15 มิ.ย. 2021 เวลา 05:42 • ธุรกิจ
ยุคของ Productivity Growth กำลังกลับมาอีกครั้ง เราเตรียมตัวหรือยัง?
Productivity Growth (อัตราการเติบโตของผลิตภาพ) คือปัจจัยหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตของคนในประเทศนั้นๆดีขึ้น ถ้ายกตัวอย่าง ในอดีตตั้งแต่ปี 2006 สหรัฐอเมริกามี Productivity Growth โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.3% แต่ตั้งแต่ปี 2020-2021 อัตรา Productivity Growth สูงขึ้นมาเป็น 5.4% ซึ่งน่าสนใจว่านี่อาจไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณบอกว่าอนาคตกำลังเปลี่ยนไป อ้างอิงจากข้อมูลวิจัยของ MIT พบว่า Productivity (ความสามารถในการผลิต) ของประเทศส่วนมากใน OECD ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งได้รับผลหลักจากการพัฒนาของเทคโนโลยีอย่าง AI
ถึงแม้เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาความสามารถในการผลิตของประเทศ แต่การลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีอย่างเดียวแทบจะไม่ได้ทำเกิดผลสำเร็จที่ชัดเจน สิ่งที่ต้องพัฒนาขึ้นมาด้วยกันคือ การพัฒนากระบวนการทำธุรกิจแบบใหม่ (New Business Process), การพัฒนาทักษะของคนทำงาน (Skills) และการพัฒนาสินทรัพย์อื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้มองเห็นหรือจับต้องได้แต่สามารถประเมินมูลค่าได้ อย่างเช่น ซอฟท์แวร์และข้อมูล ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอย่างการค้นพบทางงานวิจัย เครื่องหมายการค้า งานออกแบบ หรือแม้แต่ความสามารถในการแข่งขันอย่าง ค่าความนิยมของแบรนด์ เครือข่ายความสัมพันธ์ขององค์กรและคน
ในอดีตถ้าย้อนกลับไปยุคที่เราค้นพบวิธีการผลิตไฟฟ้า ค่า Productivity คงอยู่ที่เดิมกว่า 20 ปี จนถึงวันที่มีการคิดค้นพัฒนาสายการผลิตและเครื่องจ่ายไฟฟ้าถึงจะทำให้เกิดการเติบโตของ Productivity
แล้วการเติบโตครั้งนี้ จะไปต่อ เพราะอะไร?
1. สิบปีที่ผ่านมามีเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นจำนวนมาก ที่สำคัญที่สุดคือ AI การพัฒนา Machine Learning และ การเก็บข้อมูล รวมถึงการพัฒนาความสามารถในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ที่สำคัญคือเทคโนโลยี Cloud Computing สามารถทำให้บริษัทขนาดเล็กจำนวนมากเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้
2. การค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆในวงการ Biomedical Sciences (วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์) อย่างเทคโนโลยีในการออกแบบยาที่รวดเร็วและง่ายขึ้น ต้นทุนถูกลง ความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยี mRNA มาผลิตวัคซีน ซึ่งต่อยอดไปที่การรักษาโรคอื่นๆ
3. การค้นพบเทคโนโลยีในวงการพลังงานสะอาด ทั้งการทำให้ต้นทุนอุปกรณ์ถูกลง เช่น อุปกรณ์สำหรับการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการพัฒนาความสามารถในการดึงพลังงานมาใช้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. สถานการณ์โรคระบาดโควิด เร่งอัตราการตอบรับกับเทคโนโลยีใหม่ เร็วขึ้นมาก ภายในระยะเวลาไม่ถึงปี ทุกคนสามารถปรับตัวเข้ากับการทำงานแบบ Remote ได้ และคาดว่าหลังสถานการณ์คลี่คลาย พฤติกรรมนี้จะคงอยู่ และการเติบโตของ Digital Nomad (คนที่ทำงานหรือหารายได้ผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่ทำงาน ใช้ชีวิตย้ายถิ่นฐานไปเรื่อนยๆ) ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเร็วขึ้น
5. นโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างของสหรัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้อัตราการว่างงานลดลงและกลับมาอยู่ในจุดที่ดีขึ้นหลังช่วงโควิด เมื่ออัตราการว่างงานลดลง แปลว่าการแข่งขันสูง ค่าแรงเพิ่มขึ้น บริษัทก็ยิ่งอยากจะลงทุนเพื่อพัฒนาวิธีการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งก็จะกระตุ้นให้ความสามารถในการผลิตโดยรวมดีขึ้น
ถึงแม้ปัจจัยเหล่านี้จะไม่ได้สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยตรงและทันที แต่ทุกอย่างคือกระบวนการที่ทำให้มองเห็นความหวังในอนาคต ที่สามารถเริ่มต้นสร้างได้ตั้งแต่นโยบายระดับประเทศ องค์กร หรือแม้แต่บุคคล รู้แบบนี้แล้วคงต้องกลับมาคิดว่า เราที่สวมหมวกบทบาท หน้าที่ แตกต่างกัน จะมีนโยบาย หลักการหรือแนวคิดเพื่อสร้างความหวังให้กับอนาคตของตัวเองและสังคมอย่างไรต่อจากนี้
Explore more ideas! >> https://www.thebusinessbite.cloud/
โฆษณา