต้องไปขึ้นศาลและต้องอยู่ฟังตอนที่แม่แท้ๆของ Tim บอกกับศาลต่อหน้า Tim และพี่น้องว่า เธอไม่ต้องการดูแล Tim หรือไม่อยากได้สิทธิปกครองในตัวเขา หรือพี่น้องคนอื่นอีกต่อไป แม่ของ Tim ย้ายไปอยู่อาศัยที่อื่นพร้อมทั้งทิ้ง Tim กับพี่น้องให้พ่อของ Tim ดูแลแต่เพียงผู้เดียว
2
เมื่อต้องดูแลลูกๆคนเดียวและทำงานไปด้วย พ่อของ Tim จึงต้องขอความช่วยเหลือจากญาติ ไม่ว่าจะเป็นย่า ป้า หรืออาของ Tim ที่จะช่วยผลัดกันดูแลเด็กๆ เพื่อไม่ให้เด็กๆอยู่กันตามลำพัง เมื่อ Tim ไม่อยากอยู่ที่บ้านแล้วทำตามกฎของป้าหรืออา ก็จะย้ายไปบ้านอื่นเช่นไปอยู่กับปู่ แต่พอปู่เริ่มป่วยและดูแล Tim ไม่ได้ Tim ก็ต้องกลับมาอยู่กับอาอีกครั้ง (เหมือนใครดูแลและอบรมไหวช่วงไหนก็ไปอยู่กับคนนั้น)
ในวันที่เกิดเหตุ จริงๆแล้วโรงเรียนของ Tim มีการจัดทริปไปต่างเมืองเป็นครั้งแรก แต่เขาไม่อยากไปเพราะ Tim คิดว่ามันแพงไป (แต่ที่แท้แล้วครูใหญ่ของที่โรงเรียนเรียก Tim ไปคุยว่า หากไปด้วยกันแล้วขอให้ทำตัวดีๆ เพราะหากทำตัวไม่ดี อยู่บ้านดีกว่าอย่าไปเลย Tim เลยเลือกที่จะไม่ไป) Tim เล่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟังว่าในวันดังกล่าวนั้น เขาทำกิจกรรมต่างๆดังนี้
🥎 ตอนเช้า Tim เดินไปช่วยเพื่อนบ้านล้างรถ ก่อนจะเดินกลับมาที่บ้านของอา เพื่อทานข้าวกลางวันที่ญาติของเขาทำให้ หลังจากนั้นก็ดูทีวี
 
🥎 ประมาณ 14.30 น. Tim เดินไปหาเพื่อนที่ชื่อว่า Gary ที่บ้านของ Gary ก่อนจะเดินกลับมาที่บ้านตัวเองตอน 15.00 น. หลังจากนั้นย่าของ Tim ก็ขับรถมาที่บ้านเพื่อรับ Tim กับพี่น้องไปที่บ้านของย่าเพื่อไปเล่น softball
 
🥎 พอกลับมาที่บ้านของอาตอนประมาณ 18.30 น. เขาได้ยินจากเพื่อนบ้าน (ครอบครัว smith) ว่า Tara หายตัวไป และ Tara นั้นชอบเล่นน้ำ เลยพากันขึ้นรถไปหาที่ลานดังกล่าว และ Tim ก็เริ่มเดินไปตามลำธารที่อยู่ใกล้ๆแถวนั้น จนไปเห็นเขากับแขนที่ยื่นออกมาจากใต้แผ่นโฟม เมื่อเข้าไปใกล้เขาดึงแผ่นโฟมออก และเห็นร่างของ Tara จึงอุ้มเอาตัว Tara ขึ้นมา พยายามจะส่งให้อาสาสมัครอีกคน และเรื่องก็เป็นไปเหมือนที่เราเล่าตอนต้น
 
แต่เรื่องมันทำไมแหม่งๆ:
 
ฟังแล้วก็เหมือนวันธรรมดาของเด็กคนนึง แต่ดันกลายเป็นว่าหนึ่งในเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ฟังเรื่องที่ Tim เล่ามาสะดุดเอาตรงที่ว่า Tim นั้นไปเล่นที่บ้านของ Gary เจ้าหน้าที่ตำรวจคนนี้รู้จัก Gary เป็นอย่างดี และรู้ว่า Gary กับครอบครัวนั้นย้ายไปอยู่ที่ Florida ซักพักนึงแล้ว จึงตัดสินใจโทรไปเช็คอีกที ก็ได้รับการยืนยันว่า Gary นั้นน่ะ อยู่ที่ Florida จริงๆ
 
แล้วทำไม Tim ต้องโกหก?
 
ไม่เพียงแค่นั้น สภาพของ Tim ในวันที่เกิดเหตุ เขามีรอยข่วนเล็กๆทั่วหน้าและแขน กางเกงก็มีรอยเลือดเปื้อนอยู่ด้วย (แต่ก็ไม่แปลกเพราะเขาเป็นคนพบศพ Tara และยังอุ้ม Tara ขึ้นมาอีกด้วย) ประเด็นเลยคือเจ้าหน้าที่ตำรวจในตอนนี้เริ่มสงสัยและหันเหประเด็นการสืบสวนไปที่ Tim ผู้ที่ยังนั่งยันนอนยันว่า เขาไปเล่นกับ Gary มาจริงๆ
 
🚓 ตำรวจไปค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ณ แถวบ้าน Tara และใกล้ๆกับสถานที่พบศพ (ห่างจากบ้าน Tara ไปแค่เพียง 2 ช่วงถนน) และพบว่า มีกลุ่มเด็กวัยรุ่นกลุ่มอื่น และผู้ใหญ่บางคนที่เห็น Tim เข็นรถเข็นที่มีถังวางอยู่ ไปยังแถวๆบ่อที่พบศพ Tara
 
🚓 มีผู้หญิงคนนึงที่อาศัยอยู่แถวบ้าน Tara ให้การว่า มีเด็กผู้ชายคนนึง (หน้าตาคล้าย Tim) มาเคาะกระจกขอยืม “wagon” (ลักษณะคล้ายพวกรถลากที่เอาไว้ใส่ของลาก) เพื่อที่จะขนถังไปที่ลานทิ้งขยะ เธอก็ให้ยืมไม่ได้คิดอะไรมาก และเด็กคนดังกล่าวก็เอา wagon นั่นมาคืน
 
🚓 มีพยานอีกหลายคนที่เห็น Tim ในวันที่เกิดเหตุ กับ “ถัง” ที่เขากึ่งลากกึ่งเข็น หรือไถมุ่งหน้าไปยังจุดที่พบศพ Tara หนึ่งในพยานพบ Tim ใกล้ๆกับบ้านของ Tara กับครอบครัว Smith พร้อมกับถือกิ่งไม้กิ่งหนึ่งไปมา (แสดงว่ากิ่งไม้ดังกล่าวน่าจะใหญ่พอสมควร)
 
🚓 เจ้าหน้าที่พบกับชิ้นส่วนแผ่นโฟม และปลายของกิ่งไม้ที่น่าจะเป็นกิ่งไม้ดังกล่าวที่พยานเห็น Tim ถืออยู่ และกิ่งไม้ดังกล่าวมีส่วนปลายที่หัก และสามารถนำไปต่อเข้ากับอีกปลายของกิ่งไม้ที่พบในร่างของ Tara จนเชื่อได้ว่าเป็นกิ่งไม้กิ่งเดียวกัน (กิ่งที่หักทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ ยังสามารถนำไปพิสูจน์ได้ว่า เคยเอาไปสอดใส่ในร่างกายของ Tara มาก่อนอีกด้วย)
 
🚓 “ถัง” ที่พูดถึงกันมาข้างต้นนั้น ตำรวจก็ไปเจอในบริเวณที่พบศพของ Tara เหมือนกัน บนฝาถังนั้นมีรอยส่วนนึงของฝ่ามือ Tim อยู่ + ถังดังกล่าวมีรอยเลือดที่ตรงกับกรุ๊ปเลือดของ Tara ที่สำคัญ ถังนี้มีความสำคัญมาก มันไม่ได้เป็นถังทั่วไป แต่เป็นถังที่บริษัทที่มีชื่อว่า Mortell และย่าของ Tim ที่เคยเป็นพนักงานของบริษัทดังกล่าวมาก่อนก็ยืนยันว่า เธอเคยได้รับถังสองใบมาจากบริษัทที่มีลักษณะคล้ายๆกับถังที่ตำรวจเจอที่สถานที่พบศพ Tara จริงๆ (แต่ไม่มีรายงานบอกว่าสรุปแล้วในตอนนั้นที่บ้าน Tim มีถังเหลืออยู่หรือไม่)
 
เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า Tim น่าจะเดินออกมาเจอกับ Tara ที่กำลังเดินไปบ้านของครอบครัว Smith (ที่อยู่ใกล้บ้าน Tim) ก่อนที่จะล่อลวง หรือลักพาตัว Tara ไปฆ่าแล้วเอาไปทิ้ง ด้วยพยานหลักฐานดังกล่าว จึงตัดสินใจฟ้อง Tim เป็นผู้ต้องหาในคดีลักพาตัวและฆาตกรรม Tara ในทันที
 
เมื่อมาถึงชั้นศาล Tim เป็นเยาวชนคนแรกของรัฐในตอนนั้นที่ถูกเสนอให้ได้รับการพิจารณาคดีแบบผู้ใหญ่ ทนายของฝ่าย Tim สู้ว่า Tim นั้นไม่มีความผิด และรัฐเพียงแค่นำเสนอ “circumstancial evidence” หรือพยานแวดล้อมเท่านั้น ไม่มีอะไรที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างแท้จริงเลยว่า Tim ทำผิดจริง และ Tim ก็ยังยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองอีกด้วย
 
คณะลูกขุนลงความเห็นว่า Tim นั้นมีความผิดจริง พอมาในช่วงของการพิจารณาโทษ (ที่อเมริกา เวลาพิจารณาคดีมันจะแบ่งเป็นสองตอนนะคะ ผิดจริง/ไม่ผิด หากผิดแล้วจะมีการพิจารณาเรื่องโทษอีกทีค่ะ) ฝ่ายรัฐเสนอว่า เฮ้ยยยยย! คดีนี้มันมีความรุนแรงมากนะ คิดดู ทั้งลักพาตัว ทั้งฆ่า และเอากิ่งไม้ยัดเข้าไปในศพเด็กอายุ 5 ขวบแบบนั้น ถึงแม้ว่าผู้ต้องหาจะอายุ 13 ปี เป็นเยาวชน เราจะลงโทษประหารไม่ได้ก็เหอะ แต่อย่างน้อยเขาควรได้รับโทษแบบจำคุก 60 ปีขึ้นไปประมาณนั้น
 
หากแต่ผู้พิพากษาในคดีนี้ไม่เห็นด้วย เขาคิดว่า กิ่งไม้นั้นถูกยัดเข้าไปในร่างของ Tara หลังจากที่เธอเสียชีวิตแล้ว เพราะฉะนั้นมันไม่ได้มีความ “grusome” อะไรขนาดนั้น ไปติดคุกซะ แต่แค่ 25 ปี พอ!!!! (🙄🙄🙄) โดยหลังจากคำพิพากษาดังกล่าว Tim ต้องได้รับโทษช่วงแรกในสถานที่กักขังเยาวชนก่อนที่จะอายุ 21 ปี เมื่อมีอายุ 21 แล้ว ถือเป็นผู้ใหญ่ ถึงจะถูกส่งไปรับโทษในเรือนจำปรกติ
10
Tim Buss ตอนอายุ 13 ปี ที่ตำรวจเชิญตัวมาสอบสวน Cr: Illinois Police Department
คดีที่ 2: Christopher Meyer
วันที่ 7 สิงหาคม ปี 1995 ณ Aroma Park รัฐ Illinois Mika แม่ของ Christopher วัย 10 ขวบ อนุญาตให้ Christopher ลูกชายของเธอนั้นออกไปขี่จักรยานบริเวณท่าเรือที่อยู่ใกล้แม่น้ำ Kankakee โดยมีข้อแม้ว่า Christopher ต้องกลับมาที่บ้านก่อนเวลา 17.00 น.
Christopher Cr:findagrave.com
เวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนเย็น Christopher ก็ยังไม่กลับบ้าน Mika เริ่มหงุดหงิด ลูกชายของเธอไม่เคยเหลวไหลมาก่อน เขารู้ดีว่าหากแม่บอกว่าให้กลับบ้านมาก่อน 17.00 น. ก็ต้องกลับมาก่อนนะ ไม่งั้นจะโดนทำโทษ Mika เริ่มออกเดินตามหา Christopher แต่เมื่อหาไม่เจอทั้งลูกชายและจักรยาน Mika ตัดสินใจโทรแจ้งตำรวจ
เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาที่ท่าเรือดังกล่าว ที่มีเด็กๆกำลังเล่นอยู่ และมีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา เจ้าหน้าที่เจอกับกลุ่มเด็กชายที่เล่นกันอยู่ที่ท่าเรือและพวกเขาจำ Christopher ได้ เพราะเคยเห็น Christopher มาเล่นที่ท่าเรือก่อนหน้านี้ พวกเด็กๆเห็นและพูดคุยกับ Christopher เพราะพวกเขาเห็น Christopher คุยกับผู้ชายคนนึงอายุประมาณ 30 - 40 ปี เมื่อถาม Christopher ว่ารู้จักเขาเหรอ? Christopher แค่บอกว่า ชายแปลกหน้ามาถามถึงบริเวณที่เด็กๆเรียกกันว่า “Bayou” ที่เป็นบริเวณป่าที่อยู่ใกล้ๆกับท่าเรือ พวกเด็กๆอีกกลุ่มยังได้พูดคุยกับชายคนดังกล่าวและถามเขาถึงอุปกรณ์ตกปลาที่ดูเหมือนจะอยู่ผิดที่ผิดทางเหลือเกิน ชายคนดังกล่าวตอบแค่เพียงว่า เขาน่ะเพิ่งย้ายมาอยู่ที่รัฐนี้จากรัฐ Florida และที่ Florida เขาชอบไปตกปลาในทะเล อุปกรณ์ที่ใช้มันเลยไม่เหมือนกัน เด็กๆยังสังเกตได้ว่า ชายคนนั้นมีมีดแล่เนื้ออยู่ในกล่องตกปลาด้วย
1
เมื่อเวลาประมาณ 16.17 น. เด็กๆเห็น Christopher เดินออกมาที่แม่น้ำ เพื่อล้างรองเท้าที่เปื้อนโคลน พวกเด็กๆพยายามจะบอก Christopher ให้เอาจักรยานลงไปล้างในน้ำด้วยเลยทีเดียวสิ แต่ Christopher บอกว่าไม่เอาดีกว่า เขาจะต้องกลับถึงบ้านประมาณ 16.30 น. เพราะถ้าไปช้ากว่านั้นเดี๋ยวโดนแม่ดุ
1
หลังจากนั้นก็มีคนที่มาตกปลาบ้าง และเดินผ่านบริเวณนั้นบ้าง เห็นทั้งชายแปลกหน้า และ Christopher ที่ท่าเรือ จนกระทั่งมีคนเห็นชายคนดังกล่าวขับรถวนออกจากลานจอดรถ และ Christopher ก็ขี่จักรยานออกจากท่าเรือไป….เป็นครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็น Christopher Meyer ขณะที่กำลังมีชีวิตอยู่
1
เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าจากพยาน เจ้าหน้าที่ให้คนมา sketch รูปหน้าชายแปลกหน้าที่ดูเหมือนจะเป็นผู้ต้องสงสัย รูปดังกล่าวถูกนำออกทีวีและลงหนังสือพิมพ์ เพื่อตามหาใครก็ได้ที่อาจจะรู้ว่าชายแปลกหน้าคนดังกล่าวเป็นใคร และรูปนี้แหละที่ทำให้เจ้าหน้าที่ได้เบาะแสได้อย่างเร็วมากๆเลยค่ะ (ทุกคนลองดูรูปนะ เรายังคิดในใจคนที่โทรแจ้งตำรวจ หลายๆคนนี่เก่งเหมือนกันแหะ เป็นเราคงจำไม่ได้แน่ๆ)
2
คนที่คุ้นเคย:
หนึ่งในรูปของผู้ต้องสงสัยไปปรากฎอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับนึงในบ้านของครอบครัว Huffman (ที่อยู่ในเขตเดียวกัน) Richard พี่ชายของ Tara หยิบภาพนั้นขึ้นมาดู ก่อนที่จะรู้ได้ทันทีว่าผู้ชายคนนั้นคือใคร Richard จำตาคู่นั้นได้ ตาคู่นั้นแหละที่เคยจ้องมองมาทีเขาในตอนที่เขากำลังพยายามตามหา Tara ผู้เป็นน้องสาวในปี 1981 ตาคู่นั้นคือตาของ Tim Buss
2
ภาพ sketch ของชายที่ท่าเรือ Cr: Illinois Police Department
แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง? Tim อยู่ในคุกนี่นา Richard ตัดสินใจโทรหาตำรวจในเมือง Bradley เพื่อบอกเกี่ยวกับรูป sketch ดังกล่าว แล้วตำรวจก็คิดเหมือน Richard แต่ลองเช็คดูหน่อยละกันว่า Tim นั้นอยู่ไหน
และนั่นเป็นครั้งแรกที่ทั้ง Richard และเจ้าหน้าที่ตำรวจในเมือง Bradley รู้ว่า Tim Buss ไม่ได้อยู่ในคุกอีกต่อไปแล้ว…..เขาออกมานอกคุกได้ตั้ง 2 ปีแล้วค่ะ หลังจากที่ติดคุกไปได้….. 12 ปี
1
เรื่องดังกล่าวทำให้ Richard ตกใจเป็นอย่างมาก เขาคิดว่าหากมีการอุทธรณ์หรือปล่อยเพราะให้ทัณฑ์บน ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่มาแจ้งครอบครัวเขาให้ไปทำเรื่องคัดค้านการให้อุทธรณ์หรือการอนุมัติทัณฑ์บนดังกล่าวละ??
คำตอบคือ เขาไม่ได้ออกมาก่อนกำหนดค่ะ และไม่ได้อุทธรณ์อะไรด้วย Timothy ติดคุกครบแล้ว 12 ปี สาเหตุเพราะความประพฤติดี เลยได้ลดโทษแบบ 1:1 กล่าวคือติดคุกไป 1 วัน ให้ลดโทษ 1 วัน (ไรวะ มีแบบนี้ด้วยเหรอ????) จึงออกมาจากคุกหลังจากติดไปได้ 12 ปี
***จริงๆแล้วก็ไม่ได้ทำตัวดีมาตั้งแต่แรกนะคะ ตอนที่ติดคุกที่สถานกักกันเยาวชนก็ยังทำตัวมีปัญหากับทุกคน ผลักคนอื่นตกบันไดบ้าง มีเรื่องชกต่อยทะเลาะอยู่ประจำ จนไปอยู่คุกผู้ใหญ่ถึงทำตัวดี เอ้า!แน่ละสิ สู้ขาใหญ่ในนั้นไม่ได้ ถ้าไม่ทำตัวดีก็โดนอะดิ
หลังจากที่ออกจากคุกมาแล้ว Tim พยายามกลับมาที่บ้านตัวเองที่รัฐ Illinois แต่ไม่ไ่ด้รับการยอมรับจากคนแถวนั้นมากนัก (แน่ละสิ) เลย ต้องระเห็จไปอยู่กับครอบครัวของพี่เลี้ยงตัวเองที่รัฐ Florida (พี่เลี้ยงของ Tim เคยเลี้ยง Tim กับพี่น้องของ Tim ตอนเด็กและทำใจยากมากที่จะเชื่อว่า Tim ฆ่า Tara จริงๆ) แต่ไปอยู่กับครอบครัวของพี่เลี้ยงเก่าได้เพียงแค่ 6 เดือน ก็ถูกเชิญให้ย้ายออกมาอยู่คนเดียว พอออกมาอยู่คนเดียว ชีวิตก็ใช้ไปกับการขายยา การมั่วสุมกับผู้หญิงค้าบริการทางเพศที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ Tim ย้ายกลับมาอยู่ที่ Illinois อีกครั้งที่บ้านย่าของตัวเอง พร้อมพาแฟนสาววัย 15 ปี กลับมาด้วย แต่ในที่สุด แฟนสาวของ Tim ที่ดูเหมือนจะเลิกยาและตาสว่างก็ย้ายกลับไปที่ Florida ทิ้งให้ Tim อยู่ที่รัฐนั้นตัวคนเดียว
1
เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปที่บ้านของพ่อของ Tim เพื่อขอพูดคุยกับ Tim ในทันที (บ้านพ่อของ Tim อยู่ที่ Aroma Park บริเวณเดียวกันกับบ้านของ Christopher) แต่พ่อของ Tim บอกว่า Tim นั้นย้ายออกไปอยู่กับพี่ชายในเขตเมือง Juliet แล้ว
1
ตำรวจก็ตามไปที่บ้านของ Tim กับ พี่ชายอีก แต่ก็ไม่เจอ Tim จนกระทั่งวันที่ 9 สิงหาคม (2 วันหลังจากที่ Christopher หายตัวไป) เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้รับโทรศัพท์จากเสมียนที่ motel แห่งนึง เธอคิดว่าคนที่มาพักที่ motel รายนึงนั้นคือ Tim ที่ใช้นามแฝง เพราะรูปเขาเหมือนกับรูป Sketch ที่ปรากฎในทีวีมากๆ
เจ้าหน้าที่มาถึงที่ motel แต่ก็เหมือนคลาดกับ Tim ไปมา จนกระทั่งวันที่ 10 สิงหาคม ก็เห็น Tim ขับรถออกจาก motel หลังจากที่ได้ check out แล้ว เจ้าหน้าที่จึงขับรถตาม
1
เสมียนที่ motel กลุ่มเดิม เห็นว่า ก่อนออกไปนั้น Tim เอารองเท้าบู๊ทคู่นึงโยนทิ้งขยะใน motel จึงสวมถุงมือหยิบรองเท้าคู่นั้นออกมา แล้วเอาใส่ถุงซิปล็อกไว้ ก่อนจะโทรแจ้งตำรวจให้มาเก็บเอารองเท้าคู่ดังกล่าวไปด้วย (โห แก๊งค์นี้คือแก๊งค์เผือกนิวส์ที่มาก่อนเวลาแน่ๆ เรามั่นใจ)
4
เจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดรถของ Tim ได้ในที่สุด พร้อมกับเชิญเขามาสอบปากคำที่สถานีตำรวจ Tim ลังเล แต่ก็ขับรถของตัวเองตามรถตำรวจกลับไปที่สถานี ในช่วงนี้ อาสาสมัครเริ่มทำการออกเดินค้นหา Christopher ทั่วบริเวณ และไปเจอจักรยานบ้าง รองเท้าบ้าง แม้แต่เสื้อผ้า และกางเกงในที่เป็นของ Christopher บ้าง แต่ก็ไม่เจอวี่แววของ Christopher เลย
1
****Mika แม่ของ Christopher เล่าถึงช่วงระยะเวลานี้ได้อย่างน่าสงสารมากค่ะ อยากนอนมาก แต่ก็นอนไม่ได้ หิวแต่ก็กินไม่ได้ ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ตอนที่พี่สาวของ Christopher เกิดมานั้นเป็นช่วงที่ Adam Walsh ถูกลักพาตัวไปพอดี Mika ซึ่งเพิ่งคลอดลูกได้ไม่นานยังคิดกับตัวเอง เธอคงทำใจไม่ได้แน่ๆ หากเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับลูกของเธอ ถัดมาอีกหน่อยก็เป็นเรื่องของ Polly Klass ซึ่งก็เหมือนเดิม Mika รู้สึกดีใจที่เธอไม่ได้พาลูกๆย้ายไปอยู่เมืองใหญ่ๆ พอเกิดเรื่อง Mika ไม่รู้จะทำอย่างไร เธอตัดสินใจโทรหา Mark Klass พ่อของ Polly ที่เป็นคนให้คำแนะนำ Mika ได้เป็นอย่างดีเลยว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และ Mika ต้องทำอย่างไรบ้าง (รวมไปถึงการแนะนำให้ Mika ออกไปพูดกับสื่อออกทีวีเลย เพราะบางที หาก Christopher ถูกจับขังไว้ที่ไหนแล้วมันมีทีวี Christopher จะได้รู้ว่า มีคนกำลังตามหาเขาอยู่)
1
อ่านเรื่องของ Adam Walsh และเรื่องของ Polly Klass ได้ใน comment นะคะ เดี๋ยวเอามาแปะไว้ให้ค่ะ
พอมีข่าวว่าตำรวจควบคุมตัว Tim Buss ได้แล้ว Mika เล่าว่าในตอนนั้นทุกคนที่อยู่กับเธอในห้องถึงกับหายใจเฮือกใหญ่และมีแต่คนหลบหน้าหลบตาไม่ยอมพูดกับ Mika ไม่ว่า Mika จะบังคับหรือขอร้องซักเท่าไหร่ จน Mika โมโห แล้วต้องไปถามแม่ของตัวเอง (Mika ไม่ได้อยู่ในเขตเมืองนี้ตั้งแต่แรก จึงไม่รู้เรื่องที่เกิดกับ Tara ไม่เหมือนคนอื่นที่ในตอนนั้นคดีของ Tara นั้นดังมาก และทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น)
ที่สถานีตำรวจ Tim ยอมรับว่า พ่อของเขามาบอกเขาเองว่าตำรวจกำลังตามหา และให้เขาไปอยู่ที่ motel ในคืนนั้นดีกว่าที่จะกลับบ้าน เขาบอกตำรวจว่า เขาไปที่ท่าเรือจริงๆ แต่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของ Christopher ซักหน่อย เขาไม่ยอมพูดคุยกับตำรวจจนกว่าจะมีทนายมาคุยด้วย (ทนายของ Tim บอกกับ Tim ว่า หากมีเปอร์เซ็นแค่เพียงเล็กน้อยว่า Christopher นั้นอยู่ใกล้ หรือมาแตะต้องรถของ Tim อย่ายอมให้ตำรวจค้นรถเด็ดขาด!!! แต่ Tim ก็ดันไม่ฟังทนายนะคะ ให้ตำรวจค้นรถแต่โดยดี เราก็งงเหมือนกัน หรือเขาคิดว่ายังไงตำรวจก็คงจะเอาหมายค้นมาค้นได้อยู่ดีละมั้ง) ตำรวจก็ตาดี ดันไปเจอว่าใต้เบาะของรถดังกล่าวนั้นมีรอยเลือดเปื้อนอยู่ เลยเอาไปตรวจสอบและแจ้งจับ Tim ในวันดังกล่าวนั่นเอง
1
ภาพของ Tim Buss ตอนที่ถูกจับในคดีของ Christopher Cr: Illinois Police Department.
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ในวันที่ 15 สิงหาคม ปี 1995 อาสาสมัครที่พากันค้นหา Christopher ก็เจอร่างของเขาถูกฝังไว้ในหลุมตื้นๆ ที่อยู่ในบริเวณที่เปิดให้คนล่าสัตว์ใน Kankakee State Park โดยไปเจอเข้ากับนิ้วเท้าของศพที่โผล่ขึ้นมาจากหลุมและมีแผ่นไม้บางๆปิดอยู่บนหลุม เจ้าหน้าที่นำศพของ Christopher กลับมาชันสูตรก็พบว่า Christopher นั้นมีแผลถูกแทงถึง 52 แผล และมีแผลที่เกิดจากการป้องกันตัวอยู่หลายแผลเช่นกัน บริเวณอวัยวะเพศของเขาถูกตัดออกและเจ้าหน้าที่หาชิ้นส่วนดังกล่าวไม่เจอ Christopher น่าจะเสียชีวิตในวันที่เขาหายตัวไป ก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าเสียด้วยซ้ำ (จากการวิเคราะห์แมลงที่เจอบนศพ)
กระบวนการสืบสวนสอบสวนและพิจารณาคดี:
เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาลักพาตัวและฆาตกรรมต่อ Tim Buss (ซึ่งในตอนนั้นอายุประมาณ 28 ปี) ด้วยพยานหลักฐานตามนี้
🔬 เส้นผมที่พบในรถของ Tim ตรงกับเส้นผมของ Christopher
🔬คราบเลือดที่เจอในรถก็ตรงกับ DNA ของ Christopher
🔬 มีดแล่เนื้อที่มีพยานหลายคนเห็นในกล่องตกปลาของ Tim ที่เห็นอยู่ที่ท่าเรือ หายไป เจ้าหน้าที่หาไม่พบ และบาดแผลบางส่วนของ Christopher มีลักษณะถูกแทงด้วยมีดหรือของมีคมที่มีลักษณะคล้ายมีดแล่เนื้อ
🔬 รอยรองเท้าที่ปรากฎอยู่บนพื้นดินในบริเวณที่พบศพของ Christopher ตรงกับรองเท้าของ Tim ที่เอาไปทิ้งในถังขยะที่ motel
🔬 ดินที่ปรากฎอยู่บนรองเท้ารองที่เอาไปทิ้งก็ตรงกันกับตัวอย่างดินที่เก็บมาได้ในบริเวณที่ทิ้งศพของ Christopher อีกด้วย
แต่ Tim ก็ยังไม่ยอมรับ และฝ่ายทีมกฎหมายของ Tim พยายามจะสู้ว่า Tim ไม่ใช่ชายเพียงคนเดียวที่ไปปรากฎตัวที่ท่าเรือในวันและเวลาดังกล่าว และพยานที่เห็น “Tim” ที่ท่าเรือนั้น บางคนก็ไม่สามารถชี้ตัว Tim ได้ เพราะเห็นจากที่ไกลๆ หรือเห็นในขณะขับรถบ้าง (แต่ก็นั้นแหละ DNA กับหลักฐานอื่นมันทิ่มอยู่ใส่หน้า จะปฏิเสธไงละ?)
1
ลูกขุนมีความเห็นตรงกันว่า Tim มีความผิดจริง และให้เขานั้นได้รับโทษประหารในที่สุด
….แต่เดี๋ยวก่อน!!!!
หากทุกคนคิดว่า ทั้ง Tara และ Christopher ได้รับความยุติธรรมแล้ว...คุณคิดผิด
1
ในปี 2000 ผู้ว่าการรัฐในขณะนั้นของรัฐ Illinois ออกกฎหมายใหม่เพื่อยับยั้งโทษประหารทั้งหมด เนื่องจากมีนักโทษที่ได้รับการตัดสินพิพากษาให้ได้รับโทษประหารในตอนนั้น ดันสามารถหาหลักฐานมายืนยันในภายหลังได้ว่าพวกเขาบริสุทธิ์ (ถ้าก้อยจำไม่ผิด รัฐ Illinois นี่ละค่ะ มีนักโทษประหารที่ตอนหลังสามารถพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์และไม่ได้ผิดจริงเป็นจำนวนสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เลยกลายเป็นว่า Tim ก็เลยได้ผลประโยชน์ดังกล่าวไปด้วยเลย….เวรของกรรม
ระหว่างที่พิจารณาคดี เมื่อ Mika ได้ยินถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Christopher เธอถึงกับแทบจะอาเจียนและต้องขอออกไปนอกศาล หลังจากที่ขึ้นศาลเสร็จแล้ว เธอขับรถไปที่หลุมศพของ Christopher เพื่อที่จะบอกเขาว่า เธอภูมิใจมากที่เขาทำตามที่เธอบอก Mika เคยบอก Christopher ว่า หากมีใครพยายามจะลักพาตัวเขาไปไหน ให้สู้ให้สุดใจ อย่ายอมไปด้วยเด็ดขาด ซึ่ง Mika รู้ว่า ในวันนั้น Christopher ก็ทำตามที่เธอบอกและสู้จนถึงที่สุดแล้ว
1
🍀🍀🍀 >>>>หาก Tim รับโทษอย่างที่เขาควรจะได้รับ Christopher ก็อาจจะยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ พ่อกับย่าและครอบครัวของ Tim ก็ยังปกป้อง Tim จนถึงที่สุด แม้กระทั่งเกิดเรื่องกับ Christopher จน Mika เล่าว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรม Christopher ได้เพียงแค่ 1 ปี Mika ได้รับจดหมายปริศนา ซึ่งเธอรู้ว่าเป็นย่าของ Tim นั้นแหละเขียน เพราะย่าของเขาเป็นคนเดียวในโลกใบนี้ที่เรียก Tim ว่า “Timmy” จดหมายดังกล่าว โทษ Mika ว่า ทำไมไม่รู้จักดูลูกให้ดีๆ ในเมื่อรู้ว่า Timmy เป็นแบบนี้ และ Timmy กลับมาอยู่ในเมืองแล้ว ทำไมถึงยังปล่อยลูกออกไปเล่นอีก บลา บลา (โอเค ไม่ด่าเขาเพราะไม่รู้ว่าใครเขียน แต่แบบ ถ้าเขียนจริงคือ อิ🌸🌸 ต้องมั่นเบอร์ไหนมาเขียนด่าแม่เขาแบบนี้) มันทำให้ Mika โทษตัวเอง ถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ปรกติเธอก็เข้มงวดกับลูกๆ เพราะกลัวเหตุการณ์แบบนี้ แต่ทำไมหนอทำไม ทำไมวันนั้นเธอถึงปล่อยให้ลูกออกไปเล่น? ทำไมในวันนั้นเธอเลือกที่จะทำอาหารเย็น แทนที่จะเดินออกไปตามเขากลับบ้านที่ท่าน้ำ? คำถามที่ค้างคาในใจของ Mika จนถึงทุกวันนี้
4
EP. เก่าๆดูได้ตามนี้ค่ะ
Facebook Page:
1
🐝Subscribe To My Youtube Channel🐝
Blockdit:
โฆษณา