Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
M
MEETHAI
•
ติดตาม
13 มิ.ย. 2021 เวลา 11:28 • หนังสือ
บทที่ 6
ระบบภาษีอากรประเมิน
ได้กล่าวไว้แต่ต้นแล้วว่า ระบบภาษีอากรประเมินตามประมวลรัษฎากร นั้นแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเสียภาษี ขั้นตอนการประเมินภาษี ขั้นตอนการคัดค้านและโต้แย้งการประเมิน และขั้นตอนการบังคับจัดเก็บภาษี โดยในแต่ละประเภทภาษีอากร ก็จะมีระบบภาษีอากรเช่นเดียวกันนี้ จะแตกต่างกันก็เฉพาะในรายละเอียดปลีกย่อย
6.1 ขั้นตอนการเสียภาษีอากร นับเป็นขั้นตอนแรกของระบบภาษีอากรประเมิน วิธีการเสียภาษีนั้น โดยหลักแล้ว ผู้เสียภาษีจะต้องแจ้งรายการเงินได้หรือรายการรายรับที่แท้จริงที่ตนได้รับ ต่อเจ้าพนักงานประเมิน และต้องคำนวณภาษีเพื่อชำระภาษีให้ถูกต้อง ขั้นตอนนี้ จึงถือได้ว่าเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของผู้เสียภาษี อย่างไรก็ตาม ในการเสียภาษีอากรแต่ละประเภทนั้น อาจมีบางครั้งที่ผู้เสียภาษีได้เสียภาษีมากกว่าที่ควรจะต้องเสีย ซึ่งผู้เสียภาษีมีสิทธิขอคืน ดังนั้น ในขั้นตอนนี้จะกล่าวถึง การขอคืนภาษีด้วย
6.1.1 การยื่นรายการภาษี ในการเสียภาษีนั้น จะเริ่มต้นด้วยการยื่นรายการภาษี ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 17 แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรา 17 “ การยื่นรายการ ให้ยื่นภายในเวลาที่กำหนดไว้ ในหมวดว่าด้วยภาษีอากรต่างๆ และตามแบบแสดงรายการที่อธิบดีกำหนด
ถ้าอธิบดีต้องการรายงานประจำปี หรือบัญชีงบดุล หรือบัญชีอื่นๆ ประกอบแบบแสดงรายการใด ก็ให้สั่งเรียกได้ กับให้อธิบดีมีอำนาจสั่งผู้ต้องเสียภาษีอากร ให้มีสมุดบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในสมุดบัญชีนั้นได้ เพื่อสะดวกแก่การคำนวณเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้ เมื่ออธิบดีมีคำสั่งตามที่ว่ามานี้ ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษีอากรต้องปฏิบัติตาม
เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร
(1) ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งบุคคลเป็นการทั่วไป ให้มีบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในบัญชีนั้น คำสั่งเช่นว่ามานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(2) ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้ยื่นรายการ หรือผู้ต้องเสียภาษีอากร จัดทำบัญชีงบดุลหรือบัญชีอื่นๆ แสดงรายการหรือแจ้งข้อความใดๆ และยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมิน พร้อมกับการยื่นรายการตามแบบแสดงรายรายการที่อธิบดีกำหนด ”
ในการเสียภาษีจึงเป็นที่ทราบกันว่า ผู้เสียภาษีมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนดก่อน ส่วนกำหนดเวลาที่ผู้เสียภาษีจะต้องยื่นรายการนั้น ประมวลรัษฎากรก็ได้บัญญัติไว้แตกต่างกันไปสำหรับภาษีอากรแต่ละประเภท
6.1.2 กำหนดเวลาในการยื่นรายการ ภาษีอากรแต่ละประเภทนั้น กฎหมายกำหนดเวลาสำหรับยื่นรายการไว้แตกต่างกัน
6.1.2.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประมวลรัษฎากร มาตรา 56 บัญญัติว่า “ ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว พร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุก ๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ถ้าบุคคลนั้น
(1) ไม่มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 60,000 บาท
(2) ไม่มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 120,000 บาท
(3) มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน 120,000 บาท หรือ
(4) มีสามีหรือภริยา และมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เฉพาะตามมาตรา 40 (1) ประเภทเดียวเกิน 220,000 บาท
ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น ที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ภายในกำหนดเวลา และตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้น เสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวโดยไม่มีการแบ่งแยก ทั้งนี้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละตนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้ สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย “
ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้บุคคลยื่นรายการภาษีเงินบุคคลธรรมดา ก็คือ ภายในเดือนมีนาคม โดยนำรายการเงินได้ที่ได้รับในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วแสดงไว้ในรายการดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 56 ทวิ บัญญัติไว้อีกว่า “ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40(5) (6) (7) หรือ (8) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือน กันยายน ของทุกปีภาษี
เงินได้ตามมาตรา 40(5) ตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงเงินกินเปล่า เงินช่วยเหลือค่าก่อสร้าง เงินค่าซ่อมแซม ค่าแห่งอาคาร หรือโรงเรือน ที่ได้รับกรรมสิทธิ์
การยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้คำนวณภาษีตามมาตรา 48 โดยหักลดหย่อนตามมาตรา 47 ให้กึ่งหนึ่ง และชำระภาษีถ้ามี พร้อมกับการยื่นรายการนั้น ต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา 56
ภาษีที่ชำระตามวรรคสาม ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระ ตามมาตรา 57 จัตวา”
แสดงว่าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) (6) (7) หรือ (8) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษีปีละ 2 ครั้ง กล่าวคือ นอกจากมีหน้าที่ต้องยื่นรายการภาษีประจำปีภายในเดือนมีนาคม ของปีถัดไปแล้ว ยังจะต้องยื่นรายการภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินเฉพาะตามมาตรา 40(5) (6) (7) หรือ (8) ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายน ของปีภาษีที่ได้รับเงินได้พึงประเมินนั้นด้วย
สำหรับวิธีการนั้น ให้ผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการครึ่งปี โดยคำนวณเสียภาษีเพียงครึ่งหนึ่ง จำนวนเงินภาษีที่เสียไปนี้ จะถือเป็นเครดิตภาษี กล่าวคือ เมื่อถึงสิ้นปี ผู้เสียภาษีต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโดยคำนวณงินภาษีทั้งปี แล้วนำเงินภาษีที่เป็นเครดิตภาษีนี้ ไปหักออกจากภาษีปลายปี เหลือเท่าใดจึงเป็นจำนวนภาษีที่จะต้องเสียปลายปีนั้น
6.1.2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล มาตรา 68 บัญญัติว่า “ ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษี ในรอบระยะเวลาบัญชี ตามแบบที่อธิบดีกำหนด พร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ”
สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น เงินได้พึงประเมินที่จะนำมายื่นรายการคือเงินได้พึงประเมินสำหรับปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ซึ่งปีภาษีนี้กฎหมายกำหนดให้ถือตามปีปฏิทิน คือนับแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม สำหรับในกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล กฎหมายมิได้เรียกว่าปีภาษี แต่กำหนดให้เรียกว่า รอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งโดยปกติแล้วก็จะมีกำหนดระยะเวลา 12 เดือน ตรงกับปีปฏิทิน แต่ก็อาจมีบางกรณีที่ไม่ตรงกับปีปฏิทิน
มาตรา 65 “ เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือกำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการ ที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี หักด้วยรายจ่าย ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ให้มีกำหนดสิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ
(ก) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่ จะถือวันเริ่มตั้งถึงวันหนึ่งวันใด เป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้
(ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นนี้ ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาต หรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านี้ ต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบ ภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาต ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด
การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
ในกรณีจำเป็น ผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ และวิธีการทางบัญชี เพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสองก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนด เป็นต้นไป ”
6.1.2.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 83 บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 83/1 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษี พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ไม่ว่าจะได้ขายสินค้าหรือให้บริการในเดือนภาษีนั้นหรือไม่ก็ตาม
การยื่นแบบแสดงรายการ และการชำระภาษี สำหรับเดือนภาษีใด ให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น
การยื่นแบบแสดงรายการภาษี และการชำระภาษี ให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดสถานที่เป็นอย่างอื่น
ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง การยื่นแบบแสดงรายการภาษี และการชำระภาษี ให้แยกยื่นและชำระเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียน จะยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขออนุมัติยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ ณ สถานที่ ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสามก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่เดือนภาษีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป
ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามวรรคหนึ่ง หากมีเครดิตภาษี หรือมีภาษีที่ต้องขอคืน ให้ดำเนินการตามส่วน 8 ”
มาตรา 83/1 บัญญัติว่า “ สำหรับกิจการบางประเภท และหรือบางขนาด ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดา อาจตราพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษี และชำระภาษีตามช่วงเวลาภาษี โดยให้แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสามเดือนก็ได้
และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าช่วงเวลาภาษีแต่ละช่วงตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เป็นเดือนภาษีสำหรับกิจการนั้นๆ ”
มาตรา 83/2 “ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา 82/1(1) (3) (4) หรือ (5) และมาตรา 82/2 มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี เช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน “
มาตรา 83/3 “ ให้บุคคลดังต่อไปนี้ เป็นผู้หน้าที่ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีแทน หรือร่วมกับผู้ประกอบการจดทะเบียน
(1) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ได้แก่ ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี
(2) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือผู้นำเข้าเป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งถึงแก่ความตาย ได้แก่ ผู้จัดการมรดก ทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก
(3) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลได้แก่ ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งในคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลนั้น
(4) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ได้แก่ กรรมการ ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการ
(5) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เลิกกันโดยมีการชำระบัญชี ได้แก่ ผู้ชำระบัญชีและกรรมการ ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันเลิกนิติบุคคลนั้น “
6.1.2.1 ภาษีธุรกิจเฉพาะ มาตรา 90/10 บัญญัติว่า “ ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี ตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษี พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม
การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษี สำหรับเดือนภาษีใด ให้ยื่นภายในวันที่สิบห้า ของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น
การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษี ให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น
ถ้าผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการหลายแห่ง การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้แยกยื่นเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ ณ สถานที่อื่น ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสามก็ได้ และเมื่ออธิบดีเห็นสมควร จะอนุมัติก็ได้
ความในวรรคหนึ่งถึงวรรคสี่ มิให้ใช้บังคับแก่การยื่นแบบแสดงรายการภาษี และการชำระภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 91/2(6) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าว ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนด ในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกับชำระภาษีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้น
ในการชำระภาษีตามวรรคห้า ให้กรมที่ดินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะเพื่อกรมสรรพากร และห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้ จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่ต้องชำระให้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว
ภาษีที่ได้ชำระแล้ว ตามวรรคห้า ให้ส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด”
6.1.3 รายการภาษี เพราะเหตุใดกฎหมายจึงกำหนดให้ผู้เสียภาษีต้องยื่นรายการภาษีนั้น พอจะทราบคำตอบได้โดยพิจารณาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้
มาตรา 17 “ การยื่นรายการ ให้ยื่นภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหมวดว่าด้วยภาษีอากรต่างๆ และตามแบบแสดงรายการที่อธิบดีกำหนด
ถ้าอธิบดีต้องการรายงานประจำปี หรือบัญชีงบดุล หรือบัญชีอื่นๆ ประกอบแบบแสดงรายการใด ก็ให้สั่งเรียกได้ กับให้อธิบดีมีอำนาจสั่งผู้ต้องเสียภาษีอากร ให้มีสมุดบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในสมุดบัญชีนั้นได้ เพื่อสะดวกแก่การคำนวณเงินภาษีอากรที่ต้องเสียตามลักษณะนี้ เมื่ออธิบดีมีคำสั่งตามที่ว่ามานี้ ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษีอากรต้องปฏิบัติตาม
เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร
(1) ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งบุคคลเป็นการทั่วไป ให้มีบัญชีพิเศษ และให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในบัญชีนั้น คำสั่งเช่นว่ามานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(2) ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้ยื่นรายการ หรือผู้ต้องเสียภาษีอากร จัดทำบัญชีงบดุลหรือบัญชีอื่นๆ แสดงรายการหรือแจ้งข้อความใดๆ และยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมิน พร้อมกับการยื่นรายการตามแบบแสดงรายการที่อธิบดีกำหนด ”
มาตรา 18 “ รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินเป็นผู้ประเมิน ตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้นๆ และเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตาย ก่อนได้รับแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมิน ไปยังผู้จัดการมรดกหรือไปยังทายาท หรือผู้อื่นที่ครองครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี
ถ้าเมื่อประเมินแล้ว ไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้งจำนวนภาษีอากรเป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินยังคงดำเนินการตามมาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 ได้
การประเมินตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้นำมาตรา 27 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
จากบทบัญญัติดังกล่าว จึงพิจารณาได้ว่า วัตถุประสงค์ของกฎหมายที่กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีนั้น ก็เพื่อประโยชน์ 2 ประการ
ประการแรกนั้นคือ เพื่อความสะดวกในการคำนวณภาษีอากรที่จะต้องเสีย และ
ประการที่สอง เพื่อเป็นหลักฐานสำหรับเจ้าพนักงานประเมินในการประเมินภาษี
เพราะฉะนั้น รายการภาษีจึงต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน รายได้ รายรับของกิจการ รายการค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน ค่าเสื่อมราคา รายการภาษีซื้อ ภาษีขาย หรือรายการอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษี มิฉะนั้น เจ้าพนักงานประเมินก็จะไม่สามารถทราบได้ว่า ผู้ยื่นรายการจะต้องเสียภาษีเป็นจำนวนเท่าใด
มาตรา 68 ทวิ “ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จัดทำบัญชีงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุน ในรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งกระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่างๆ ให้ทำบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่าย เกี่ยวกับค่าโดยสาร ค่าระวาง ค่าธรรมเนียมและประโยชน์อื่นใดอันต้องเสียภาษี แทนบัญชีงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุน ในรอบระยะเวลาบัญชี เฉพาะกิจการขนส่งดังกล่าวแล้ว ”
มาตรา 69 “ ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษี ตามมาตรา 65 มาตรา 65 ทวิ มาตรา 66 และมาตรา 67 เกี่ยวกับรายรับ รายจ่าย กำไรสุทธิ และรายการอื่นๆ ต่อเจ้าพนักงานประเมินตามแบบที่อธิบดีกำหนด พร้อมด้วยงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุน บัญชีรายรับ รายจ่าย หรือบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายที่มีบุคคลตามมาตรา 3 สัตต ตรวจสอบและรับรอง ในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว แล้วแต่กรณี ”
จากบทบัญญัติดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ผู้เสียภาษีต้องยื่นรายการภาษีต่อเจ้าพนักงานประเมิน
6.1.4 สถานที่ยื่นรายการและชำระภาษี โดยปกติในการเสียภาษีอากรประเมิน ไม่ว่าจะเป็นภาษีประเภทใด ผู้เสียภาษีจะต้องนำเงินไปชำระต่อเจ้าพนักงาน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ตามนัยมาตรา 11 แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรา 11 “ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติ หรืออธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น ให้นำเงินภาษีอากรไปเสีย ณ ที่ว่าการอำเภอ และการเสียภาษีอากรนั้น ให้ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงิน ซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อรับเงินแล้ว ”
ซึ่งในแต่ละประเภทภาษีอากรนั้น ก็มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดให้ไปเสีย ณ ที่ว่าการอำเภอด้วยเช่นกัน
กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มาตรา 57 จัตวา บัญญัติว่า “ ภายใต้บังคับมาตรา 64 การยื่นรายการ ตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ มาตรา 57 ตรี หรือมาตรา 57 เบญจ ถ้ามีภาษีต้องเสีย ให้ชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ภายในกำหนดเวลา พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการ ”
กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล มีบทบัญญัติ มาตรา 68 “ ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษี ในรอบระยะเวลาบัญชี ตามแบบที่อธิบดีกำหนด พร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ”
และภาษีมูลค่าเพิ่ม บัญญัติไว้ใน มาตรา 83 ดังนี้ “ ภายใต้บังคับมาตรา 83/1 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษี พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ไม่ว่าจะได้ขายสินค้าหรือให้บริการ ในเดือนภาษีนั้นหรือไม่ก็ตาม
การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใด ให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น
การยื่นแบบแสดงรายการ และการชำระภาษี ให้ยื่นและชำระ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น
ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษี ให้แยกยื่นและชำระเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขออนุมัติยื่นแบบแสดงรายการภาษี และชำระภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสามก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่เดือนภาษีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป
ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามวรรคหนึ่ง หากมีเครดิตภาษีหรือมีภาษีที่ต้องขอคืน ให้ดำเนินการตามส่วน 8 ”
ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะ มีบัญญัติไว้ใน มาตรา 91/10 ดังนี้ “ ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี ตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษี พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม
การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษี ให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น
ถ้าผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสถานประกอบการหลายแห่ง การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้แยกยื่นเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะยื่นคำร้องต่ออธิบดี ขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ ณ สถานที่อื่น ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสามก็ได้ และเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควร จะอนุมัติก็ได้
ความในวรรคหนึ่งถึงวรรคสี่ มิให้ใช้บังคับแก่การยื่นแบบแสดงรายการภาษี และการชำระภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 91/2(6) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรดังกล่าว ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนดในขณะที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกับชำระภาษีต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้น
ในการชำระภาษีตามวรรคห้า ให้กรมที่ดินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะเพื่อกรมสรรพากร และห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้ จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่ต้องชำระให้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว
ภาษีที่ได้ชำระแล้วตามวรรคห้า ให้ส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด ”
การยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีนั้น โดยปกติจะต้องยื่นต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมสรรพากรอาจกำหนดให้ผู้เสียภาษีไปชำระภาษี ณ สถานที่อื่นก็ได้ เช่น ให้ไปชำระภาษีที่ธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น
6.1.5 การผ่อนชำระภาษี ผู้เสียภาษีอาจขอผ่อนชำระภาษีก็ได้ ถ้าภาษีที่ต้องเสียนั้นมีจำนวนมากเกินกำลังที่จะชำระได้ในคราวเดียว
มาตรา 64 “ เว้นแต่กรณีตามมาตรา 18 ทวิ ถ้าภาษีที่ต้องเสียตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้ มีจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาท ขึ้นไป ผู้ต้องเสียภาษีจะชำระเป็นสามงวดงวดละเท่าๆกันก็ได้ คือ
(1) ในกรณีที่ต้องเสียตามมาตรา 56 ทวิ หรือมาตรา 57 จัตวา งวดที่หนึ่งต้องชำระตามกำหนดในมาตราดังกล่าว งวดที่สองต้องชำระภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง และงวดที่สามต้องชำระภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง
(2) ในกรณีอื่น งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวัน นับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษีที่ประเมิน งวดที่สองต้องชำระภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง งวดที่สามต้องชำระภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง
การชำระภาษีตาม (1) ถ้าไม่ชำระงวดใดงวดหนึ่ง ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 สำหรับงวดที่ไม่ชำระและงวดต่อๆไป
การชำระภาษีตาม (2) ไม่เป็นเหตุให้ยกเว้นการเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 และถ้าไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป”
บทบัญญัติ มาตรา 64 นี้ เป็นบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะฉะนั้น ภาษีที่จะขอผ่อนชำระในกรณีนี้ จึงต้องเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เท่านั้น
6.1.6 การเสียภาษีแทนกัน บางกรณีกฎหมายบัญญัติให้บุคคลอื่นเสียภาษีแทน ให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษี
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มาตรา 48 ทวิ บัญญัติว่า “ ให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้าทอดหนึ่งทอดใด หรือทุกทอด ที่ซื้อสินค้าขององค์การของรัฐบาล ตามวิธีการ อัตราและประเภทสินค้า ตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับเงินได้จากการขายสินค้านั้น
ภาษีที่เสียแทนตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตของผู้เสียภาษีในการคำนวณภาษี ”
ภาษีเงินได้นิติบุคคล มาตรา 65 จัตวา บัญญัติว่า “ ให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้าทอดใดทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ซื้อสินค้าจากองค์การของรัฐบาล ตามวิธีการ อัตรา และประเภทสินค้าที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับเงินได้จากการขายสินค้านั้น
ภาษีที่เสียแทนตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตของผู้เสียภาษีในการคำนวณภาษี”
สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่มีบทบัญญัติในเรื่องนี้
6.1.7 การหักภาษี ณ ที่จ่าย นอกจากการชำระภาษีโดยวิธีการยื่นแบบแสดงรายการภาษี พร้อมกับชำระภาษีด้วยตนเอง และการชำระภาษีแทนกันแล้ว บางกรณีกฎหมายบัญญัติให้ผู้ที่จ่ายเงินให้แก่ผู้เสียภาษี มีหน้าที่ต้องหักเงินภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ก่อน แล้วนำส่งเจ้าพนักงานสรรพากรแทนผู้เสียภาษี การหักภาษี ณ ที่จ่ายนี้จะเกิดขึ้นก่อนถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี
6.1.7.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย มาตรา 50 บัญญัติว่า “ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน ตามวิธีดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้น รวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปี เท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี
ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียว เพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงาน และได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48(5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) นอกจากที่ระบุไว้ในวรรคสาม ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้
(2) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3) และ (4) ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ เว้นแต่
(ก) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3) และ (4) นอกจากที่ระบุไว้ใน (ข)(ค)(ง) และ (จ) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้
(ข) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา 48(3) (ก) และ(ค) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้
(ค) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา 48(3) (ข) ให้ถือว่าผู้ออกตั๋วเงิน ผู้ออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ หรือนิติบุคคลผู้โอนตั๋วเงินหรือตราสารดังกล่าว ให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามส่วนนี้เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน และให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากผู้มีเงินได้ ในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้ และให้ถือว่าภาษีที่เรียกเก็บนั้นเป็นภาษีที่หักไว้
(ง) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ก) ที่มิได้ระบุใน (ข) และ (ค) แห่งมาตรานี้ ถ้าผู้จ่ายเงินได้มิใช่เป็นนิติบุคคล และจ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ไม่ต้องหักภาษีตามมาตรานี้
(จ) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ข) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 10.0 ของเงินได้
(ฉ) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ซ) และ (ฌ) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้
(3)ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) และ (6) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้
(4) นอกจากกรณีตาม (5) ในกรณีผู้จ่ายเงินตามมาตรานี้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ซึ่งจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)(6) (7) หรือ (8) แต่ไม่รวมถึงการจ่ายค่าซื้อพืชผลทางการเกษตรให้กับผู้รับรายหนึ่ง ๆ มีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึง 10,000 บาทก็ดี ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมิน แต่เฉพาะเงินได้ในการประกวดหรือแข่งขัน ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้
(5) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้
(ก) สำหรับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48(4) (ก) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
(ข) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก (ก) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48(4) (ข) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
(6) ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้จ่ายเงินได้ โดยให้ผู้โอนหักภาษีตามเกณฑ์ใน (5) เว้นแต่กรณีการโอนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม ให้ผู้โอนหักภาษีไว้ร้อยละ 5 ของเงินได้ เฉพาะในส่วนที่เกินยี่สิบล้านบาท "
มาตรา 50 ทวิ “ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษี ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย สองฉบับมีข้อความตรงกัน ในกรณีและตามกำหนดเวลา ดังต่อไปนี้
(1)ในกรณีตามมาตรา 3 เตรส ให้ออกในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย
(2) ในกรณีตามมาตรา 50(1) ให้ออกภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ของปีถัดจากปีภาษีหรือภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายออกจากงานในระหว่างปีภาษี
(3) ในกรณีตามมาตรา 50(2) (3) หรือ (4) ให้ออกในทันทีทุกครั้งมี่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย
หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ใช้ตามแบบที่อธิบดีกำหนด
อธิบดีมีอำนาจยกเว้นการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ ในกรณีที่เห็นสมควร ”
มาตรา 51 “ เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งความแก่บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือคณะบุคคล ให้ยื่นบัญชีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) (2) (3) (4) และ (7) หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่อง เพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ ตามที่เห็นสมควร และผู้ได้รับหนังสือแจ้งความต้องปฏิบัติตามภายในสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งความ ”
มาตรา 52 “ บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) (2) (3) และ (4) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณ ที่ว่าการอำเภอ ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่
ภาษีที่คำนวณหักไว้ ตามมาตรา 50(5) และ (6) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ในขณะที่มีการจดทะเบียน และห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ ยอมให้ทำ หรือบันทึกไว้ จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่นำส่งไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว และในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้นำส่งตามวรรคหนึ่ง
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามวรรคสอง ให้ส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด ”
มาตรา 53 “ ในกรณีรัฐบาล หรือองค์การของรัฐบาล เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้จ่ายเงิน ที่จะตรวจสอบให้แน่ใจว่า จำนวนเงินภาษีที่จะต้องหักตามมาตรา 50 นั้น ได้คำนวณและจดไว้ในฎีกาเบิกเงินแล้ว และให้เป็นหน้าที่ที่จะหักเงินจำนวนนั้นก่อนจ่าย แต่ถ้ามิได้มีการตั้งฎีกาเบิกเงิน ก็ให้เจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินปฏิบัติตามมาตรา 50 มาตรา 52 และมาตรา 59 โดยอนุโลม ”
6.1.7.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล หัก ณ ที่จ่าย มาตรา 69 ทวิ “ ภายใต้ยังคับมาตรา 70 ถ้ารัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1 ภาษีที่หักไว้นี้ ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น ในการนี้ ให้นำมาตรา 52 มาตรา 53 มาตรา 54 มาตรา 58 และมาตรา 59 มาใช้บังคับโดยอนุโลม “
มาตรา 69 ตรี “ ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เฉพาะที่จ่ายให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1 แล้วนำส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ในขณะที่มีการจดทะเบียน และให้นำความในมาตรา 52 วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ภาษีที่หักไว้ และนำส่งตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกหักภาษี ตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น ”
มาตรา 70 “ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาล หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้น สำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม ”
มาตรา 70 ทวิ “ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใด ที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไร ออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้ โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้น ตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่ พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันจำหน่าย
การจำหน่ายเงินกำไรตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความรวมถึง
(1) การจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไร จากบัญชีกำไรขาดทุน หรือบัญชีอื่นใด ไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้ หรือไปตั้งยอดเจ้าหนี้ ในบัญชีบุคคลใดๆ ในต่างประเทศ หรือ
(2) ในกรณีที่มิได้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวใน (1) แต่ได้มีการขออนุญาตซื้อ และโอนเงินตราต่างประเทศซึ่งเป็นกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไร หรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไร ออกไปต่างประเทศ หรือ
(3) การปฏิบัติอย่างอื่น ซึ่งก่อให้เกิดผลตาม (1) หรือ (2) ”
6.1.7.3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม หัก ณ ที่จ่าย กฎหมายมิได้เขียนไว้ว่าเป็นการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ลักษณะก็เป็นเช่นเดียวกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย
มาตรา 83/5 บัญญัติว่า “ ในการขายทอดตลาด ให้ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเสีย
ให้ผู้มีหน้าที่นำส่งตามวรรคหนึ่ง นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยยื่นรายการตามแบบนำส่งภาษีที่อธิบดีกำหนด ณ สถานที่และกำหนดเวลา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 52 และให้นำมาตรา 54 และมาตรา 55 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม
ให้ผู้ทอดตลาดที่เป็นส่วนราชการออกใบเสร็จรับเงินให้กับผู้ซื้อ ในการขายทอดตลาด และจัดทำสำเนาให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ เพื่อเป็นหลักฐาน
ในกรณีที่ส่วนราชการขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน ที่ถูกยึดตามกฎหมาย โดยวิธีอื่น นอกจากการขายทอดตลาด ให้นำความในมาตรานี้ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ใบเสร็จรับเงินที่ส่วนราชการออกให้ตามวรรคสามและวรรคสี่ ให้ถือเป็นใบกำกับภาษี เว้นแต่ใบเสร็จรับเงินที่ส่วนราชการออกให้ ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน ที่ต้องเสียภาษีตามมาตรรา 82/16 ไม่ให้ถือเป็นใบกำกับภาษี ”
มาตรา 83/6 “ เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือค่าบริการให้กับผู้ประกอบการ ดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี
(1) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักร เป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว ตามมาตรา 85/3
(2) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร
(3) ผู้ประกอบการอื่น ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
ให้นำมาตรา 87/5 วรรคสอง มาใช้บังคับ ”
6.1.7.5 ภาษีธุรกิจเฉพาะ หัก ณ ที่จ่าย มาตรา 91/9 บัญญัติว่า “ ในกรณีกิจการขายหลักทรัพย์ ตามมาตรา 91/2(7) ให้สมาชิกที่เป็นตัวแทนของผู้ขาย หักภาษีธุรกิจเฉพาะจากเงินที่ขาย และยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีตามมาตรา 91/10 แทนผู้ขายในนามของตนเอง โดยผู้ขายไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีอีก และให้ถือว่าสมาชิกเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีนี้ด้วย ”
6.1.8 เครดิตภาษี เครดิตภาษีตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรมีได้หลายกรณี แต่เมื่อสรุปแล้ว สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแรก เป็นเครดิตภาษีที่ผู้เสียภาษีสามารถนำไปคำนวณภาษีได้ ส่วน ประเภทที่สอง เป็นเครดิตภาษีที่ถือว่าเป็นเงินได้หรือเป็นรายได้ของผู้เสียภาษี
6.1.8.1 เครดิตภาษีที่นำไปคำนวณเงินภาษีได้ เครดิตภาษีประเภทนี้ อาจเป็นกรณีที่ผู้เสียภาษีถูกเจ้าพนักงานประเมิน ประเมินเรียกเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ
มาตรา 18 ทวิ “ ในกรณีจำเป็น เพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษี จากผู้ต้องเสียภาษี ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการได้ เมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสียภาษี และให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษีภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บตามความในวรรคแรก ให้ถือเป็น เครดิต ของผู้เสียภาษี ในการคำนวณภาษี
ในการใช้อำนาจตามความในมาตรานี้ เจ้าพนักงานประเมินจะสั่งให้ยื่นรายการ ตามแบบที่อธิบดีกำหนดด้วยก็ได้ ”
มาตรา 18 ทวิ นี้เป็นบทบัญญัติใน หมวด 2 วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน ซึ่งใช้บังคับแก่ภาษีอากรประเมินทุกประเภท แต่ในกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ยังมีบทบัญญัติเฉพาะดังนี้
มาตรา 60 ทวิ “ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตามหมวดนี้ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากบุคคลใดๆ ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ ตามความในมาตรา 56 มาตรา 57 หรือมาตรา 57 ทวิ แล้วแต่กรณี ก็ได้ เมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษีที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษี ในกรณีนี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
ภาษีที่เรียกเก็บตามวรรคก่อน ให้ถือเป็น เครดิต ของผู้เสียภาษี ในการคำนวณภาษี จากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี ”
ส่วนการประเมินภาษีกรณีอื่นๆ ไม่มีบทบัญญัติกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ
นอกจากนั้น เครดิตภาษีอาจเกิดจากกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ผู้เสียภาษีต้องยื่นแบบแสดงรายการก่อนถึงกำหนดเวลาตามปกติก็ได้
มาตรา 56 ทวิ “ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร ก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ให้ผู้มีหน้าที่ยื่นรายการตามมาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 57 ทวิ และมาตรา 57 ตรี ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา 40(5) (6) (7) หรือ (8) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายน ภายในเดือนกันยายน ของทุกปีภาษี
เงินได้ตามมาตรา 40(5) วรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงเงินกินเปล่า เงินช่วยเหลือค่าก่อสร้าง เงินค่าซ่อมแซม ค่าแห่งอาคารหรือโรงเรือน ที่ได้รับกรรมสิทธิ์
การยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้คำนวณภาษีตามมาตรา 48 โดยหักลดหย่อนตามมาตรา 47 ให้กึ่งหนึ่ง และชำระภาษีถ้ามี พร้อมกับการยื่นรายการนั้น ต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา 56
ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็น เครดิตในการคำนวณภาษี ที่ต้องชำระ ตามมาตรา 57 จัตวา ”
หรืออาจเป็นกรณีที่ผู้เสียภาษีสมัครใจเอง นำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องเสีย ไปชำระต่อเจ้าพนักงานก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ ดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 52 ทวิ
มาตรา 52 ทวิ “ ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา 56 ผู้มีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 ไปชำระต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้
ภาษีที่ชำระตามวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิต ของผู้ต้องเสียภาษี ในการคำนวณภาษี ”
ในกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย จำนวนเงินภาษีที่ถูกหักและนำส่งนั้น ก็ถือว่าเป็นเครดิตภาษีในการคำนวณภาษี เช่นเดียวกัน
มาตรา 60 “ เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมินของผู้ต้องเสียภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามความในมาตรา 50 มาตรา 52 และมาตรา 53 เป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วนจำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้น ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี ในการคำนวณภาษี ”
คำว่า เงินภาษีที่ได้หักและนำส่ง กับคำว่า จำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่ง ก็คือเงินจำนวนเดียวกันนั่นเอง เป็นการมองต่างมุม ความหมายก็คือ ในการยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้เสียภาษีต้องแสดงรายการเงินได้เต็มจำนวนโดยรวมเงินภาษีที่ถูกหักไปนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินด้วย เมื่อคำนวณภาษีได้เท่าใดแล้ว จึงนำเครดิตภาษีที่ถูกหักไปนั้น ไปหักออกจากเงินภาษีที่คำนวณได้ ผลลัพท์จึงเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระ หรือขอคืนเงินภาษี
ในกรณีที่เป็นการเสียภาษีแทนกัน กฎหมายก็บัญญัติให้ภาษีที่เสียแทนกันนั้น เป็นเครดิตภาษีด้วยเหมือนกัน
มาตรา 48 ทวิ “ให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้าทอดหนึ่งทอดใดหรือทุกทอดที่ซื้อสินค้าขององค์การของรัฐบาล ตามวิธีการ อัตรา และประเภทสินค้า ตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับเงินได้จากการขายสินค้านั้น
ภาษีที่เสียแทนตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็น เครดิตของผู้เสียภาษีในการคำนวณภาษี ”
มาตรา 65 จัตวา “ ให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้าทอดหนึ่งทอดใด หรือทุกทอด ซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ซื้อสินค้าขององค์การของรัฐบาล ตามวิธีการ อัตรา และประเภทสินค้า ที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับเงินได้จากการขายสินค้านั้น
ภาษีที่เสียแทนตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นเครดิตของผู้เสียภาษีในการคำนวณภาษี ”
มาตรา 48 ทวิ เป็นกรณีที่ผู้ขายสินค้าเป็นบุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้ที่องค์การของรัฐบาลเสียแทนให้ จึงเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนมาตรา 65 จัตวา นั้น เป็นกรณีที่องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้แทนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ดังนั้น ภาษีที่เสียแทนจึงเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งภาษีที่เสียแทนนี้ ถือเป็นเครดิตของผู้เสียภาษีที่ขายสินค้าสามารถนำไปคำนวณภาษีที่จะต้องเสียได้
ในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม แตกต่างจากภาษีประเภทอื่น คือ ผู้เสียภาษีสามารถนำเครดิตภาษีไปชำระภาษีได้ หรือมิฉะนั้นก็มีสิทธิได้รับเงินภาษีคืน
มาตรา 82/3 บัญญัติว่า “ ภายใต้บังคับมาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ ในแต่ละเดือนภาษี
หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น
หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษี และให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืนภาษี หรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8
ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่งเพราะมีเหตุจำเป็น ตามที่อธิบดีกำหนด ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษี ในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามปี นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี “
ซึ่งในการนำเครดิตภาษีไปชำระเป็นค่าภาษีมูลค่าเพิ่มตามส่วน 8 นั้น ผู้ประกอบการสามารถนำไปชำระได้ในเดือนถัดไป ตามมาตรา 84 ดังนี้
มาตรา 84 “ เครดิตภาษีที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษี จากการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา หรือมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของเดือนภาษีนั้น ตามมาตรา 83 หรือมาตรา 83/1 เว้นแต่ ในกรณีที่มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติม เพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน ตามมาตรา 83/4 ก็ให้มีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น ”
6.1.8.2 เครดิตภาษีกรณีที่ถือเป็นรายได้ของผู้เสียภาษี
มาตรา 47 ทวิ บัญญัติว่า “ ให้ผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (4)(ข) ซึ่งได้รับจากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ได้รับเครดิตในการคำนวณภาษี โดยให้นำอัตราภาษีเงินได้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสีย หารด้วยผลต่างของหนึ่งร้อยลบด้วยอัตราภาษีเงินได้ดังกล่าวนั้น ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนเงินปันผล หรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้ประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้หลายอัตรา ผู้จ่ายเงินได้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ชัดเจนว่าเงินได้ที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด
เครดิตภาษีที่คำนวณได้ตามความในวรรคหนึ่ง ให้นำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้นำเครดิตภาษีที่คำนวณได้ดังกล่าวหักออกจากภาษีที่ต้องเสีย ถ้ายังขาดหรือเหลือเท่าใดให้ผู้มีเงินได้เสียภาษีสำหรับจำนวนที่ขาด หรือมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เหลือนั้นคืน
ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีเงินได้ ซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย
ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้ แสดงข้อความที่กำหนดให้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามวรรคหนึ่ง ไม่ถูกต้อง อันเป็นเหตุให้เครดิตภาษีที่คำนวณได้ มีจำนวนเกินกว่าที่ผู้มีเงินได้พึงได้รับ ให้ผู้จ่ายเงินได้รับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ เท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับคืนเกินไป หรือที่ชำระไว้ไม่ครบ และถ้าผู้จ่ายเงินได้หรือผู้มีเงินได้ไม่ชำระเงินดังกล่าวภายในเจ็ดวัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าพนักงานประเมิน ให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพบว่าเครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนน้อยกว่าที่ผู้มีเงินได้พึงได้รับ ให้แจ้งผู้มีเงินได้ทราบถึงสิทธิที่จะได้รับเงินที่เหลือนั้นคืนตามกฎหมาย “
สรุปความหมายของเครดิตภาษี ก็คือ ถ้าเป็นเครดิตภาษีประเภทที่สามารถนำไปคำนวณภาษีได้ ผู้เสียภาษีสามารถนำเครดิตภาษีนั้นไปหักออกจากจำนวนเงินภาษีที่มีหน้าที่ต้องเสียได้ทันที ส่วนเครดิตภาษีที่ถือว่าเป็นเงินได้หรือเป็นรายได้ของผู้เสียภาษีนั้น ต้องนำไปรวมเป็นเงินได้พึงประเมินหรือรายได้ของผู้เสียภาษีก่อน เพื่อคำนวณเงินภาษี เมื่อได้จำนวนเงินภาษีที่จะต้องเสียแล้ว จึงนำเครดิตภาษีที่ได้รับนั้นไปหักออก ส่วนที่เหลือจึงเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระ เว้นแต่ กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปชำระเป็นภาษีที่จะต้องชำระได้ทันทีในเดือนภาษีถัดไป หรือขอคืนเงินภาษี
6.1.9 การขอคืนภาษี โดยธรรมชาติ การเสียเงินหรือการที่ต้องจ่ายเงินไป โดยไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนในทันทีนั้น ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อความรู้สึกของผู้จ่ายเงิน เช่นเดียวกันกับการเสียภาษีอากร ซึ่งผู้เสียภาษีต้องจ่ายเงินให้แก่รัฐโดยที่ตนไม่สามารถเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ตอบแทนจากรัฐได้โดยทันที ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ ในการเสียภาษี ผู้เสียภาษีก็จะพยายามเสียภาษีให้น้อยที่สุด หรือมิฉะนั้น ก็จะไม่พยายามเสียภาษีให้มากเกินไปกว่าที่ตนมีหน้าที่ต้องเสีย และถ้ามีกรณีใดกรณีหนึ่ง เป็นเหตุให้ผู้เสียภาษีต้องเสียภาษีมากกว่าหรือเกินไปกว่าที่ตนมีหน้าที่ต้องเสีย ผู้เสียภาษีย่อมจะรู้สึกว่าตนเสียประโยชน์และคิดว่าตนควรจะได้รับคืนอย่างครบถ้วนถูกต้อง ในกรณีเช่นนี้ รัฐจะเป็นฝ่ายที่ได้รับประโยชน์โดยไม่ควรได้และเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องคืนเงินให้แก่ผู้เสียภาษีโดยเร็วที่สุด ซึ่งในการนี้ กฎหมายได้บัญญัติวิธีการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียภาษีไว้ วิธีการนั้น คือ การขอคืนภาษี
มาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า “ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การขอคืนภาษีอากรและภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสีย หรือไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืน ภายในสามปี นับแต่วันสุดทายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษี ตามที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่
(1) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนได้ยื่นรายการเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือได้ยื่นรายการภายในเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันยื่นรายการ
(2) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืน อุทธรณ์การประเมินตามหมวดนี้ หรือเป็นคดีในศาล ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือ หรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี
คำร้องขอคืนตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ที่ผู้มีสิทธิขอคืนมีภูมิลำเนา หรือ ณ สถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด ”
มาตรา 27 จัตวา “ เพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งความแก่ผู้มีสิทธิขอคืน หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสาร หรือหลักฐานอันควรแก่เรื่องเพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามที่เห็นสมควร “
มาตรา 27 ตรี และมาตรา 27 จัตวา นี้ เป็นบทบัญญัติทั่วไป ใช้บังคับได้กับภาษีอากรประเมินทุกประเภท
ในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม มีบทบัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการไว้เป็นการเฉพาะ ดังนี้
มาตรา 84/1 “ การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ให้กระทำได้ ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีที่มีภาษีต้องคืน แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมิได้ขอคืนตามมาตรา 84 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษี ภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี สำหรับเดือนภาษีนั้น
(2) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีอื่น ให้ยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ชำระภาษี
คำร้องขอคืนภาษี ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด
ในกรณีที่ผู้ขอคืนภาษีเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษี ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าว ได้รับอนุมัติจากอธิบดี ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ หรือ ณ สถานที่ที่อธิบดีกำหนด ตามมาตรา 83 วรรคสี่ และในกรณีที่ผู้ขอคืนภาษีมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ยื่นคำร้องขอคืน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ที่ผู้ขอคืนมีภูมิลำเนา “
มาตรา 84/2 “ การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้า ในกรณีดังต่อไปนี้ ให้กระทำได้ตามเงื่อนไขดังนี้
(1) ในกรณีผู้นำเข้ามีข้อโต้แย้งตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร หรือเป็นคดีในศาล การขอคืนภาษีให้กระทำภายในหกเดือน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยข้อโต้แย้งอากรขาเข้าเป็นหนังสือ หรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี
(2) ในกรณีผู้นำเข้าที่มิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และต่อมาได้ส่งสินค้าออกไป การขอคืนภาษีให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราส่วน เช่นเดียวกับการขอคืนอากรขาเข้า ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ที่กำหนดไว้สำหรับขอคืนอากรขาเข้า
คำร้องขอคืนภาษีตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด
ในกรณีผู้ขอคืนภาษีเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ยื่นคำร้องขอคืน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ตามที่กำหนดในมาตรา 84/1 วรรคสาม และในกรณีผู้ขอคืนภาษีมิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ยื่นคำร้องขอคืน ณ ด่านศุลกากรขาเข้า ”
มาตรา 84/3 “ การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ผู้ได้รับคืนภาษีได้รับดอกเบี้ย ตามหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 4 ทศ ”
ภาษีธุรกิจเฉพาะก็มีบทบัญญัติกำหนดไว้เป็นพิเศษ เช่นกัน ดังต่อไปนี้
มาตรา 91/11 “ การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้กระทำได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในสามปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี
(2) คำร้องขอคืนภาษี ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ เว้นแต่กรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้รับอนุมัติจากอธิบดี ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ ณ สถานที่อื่น ตามมาตรา 91/10 วรรคสี่ ก็ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษี ณ ที่แห่งนั้น ”
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย