16 มิ.ย. 2021 เวลา 07:29 • ยานยนต์
เปิดประวัติศาสตร์ BMW Z4 โรดสเตอร์ร่างเล็กที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความสนุกสนาน
จากข่าวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาทำให้ชื่อของ BMW Z4 ถูกพูดถึงในวงกว้างอีกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรดสเตอร์ร่างเล็กรุ่นนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หลายคนหันมาสนใจและคอยติดตามว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างไร แต่ในขณะเดียวกัน Z4 เองก็เป็นรถที่มีความน่าสนใจและน่าทำความรู้จักอยู่ไม่น้อย
ด้วยความสมบูรณ์แบบทางวิศวกรรม การออกแบบ รูปลักษณ์ ขุมพลังเครื่องยนต์ สมรรถนะการขับขี่ ตลอดจนประสบการณ์ความสนุกเพลิดเพลินที่ได้รับจากสายลมและแสงแดดเมื่อเปิดหลังคาขับขี่ลัดเลาะไปตามถนนสวยๆ ทำให้ Z4 กลายเป็นรถในฝันของใครหลายคนที่ชีวิตนี้ต้องหามาขับให้ได้
MenMerge ​เข้าใจดีว่ามีหนุ่มๆ หลายคนชื่นชอบและอยากครอบครอง Z4 สักครั้งก่อนตาย บทความนี้เราจึงอยากพาพวกนายมารู้จักประวัติศาสตร์ของหนึ่งในโรดสเตอร์ที่ดีที่สุดแห่งวงการยานยนต์รุ่นนี้กัน
BMW Z4 คือรถสปอร์ตเปิดประทุน 2 ที่นั่งขนาดเล็ก ผลิตโดย BMW บริษัทรถยนต์สัญชาติเยอรมัน Z4 เป็นหนึ่งในรถยนต์ตระกูล Z Series ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 33 ปีแล้ว โดยเกิดมาเพื่อสานต่อความสำเร็จของ Z3 ปัจจุบันดำเนินอายุมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว สิ่งที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของ Z4 ทุกรุ่นก็คือรูปทรงตัวถังขนาดกะทัดรัด หลังคาแบบเปิดประทุน ฝากระโปรงหน้ายาว ท้ายสั้น นี่คือคุณสมบัติเฉพาะของรถสปอร์ตโรดสเตอร์พันธุ์แท้
BMW Z4 (E85) 2002-2008
ประวัติศาสตร์ของ BMW Z4 เริ่มต้นขึ้นในปี 2002 เมื่อมันปรากฏตัวครั้งแรกในโลกที่งาน Paris Motor Show ก่อนจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปีถัดมา รูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกเป็นฝีมือการออกแบบของ Anders Warming ชูจุดเด่นเส้นสายรอบตัวรถอันเฉียบคม ผสมกับแนวคิดที่อยากให้ทุกคนมองแล้วจินตนาการได้ถึงตัวอักษร Z มันจึงเป็นรถที่มีดีไซน์ทันสมัยมากในยุคนั้น ทั้งยังมีความโดดเด่น สง่างาม และความมีซับซ้อนปะปนกัน แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ฝากระโปรงหน้ายาว ท้ายสั้น จากรุ่นพี่ Z3 เอาไว้
Z4 รุ่นแรกเป็นการยกระดับทางวิศวกรรมยานยนต์ขึ้นไปอีกขั้นด้วยการนำเอาระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้ามาใช้เป็นครั้งแรกของรถตระกูล Z Series รวมถึงใช้ช่วงล่างหลังแบบมัลติลิงค์เหมือนรถ BMW รุ่นอื่นๆ ในยุคนั้น และด้วยขนาดตัวรถที่ใหญ่โตขึ้นจาก Z3 รุ่นก่อนหน้า ทำให้น้ำหนักตัวรถโดยรวมมากขึ้น วิศวกรจึงต้องหาวิธีลดน้ำหนักโดยการใช้ฝากระโปรงและชิ้นส่วนช่วงล่างบางอย่างที่ทำมาจากอะลูมิเนียม
ภายในห้องโยสารของ Z4 รุ่นแรกมาพร้อมกับความเรียบง่าย ไม่มีจอดิจิตอลให้ซับซ้อนเหมือนในรถยุคปัจจุบัน การจัดวางปุ่มควบคุมต่างๆ ถูกออกแบบให้ผู้ขับเข้าถึงการใช้งานได้อย่างสะดวก หน้าปัดและพวงมาลัยมีดีไซน์ที่เรียบง่ายไม่หวือหวาแต่กลับให้อารมณ์สปอร์ตได้ดี นอกจากนี้ยังมีการใช้วัสดุตกแต่งสีเงินให้ดูทันสมัยเข้ากับยุคมิลเลนเนียม
ในส่วนของเครื่องยนต์ ช่วงเปิดตัวปีแรกๆ จะวางเครื่องเบนซิน 6 สูบเรียง ไม่มีเทอร์โบ เหมือนกันหมดทุกรุ่นย่อย ความจุเครื่องยนต์มีตั้งแต่สูงสุด 3.0 ลิตร 231 แรงม้า, 2.5 ลิตร 190 แรงม้า และต่ำสุด 2.2 ลิตร 170 แรงม้า ขณะที่ระบบส่งกำลังจะมีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด เกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ก่อนที่จะมีเครื่อง 4 สูบ 2.0 ลิตร 150 แรงม้า ตามออกมาในปี 2005
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Z4 เจเนอเรชั่นแรกเกิดขึ้นในปี 2006 เป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่หรือที่ BMW เรียกว่า LCI การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาพร้อมรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกที่ดูทันสมัยมากขึ้น และมีการเพิ่มเวอร์ชั่นคูเป้ 2 ประตู รหัสตัวถังE86 ออกมาวางขายควบคู่กัน นับเป็น Z4 Coupe รุ่นแรกและรุ่นเดียวในตระกูลมาจนถึงปัจจุบัน
ในด้านเครื่องยนต์ก็มีการเปลี่ยนแปลงชุดใหญ่เช่นกันโดยเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีวาล์วแปรผันและเสื้อสูบแม็กนีเซียมอัลลอยเพื่อความทนทาน แต่ยังคงเป็นเครื่องเบนซิน 6 สูบเรียง ไม่มีเทอร์โบ อยู่เช่นเดิม ความจุมีตั้งแต่ 2.5 ลิตร 177 กับ 218 แรงม้า ไปจนถึง 3.0 ลิตร 261 แรงม้า นอกจากนี้ยังได้ยกเลิกเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และปรับให้ทุกรุ่นย่อยได้เกียร์ธรรมดา 6 สปีด มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
การปรับโฉม LCI ยังมาพร้อมกับเวอร์ชั่นสมรรถนะสูงอย่าง Z4 M Roadster และ Z4 M Coupe วางเครื่อง 6 สูบเรียง S54 บล็อกเดียวกับ M3 E46 ให้กำลังสูงสุด 338 แรงม้า ที่ 7,900 รอบ/นาที แรงบิด 365 นิวตันเมตร ที่ 4,900 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์แมนวลทั้งหมด นอกจากนี้ตัวแรงทั้ง 2 รุ่นยังมีการปรับปรุงชิ้นส่วนสำคัญหลายอย่าง อาทิ เปลี่ยนกลับไปใช้ระบบพวงมาลัยไฮดรอลิกพร้อมปรับอัตราทดพวงมาลัยใหม่ ใช้ยางหน้ากว้าง เพิ่มระยะ track ล้อหน้า-หลัง ปรับจูนช่วงล่างใหม่ รวมถึงติดตั้งระบบเบรกคุณภาพสูง และเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิป
Z4 เจนเนอเรชั่นแรกทำยอดขายทั่วโลกได้มากถึง 197,950 คัน แบ่งเป็นตัวถังเปิดประทุน 180,856 คัน และตัวถังคูเป้ 17,094 คัน ในส่วนของเวอร์ชั่นสมรรถนะสูงอย่าง Z4 M Roadster มีอยู่ในโลกนี้แค่ 5,070 คัน ขณะที่ Z4 M Coupe มีเพียง 4,275 คันเท่านั้น ในภาพรวมถือว่า Z4 เจนเนอเรชั่นแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงามทั้งในด้านยอดขายและคำวิจารณ์ กลายเป็น Z4 ที่ยังมีสาวกต้องการเป็นเจ้าอยู่จนถึงทุกวันนี้
BMW Z4 (E89) 2009-2016
Z4 เจเนอรชั่นที่ 2 เผยโฉมครั้งแรกที่งาน North American International Auto Show ปี 2009 และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปีเดียวกัน รูปลักษณ์ภายนอกมีการพัฒนาจากโรดสเตอร์ขนาดเล็กดีไซน์ทันสมัยไปสู่โรดสเตอร์ที่ผสมผสานความหรูหราในแบบฉบับรถ Grand Tourer พร้อมขนาดตัวถังที่ใหญ่โตขึ้น พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขึ้น โดยเป็นผลงานการออกแบบของสองดีไซน์เนอร์สุภาพสตรีคือ Juliane Blasi (exterior) และ Nadya Arnaout (interior)
Z4 E89 มีความเปลี่ยนแปลงจากรถตระกูล Z Series รุ่นก่อนๆ คือเปลี่ยนจากหลังคาผ้าใบที่สืบทอดกันมายาวนานหลายเจเนอเรชั่น เป็นหลังคาพับแบบแข็งที่มีจุดเด่นในการป้องกันเสียงรบกวนภายนอกได้ดีกว่า และเมื่อปิดหลังคาก็จะดูคล้ายรถคูเป้ทำให้ไม่ต้องสร้างเวอร์ชั่นตัวถังคูเป้ขึ้นมาขายคู่กันอีกรุ่น โดยกระบวนการเปิด-ปิดหลังคานี้ใช้เวลาราว 20 วินาที และไม่จำเป็นต้องหยุดรถนิ่งสนิทก็สามารถเปิด-ปิดหลังคาได้
เส้นสายตัวถังที่เฉียบคมในทุกมิติรวมถึงฝากระโปรงหน้ายาว ท้ายสั้น ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่มีให้เห็นใน Z4 รุ่นนี้ แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือหน้าตาที่ดูดุดันจริงจังมากขึ้นจากกระจังหน้า kidney grille แนวนอนและไฟหน้าดีไซน์โฉบเฉี่ยว ผสมกับองค์ประกอบการออกแบบโดยรวมตั้งแต่ฝาประโปรงหน้า หลังคา ไปจนถึงกันชนท้าย ที่ให้ความรู้สึกที่ดูสปอร์ตขึ้น ดีไซน์ของ Z4 E89 โดดเด่นจนถึงขั้นคว้ารางวัล Red Dot Design Award ปี 2009 มาครองได้
Z4 E89 ยังมาพร้อม BMW EfficientDynamics เทคโนโลยีที่จะช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและระดับการปล่อย CO2 พร้อมกับเพิ่มสมรรถนะและความพึงพอใจในการขับขี่ โดยมาพร้อมชุดฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบการขับขี่ไปจนการจัดการพลังงาน อาทิ ระบบ Regenerative Braking ระบบ Engine start-stop รวมถึงโหมดการขับขี่ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีเด่นๆ อย่างเช่นช่วงล่างแบบแปรผัน ระบบอินโฟเทนเมนต์ iDrive ระบบเชื่อมต่อ BMW ConnectedDrive และฟังก์ชั่น Comfort Access
ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบในลักษณะที่พบเห็นได้ในรถ BMW ยุคปัจจุบันทั้งหน้าปัด พวงมาลัย คันเกียร์ และอีกหลายจุด มีหน้าจอกลางแบบพับเก็บได้เพื่อไม่ให้บดบังทัศนะวิสัยในการขับขี่ มีปุ่มหมุนควบคุมหน้าจอ iDrive ที่คอนโซลกลาง เบรกมือไฟฟ้าก็มีแล้ว นอกจากนี้สีสันและวัสดุตกแต่งก็สามารถเลือกได้หลายแบบตามความต้องการของลูกค้า
ในส่วนของเครื่องยนต์ ช่วงแรกของการเปิดตัวยังคงใช้เบนซิน 6 สูบเรียง ไม่มีเทอร์โบ เป็นพื้นฐาน ความจุเครื่องมี 2.5 ลิตร 204 แรงม้า กับ 3.0 ลิตร 258 แรงม้า ก่อนจะก้าวเข้าสู่ยุคของเครื่องเบนซินเทอร์โบที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย โดยความจุเครื่องยนต์จะเริ่มตั้งแต่ 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว 154, 181 และ 241 แรงม้า แล้วขยับเพิ่มเป็น 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ที่มีกำลัง 302 กับ 335 แรงม้า ด้านระบบส่งกำลังก็จะมีตั้งแต่เกียร์ธรรมดา 6 สปีด เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 สปีด และอัตโนมัติ 8 สปีด
ปี 2011 มีการยกเลิกจำหน่ายเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง ไร้เทอร์โบ แล้วแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว ปี 2012 มีการปรับปรุงกลไกการเปิด-ปิดหลังคาให้ทำงานได้ในความสูงสุด 40 กม./ชม. จากเดิมทำได้ที่ 10 กม./ชม. ปี 2013 มีการปรับโฉมใหญ่ LCI รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมจนเห็นได้ชัด มีเพียงการปรับดีไซน์ของไฟหน้าให้ดูทันสมัยขึ้น แต่ภายในห้องโดยสารที่มีการปรับปรุงใหม่หลายจุด พร้อมกับแนะนำรุ่นย่อยใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาดเล็ก เน้นความประหยัดพลังงานและการปล่อยมลพิษต่ำ
น่าเสียดายที่ Z4 เจเนอเรชั่นที่ 2 ไม่มีเวอร์ชั่น M เหมือน Z4 รุ่นก่อนหน้า โดยรุ่นที่มีพละกำลังมากสุดจะเป็น sDrive35is วางเครื่อง N54 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ กำลังสูงสุด 335 แรงม้า ที่ 5800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1500 – 4500 รอบต่อนาที จับคู่เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 4.8 วินาที
แม้ BMW Z4 E89 จะมีการปรับปรุงพัฒนาจาก Z4 E85 ทุกมิติ แต่ความสำเร็จด้านยอดขายกลับตกเป็นรองทั้งที่ระยะเวลาการทำตลาดยาวนานกว่าด้วยซ้ำ ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่วางจำหน่าย Z4 E89 ทำยอดขายไปได้ 118,444 คัน อย่างไรก็ตาม Z4 E89 ก็ยังเป็นโรดสเตอร์ที่มีเสน่ห์และดูไม่ตกยุค เป็นรถที่ขับสนุก หรูหรา เป็นที่ถูกใจของหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย ขณะที่ราคามือสองก็ยังพอจับต้องได้ไม่ยากจนเกินไปถ้ามีเงินเหลือเก็บ
BMW Z4 (G29) 2018 – ปัจจุบัน
Z4 เจเนอเรชั่นล่าสุด มีรหัสตัวถังว่า G29 เผยโฉมครั้งแรกที่งาน Pebble Beach Concours d’Elegance ปี 2018 ก่อนจะวางขายอย่างเป็นทางการในปีถัดมา รูปลักษณ์ภายนอกเป็นผลงานการออกแบบของ Calvin Luk ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลีย โดดเด่นด้วยเส้นสายตัวถังที่ทันสมัย เฉียบคม ได้ความหรูตามสไตล์รถ Grand Tourer พร้อมกับมิติตัวถังที่ใหญ่โตกว่า Z4 E89 เล็กน้อย โดยยังคงเอกลักษณ์ฝากระโปรงหน้ายาว ท้ายสั้น เอาไว้เช่นเคย
ดีเอ็นเอความสปอร์ตและความดุดันไม่ได้ลดลงจาก Z4 รุ่นก่อนหน้า กระจังหน้า kidney grille แนวนอน ยังคงบ่งบอกถึงความดุได้เต็มอารมณ์ รวมถึงไฟหน้าดีไซน์เฉียบคม ช่องระบายอากาศที่บริเวณซุ้มล้อหน้า และฝากระโปรงท้ายแบบ Duck tail ทำให้องค์ประกอบโดยรวมมีความเท่แลละโดดเด่นในแบบของตัวเอง
Z4 G29 เกิดขึ้นจากความร่วมมือในการพัฒนารถยนต์ร่วมกันระหว่าง BMW กับ Toyota ดังนั้นโรดสเตอร์รุ่นนี้จึงแชร์แพล็ตฟอร์มร่วมกับ Toyota GR Supra ความยอดเยี่ยมทางวิศวกรรมของ Z4 G29 คือการกระจายน้ำหนักแบบหน้า-หลัง 50:50 รวมถึงโครงสร้างที่รับแรงบิดได้ดีที่สุดตั้งแต่ BMW เคยทำมา
ในส่วนของหลังคา Z4 G29 เปลี่ยนกลับมาใช้หลังคาผ้าใบอีกครั้งหลังจากที่ Z4 E89 รุ่นก่อนหันไปใช้หลังคาพับแบบแข็ง ข้อดีคือช่วยลดน้ำหนักลงได้มากและลดจุดศูนย์ถ่วงของรถ นอกจากนี้ตัวหลังคายังถูกปรับปรุงประสิทธิภาพการป้องกันเสียงรบกวนให้ดีขึ้น และสามารถเปิด-ปิดหลังคาได้ภายในในเวลา 10 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 50 กม./ชม.
ภายในห้องโดยสารของ Z4 G29 มาพร้อมดีไซน์แบบใหม่ที่ผสมผสานความหรูหราและความสปอร์ตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว มีการออกแบบให้แดชบอร์ดหันหน้าเข้าหาผู้ขับขี่เล็กน้อยเพื่อการเข้าถึงปุ่มควบคุมต่างๆ ได้สะดวกมากขึ้น หน้าปัดแบบเข็มถูกเปลี่ยนเป็นจอดิจิตอล พร้อมด้วยพวงมาลัย แป้นเหยียบ และหัวเกียร์แบบสปอร์ต หน้าจออินโฟเทนเมนต์มีขนาดใหญ่ 10.25 นิ้ว คอนโซลกลางมีพื้นที่มากขึ้นพร้อมแป้นหมุนควบคุมหน้าจอกลาง เบรกมือไฟฟ้า ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ปุ่มปรับโหมดการขับขี่ ถูกจัดวางไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากนี้ ห้องโดยสารยังมาพร้อมกับวัสดุตกแต่งสุดหรูมากมาย รวมถึงออปชั่นและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ใส่มาให้ครบครัน
ในส่วนของเครื่องยนต์จะมี 2 รูปแบบ ได้แก่ เบนซิน 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร เทอร์โบ บล็อกนี้จะมี 2 รุ่นคือ 194 แรงม้า กับ 255 แรงม้า เครื่องยนต์อีกรูปแบบคือเบนซิน 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร เทอร์โบ 340 แรงม้า ในส่วนของระบบส่งกำลังจะเป็นเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดในทุกรุ่นเครื่องยนต์
Z4 G29 โมเดลที่แรงที่สุดอย่าง M40i มาพร้อมช่วงล่าง Adaptive M Suspension ทำให้รถเตี้ยลง 10 มม. เมื่อเทียบกับรุ่นปกติ พร้อมด้วยระบบเบรก M Sport คาลิเปอร์สีน้ำเงิน รวมถึงโหมดขับขี่ที่สามารถปรับการตอบสนองของรถได้ตามต้องการตั้งแต่ ECO, COMFORT, SPORT ไปจนถึง SPORT+ ปลอดปล่อยความมันส์ขั้นสุดออกมา
หากจะเรียก Z4 G29 ว่าเป็นจุดสูงสุดของรถตระกูล Z Series ก็คงไม่ผิดนัก เพราะโรดสเตอร์รุ่นนี้เครื่องทั้งรูปลักษณ์อันสง่างาม หน้าตาสปอร์ตดุดัน การขับขี่ที่สนุกสนาน การควบคุมเฉียบคม พร้อมด้วยความหรูหรา สะดวกสบาย และสมรรถนะเครื่องยนต์อันน่าประทับใจ คุณสมบัติทั้งหมดนี้จะมอบความเพลิดเพลินให้กับผู้เป็นเจ้าของได้มีความสุขไปกับการขับขี่ และมอบประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจดั่งที่โรดสเตอร์ตระกูล Z Series เป็นมาตลอดทุกเจเนอเรชั่น
ในตอนนี้ Z4 G29 ยังไม่มีเวอร์ชั่น M และตัวถังคูเป้ ต้องรอดูว่าตอนปรับโฉม LCI จะมีเซอร์ไพรส์ใหม่ๆ เปิดตัวมาพร้อมกันด้วยหรือไม่ สำหรับเมืองไทย Z4 G29 มีวางจำหน่าย 2 รุ่นย่อย ได้แก่ Z4 sDrive30i M Sport ราคา 3.969 ล้านบาท และ Z4 M40i ราคา 4.969 ล้านบาท
ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวประวัติศาสตร์ของ BMW Z4 โรดสเตอร์เปิดประทุนในฝันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสง่างามและความสนุกสนานในทุกการขับขี่ อย่างที่บอกไปว่ารถประเภทนี้สามารถส่งมอบประสบการณ์และความสุขในแบบที่รถเก๋งซีดานหรือเอสยูวีทำให้ไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องโอเวอร์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเราจะอยากขับโรดสเตอร์เปิดประทุนสักครั้ง และถ้าพวกคุณฝันอยากจะครอบครอง Z4 สักคันไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่งหรือมือสอง จงรีบไขว่คว้าพยายาม MenMerge ขออวยพรให้ฝันของพวกคุณเป็นจริงครับ
เรียบเรียงข้อมูลโดย MenMerge
source : wikipedia / bimmer-th.com / bmwcarmag.com
image credit : wikipedia / BMW
ติดตามทุกเรื่องราวดีๆ สำหรับผู้ชายได้ที่
Website : menmerge.com
โฆษณา