BMW Z4 คือรถสปอร์ตเปิดประทุน 2 ที่นั่งขนาดเล็ก ผลิตโดย BMW บริษัทรถยนต์สัญชาติเยอรมัน Z4 เป็นหนึ่งในรถยนต์ตระกูล Z Series ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 33 ปีแล้ว โดยเกิดมาเพื่อสานต่อความสำเร็จของ Z3 ปัจจุบันดำเนินอายุมาถึงเจเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว สิ่งที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของ Z4 ทุกรุ่นก็คือรูปทรงตัวถังขนาดกะทัดรัด หลังคาแบบเปิดประทุน ฝากระโปรงหน้ายาว ท้ายสั้น นี่คือคุณสมบัติเฉพาะของรถสปอร์ตโรดสเตอร์พันธุ์แท้
BMW Z4 (E85) 2002-2008
ประวัติศาสตร์ของ BMW Z4 เริ่มต้นขึ้นในปี 2002 เมื่อมันปรากฏตัวครั้งแรกในโลกที่งาน Paris Motor Show ก่อนจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปีถัดมา รูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกเป็นฝีมือการออกแบบของ Anders Warming ชูจุดเด่นเส้นสายรอบตัวรถอันเฉียบคม ผสมกับแนวคิดที่อยากให้ทุกคนมองแล้วจินตนาการได้ถึงตัวอักษร Z มันจึงเป็นรถที่มีดีไซน์ทันสมัยมากในยุคนั้น ทั้งยังมีความโดดเด่น สง่างาม และความมีซับซ้อนปะปนกัน แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ฝากระโปรงหน้ายาว ท้ายสั้น จากรุ่นพี่ Z3 เอาไว้
Z4 รุ่นแรกเป็นการยกระดับทางวิศวกรรมยานยนต์ขึ้นไปอีกขั้นด้วยการนำเอาระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้ามาใช้เป็นครั้งแรกของรถตระกูล Z Series รวมถึงใช้ช่วงล่างหลังแบบมัลติลิงค์เหมือนรถ BMW รุ่นอื่นๆ ในยุคนั้น และด้วยขนาดตัวรถที่ใหญ่โตขึ้นจาก Z3 รุ่นก่อนหน้า ทำให้น้ำหนักตัวรถโดยรวมมากขึ้น วิศวกรจึงต้องหาวิธีลดน้ำหนักโดยการใช้ฝากระโปรงและชิ้นส่วนช่วงล่างบางอย่างที่ทำมาจากอะลูมิเนียม
Z4 เจนเนอเรชั่นแรกทำยอดขายทั่วโลกได้มากถึง 197,950 คัน แบ่งเป็นตัวถังเปิดประทุน 180,856 คัน และตัวถังคูเป้ 17,094 คัน ในส่วนของเวอร์ชั่นสมรรถนะสูงอย่าง Z4 M Roadster มีอยู่ในโลกนี้แค่ 5,070 คัน ขณะที่ Z4 M Coupe มีเพียง 4,275 คันเท่านั้น ในภาพรวมถือว่า Z4 เจนเนอเรชั่นแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงามทั้งในด้านยอดขายและคำวิจารณ์ กลายเป็น Z4 ที่ยังมีสาวกต้องการเป็นเจ้าอยู่จนถึงทุกวันนี้
BMW Z4 (E89) 2009-2016
Z4 เจเนอรชั่นที่ 2 เผยโฉมครั้งแรกที่งาน North American International Auto Show ปี 2009 และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปีเดียวกัน รูปลักษณ์ภายนอกมีการพัฒนาจากโรดสเตอร์ขนาดเล็กดีไซน์ทันสมัยไปสู่โรดสเตอร์ที่ผสมผสานความหรูหราในแบบฉบับรถ Grand Tourer พร้อมขนาดตัวถังที่ใหญ่โตขึ้น พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขึ้น โดยเป็นผลงานการออกแบบของสองดีไซน์เนอร์สุภาพสตรีคือ Juliane Blasi (exterior) และ Nadya Arnaout (interior)
Z4 E89 มีความเปลี่ยนแปลงจากรถตระกูล Z Series รุ่นก่อนๆ คือเปลี่ยนจากหลังคาผ้าใบที่สืบทอดกันมายาวนานหลายเจเนอเรชั่น เป็นหลังคาพับแบบแข็งที่มีจุดเด่นในการป้องกันเสียงรบกวนภายนอกได้ดีกว่า และเมื่อปิดหลังคาก็จะดูคล้ายรถคูเป้ทำให้ไม่ต้องสร้างเวอร์ชั่นตัวถังคูเป้ขึ้นมาขายคู่กันอีกรุ่น โดยกระบวนการเปิด-ปิดหลังคานี้ใช้เวลาราว 20 วินาที และไม่จำเป็นต้องหยุดรถนิ่งสนิทก็สามารถเปิด-ปิดหลังคาได้
Z4 G29 เกิดขึ้นจากความร่วมมือในการพัฒนารถยนต์ร่วมกันระหว่าง BMW กับ Toyota ดังนั้นโรดสเตอร์รุ่นนี้จึงแชร์แพล็ตฟอร์มร่วมกับ Toyota GR Supra ความยอดเยี่ยมทางวิศวกรรมของ Z4 G29 คือการกระจายน้ำหนักแบบหน้า-หลัง 50:50 รวมถึงโครงสร้างที่รับแรงบิดได้ดีที่สุดตั้งแต่ BMW เคยทำมา
Z4 G29 โมเดลที่แรงที่สุดอย่าง M40i มาพร้อมช่วงล่าง Adaptive M Suspension ทำให้รถเตี้ยลง 10 มม. เมื่อเทียบกับรุ่นปกติ พร้อมด้วยระบบเบรก M Sport คาลิเปอร์สีน้ำเงิน รวมถึงโหมดขับขี่ที่สามารถปรับการตอบสนองของรถได้ตามต้องการตั้งแต่ ECO, COMFORT, SPORT ไปจนถึง SPORT+ ปลอดปล่อยความมันส์ขั้นสุดออกมา
หากจะเรียก Z4 G29 ว่าเป็นจุดสูงสุดของรถตระกูล Z Series ก็คงไม่ผิดนัก เพราะโรดสเตอร์รุ่นนี้เครื่องทั้งรูปลักษณ์อันสง่างาม หน้าตาสปอร์ตดุดัน การขับขี่ที่สนุกสนาน การควบคุมเฉียบคม พร้อมด้วยความหรูหรา สะดวกสบาย และสมรรถนะเครื่องยนต์อันน่าประทับใจ คุณสมบัติทั้งหมดนี้จะมอบความเพลิดเพลินให้กับผู้เป็นเจ้าของได้มีความสุขไปกับการขับขี่ และมอบประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจดั่งที่โรดสเตอร์ตระกูล Z Series เป็นมาตลอดทุกเจเนอเรชั่น
ในตอนนี้ Z4 G29 ยังไม่มีเวอร์ชั่น M และตัวถังคูเป้ ต้องรอดูว่าตอนปรับโฉม LCI จะมีเซอร์ไพรส์ใหม่ๆ เปิดตัวมาพร้อมกันด้วยหรือไม่ สำหรับเมืองไทย Z4 G29 มีวางจำหน่าย 2 รุ่นย่อย ได้แก่ Z4 sDrive30i M Sport ราคา 3.969 ล้านบาท และ Z4 M40i ราคา 4.969 ล้านบาท