-แทนที่เราจะรับรู้ความรู้สึกระล่ำระลัก nostalgia ตามชื่ออัลบั้ม กลับกลายเป็นความรู้สึกยิ่งใกล้ยิ่งแปลกแยก ไม่คุ้นชินมากนักหลังจากที่ห่างเหิน น่าสนใจตรงที่การนำเสนอไตเติ้ลแทร็คอย่าง Daddy’s Home ไม่ได้มีโทนที่ซาบซึ้งด้วยความคิดถึง แต่มาในโทน slow reggae แอบแฝงด้วยความตลกร้าย โดยเฉพาะท่อนที่เธอเปรียบเปรยสถานะระหว่างตัวเธอที่เป็นศิลปินที่ยกสถานะตัวเองได้ จนสามารถแต่งเนื้อแต่งตัวได้ กับ คุณพ่อที่ดันได้มาใส่ชุดนักโทษ แทนที่จะเป็นยูนิฟอร์มที่ดีกว่านี้ของปุถุชนคนธรรมดา You still got it in your government green suit / And I look down and out in my fine Italian shoes เป็นเพลงต้อนรับการกลับบ้านของพ่อที่กระมิดกระเมี้ยนชวนระลึกถึง Prince อยู่ไม่น้อย เมื่อมีพาร์ทของพ่อแล้ว เธอก็ไม่ลืมใส่พาร์ทของแม่ด้วยการแทรก Humming Interlude 3 องก์ด้วยกัน (ตามการตีความส่วนตัว) จุดประสงค์ของเจ๊คงจะเป็นการเติมเต็มด้านมิติทางครอบครัวที่ซุกซ่อนพลัง feel at home มากกว่าที่จะหยิบเอามาตีความโยงกับแทร็คอื่นๆต่อ ในแต่ละ interlude ช่วยทำให้เห็นภาพทรงจำอันเลือนลางที่เกี่ยวกับคุณแม่โดยไม่ต้องสงสัย
-ด้วยความที่เจ๊แอนนี่ผ่านช่วงชีวิตที่ขาดการติดต่อกับพ่อแท้ๆที่ต้องถูกจองจำ กลายเป็นปมที่ทำให้เจ๊แกไม่คิดอยากจะมีลูกเหมือนที่กล่าวในเพลง My Baby Wants a Baby ที่มีประโยคคีย์เวิร์ด I couldn't leave like my daddy / And I wouldn't be your only baby anymore เป็นการเว้าวอนถึงเบื้องบนและคู่รักว่าขอที่จะเป็นคนรักอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องมีลูกจะได้มั้ย ? ไม่อยากซ้ำรอยความผิดพลาดในแบบที่พ่อเธอเคยเป็น ด้วยความติสต์ส่วนตัวเธอเองด้วย เลยอยากออกแบบชีวิตบั้นปลาย อาทิเช่น เล่นกีตาร์ทั้งวันและนั่งกินอาหารไมโครเวฟอย่าง slow life ได้เช่นกันดั่งท่อน I wanna play guitar all day / Make all my meals in microwaves อีกทั้งยังโหยหาถึงคนรักที่เห็นในเนื้อแท้ สามารถมองข้ามความไม่สมบูรณ์แบบและความ weird ที่ซุกซ่อนในตัวเราเองได้ในเพลงโทนสุดเหงาหงอย Somebody Like Me ถือเป็นสองเพลงที่เราได้สำรวจความคิดความอ่านของคนที่อยากจะมีชีวิตคู่ที่ดีกว่านี้ ภายใต้เจตจำนงเสรีของสาววัย 38 ปีที่อยากออกแบบชีวิตโดยไม่ยึดตามขนมธรรมเนียมแบบเดิมๆเช่นกัน
-Pay Your Way In Pain เพลงเปิดอัลบั้มเป็นตัวแทนแห่งการปล่อยของในด้านความหวือหวาและซับซ้อนด้วยมิติไซเคลดิลิกที่ลายหูลายตา ที่ผมเคยแชร์เพลงนี้ตอนปล่อยมาใหม่ๆว่า มันไม่ใช่ซิงเกิ้ลแรกที่จะโยนของง่ายๆมากรุ้มกริ่มคนฟังกันเลย เจ๊แกสร้างมิติใหม่ของเพลงโหมดสร้างขวัญกำลังใจในเวย์ที่แตกต่างจากศิลปินท่านอื่นๆมาก ไม่ใช่เพลงสไตล์บัลลาดตามภาพจำของคนอื่น ไม่ใช่เพลงแดนซ์ที่เต้นลืมความเหนื่อยล้า ไม่มีความตายตัวอยู่ในเพลงนี้ เป็นดิสโก้ก็ได้ เป็นบลูส์ตามเนื้อเสียงก็ย่อมได้ แต่ทำไมมันช่างพิศวงมากถึงเพียงนี้ ยิ่งฟังยิ่งสัมผัสถึงความล้ำที่ตอกย้ำความอหังการของเจ๊แกได้จนจบเพลงเลย เป็นตีมเพลงเรโทรเก่าๆที่ไม่ได้รู้สึกถึงความเชยแต่อย่างใด สไตล์การร้องของเจ๊แกจัดว่าสุดตีน ออกแบบการร้องให้มีจุดพีคจนจบเพลงได้ จัดว่าเป็นความสุดยอดของเพลงเปิดอัลบั้มที่บ่งบอกการคัมแบ็คได้อย่างสง่างาม
-Down อีกหนึ่งเพลงเร้กเก้โฉ่งฉ่างรองลงมาจากซิงเกิ้ลแรก ถ้าหาก Pay Your Way In Pain เป็นการพยายามพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส เพลง Down มาในเชิงไม่มัวโทษปัจจัยอื่นที่ทำให้เราด้อยค่า ไม่หาเหตุผลในการฉุดรั้งตัวเองให้อยู่ที่เดิม แต่เป็นการหาแรงปรารถนาที่แท้จริงเพื่อขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้าต่างหากถึงจะเป็นยอดคนที่แท้จริง เป็นอีกหนึ่งเพลง empowerment ที่จังหวะครื้นเครง ฟังง่ายกว่าซิงเกิ้ลแรกขึ้นมาหน่อย
-ในเมื่อเจ๊แอนนี่ได้แรงบันดาลใจจากการไปรับพ่อกลับบ้านแล้ว การรื้อฟื้นความทรงจำส่วนตัวจากคนรอบข้างมีให้เห็นเป็นเศษเสี้ยวเช่นกัน The Laughing Man คือตัวอย่างเพลงที่ดาร์คหม่นมากๆ จริงๆเราเห็นเพลงเจ๊ที่มีลักษณะย้อนแย้งประเภทว่าเนื้อหาสวนทางกับดนตรีราวกับประชดประชันเสียเยอะ คราวนี้เราได้เห็นอะไรที่แอบมืดหม่น personal จัดจริงๆ เป็นเพลงที่รำลึกถึงเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเจ๊ที่ดันตายด้วยยาเสพติดในแบบที่เธอไม่คาดคิดเหมือนกันว่า ไอ้เพื่อนที่ดูอุปนิสัยเป็นคนตลกดันมีแบ็คกราวด์ชีวิตที่ทุกข์เลยต้องพึ่งยาเสพติด ในเพลงมีวลีเด็ดอย่าง If life's a joke, then I'm dyin' laughin' ที่หมายถึงชีวิตเป็นเรื่องตลกร้ายที่เรายังคงต้องหัวเราะเยาะไปกับมันจนตาย เพลงนี้แอบลิ้งค์เพลง Pay Your Way In Pain อยู่เช่นกัน เพียงแต่บริบทของเพลงดันขำไม่ออกไปกับความไม่แน่นอนของคน
-มีเพลงโหมดให้กำลังใจเพื่อนหญิงอีกหนึ่งเพลงที่ดีมากๆอย่าง ...At the Holiday Party ที่ได้แรงบันดาลใจจากการไปปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอหน้านาน แล้วเจ๊แอนนี่ดันแอบเห็นว่า เพื่อนอารมณ์ดีของเธอดันซ่อนยาไว้ในกระเป๋า ซึ่งก็มองออกด้วยว่า เพื่อนคนนั้นมีเรื่องทุกข์ใจที่ไม่อยากมาระบายในวงสนทนาเลยได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อนไปงั้น หากลองเปรียบเปรยกับ MASSEDUCTION ที่เคยอิงแอบการตกอยู่ในภวังค์ของยาเสพติดเต็มไปด้วยภาวะสับสนปนเปจนเอาตัวแทบไม่รอด แต่เพลงนี้เริ่มเจอทางสว่างและหนักแน่นจนเป็นที่ปรึกษาให้คนที่เคยเผชิญปัญหาในแบบเดียวกันได้ เธอไม่เลือกนำเสนอเพลงให้ออกมามีรสดราม่า แต่อิงด้วยภาคดนตรี Jazz ให้เพลงดูเฟรนด์ลี่น่าเข้าหามากขึ้น
Tribute ถึงคนสำคัญในอดีต
-หนึ่งไฮไลต์สำคัญนอกจากประเด็นส่วนตัว การรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพ่อ ประสบการณ์คนรอบข้าง การรักษากลิ่นอายบรรยากาศของการรื้อ playlist เพลงยุคคุณพ่อที่ทำได้มากกว่าเปลี่ยนรสแล้วจบไป เจ๊แอนนี่กลับคารวะป็อปคัลเจอร์ยุคก่อนด้วยความเคารพนบน้อม รู้ลึกราวกับว่าที่ผ่านมาในใจลึกๆคงอยากจะทำสิ่งนี้มานานแล้วจริงๆ ดูได้จากเพลง The Melting of the Sun ที่ยกยอประวัติศาสตร์เฟมินิสต์ของศิลปินหญิงระดับไอคอนในอดีต ไม่ว่าจะเป็น Marylin Monroe, Jayne Mansfield, Tori Amos, Nina Simone Joni Mitchell ที่ครั้งนึงเคยสร้างผลงานน่าจดจำมากมาย แต่น้อยคนที่จะรับรู้ถึงด้านที่ดีงามกันอย่างจริงใจ พวกเธอกลับถูกกลืนกินด้วยความโหดร้ายทางสังคมเสียจนไม่เหลือซึ่งแสงสว่างส่องทางธรรมให้พวกเธออีกต่อไป เป็นเพลงเรโทรไซคลิเดลิกที่ฟังยากก็จริง แต่แสดงความคารวะได้อย่างงดงามจนละทิ้งไม่ได้
-มีเพลงที่เกี่ยวโยงกับการวนเวียนอยู่ในโลกมายาคติ เฉกเช่น Live In The Dream ที่ได้แรงบันดาลใจส่งต่อมาจาก Jack Antonoff (โปรดิวเซอร์หลักในอัลบั้มอีกแล้ว) ที่ดันได้ไปคุยกับ Bruce Springsteen ที่เปิดประเด็น game of fame ว่า ทำไมเราถึงสูญเสียบุคคลที่มีชื่อเสียงไปมากมาย ส่วนนึงเป็นเพราะพวกเขาแยกโลกแห่งความฝันกับโลกแห่งความจริงไม่ออก แล้วปล่อยให้ความเพ้อฝันครอบงำตัวเองไปโดยปริยาย ชอบการกระเพื่อมของซาวนด์เข้าถึงอารมณ์ละเมอเพ้อพบได้อย่างเคลิบเคลิ้ม ในขณะเดียวกันการถ่ายทอดอารมณ์สุด emotional ของเจ๊แอนนี่กลายเป็นความรู้สึกปลงโดยอัตโนมัติ
Top Tracks : Pay Your Way In Pain, Daddy’s Home, Live In The Dream, The Melting of the Sun, The Laughing Man, Down, Somebody Like Me, My Baby Wants a Baby, ...At the Holiday Party