18 มิ.ย. 2021 เวลา 12:01 • ดนตรี เพลง
[รีวิวอัลบั้ม] Daddy’s Home - St. Vincent
เมื่อแม่โชว์ความป่ะป๊า
[รีวิวอัลบั้ม] Daddy’s Home - St. Vincent
-Annie Clark (a.k.a. St. Vincent) เจ้าแม่ glam rock สุดเท่ห์ กลับมาอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 6 ด้วยไตเติ้ลสุดเรียบง่าย ที่มาพร้อมกับเบื้องลึกเบื้องหลังสุด personal ความซับซ้อนทางดนตรีที่ไม่ได้ลดหลั่นไปจากงานก่อนเสียทีเดียว เพียงแต่บริบทกลิ่นอายเพลง Retro อย่างถึงที่สุดชนิดที่แฟนเพลงรุ่นใหม่ที่เพิ่งมาตามเจ๊แกจากอัลบั้มก่อนแทบปรับตัวไม่ทัน แทบจะเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ ละทิ้งรีฟกีตาร์ซูซ่าอันเป็นลายเซ็นต์ที่ติดตัวมาตลอดหลายอัลบั้ม แทนที่ด้วยการเอื้อนเอ่ยสุด soulful ฉาบด้วยซาวนด์ psychedelic ที่หลอกล่อมอมเมาคนฟังให้พิศวงกันเล่นๆ ถึงลายเซ็นต์ภาคดนตรีจะหาย แต่ลายเซ็นต์ความน่าพิศวงยังคงไม่จางหาย ถือเป็นความเก๋าเกมส์ของศิลปินสาวที่บิดพริ้วลูกเล่นให้สอดคล้องกับบริบทได้อย่างท้าทาย สังเกตได้เลยว่างานเพลงที่ผ่านมาแทบทุกชุดมีแนวทางชัดเจนเป็นเอกเทศด้วยตัวมันเอง ไม่แปลกใจว่าทำไมเธอสามารถถูกจัดประเภทอยู่ในหมวดศิลปิน cult-following ได้ เธอมีอุดมการณ์บางอย่างที่หนักแน่นพอที่จะซื้อใจคนฟังได้ ถ้าหากไล่เรียงกราฟพัฒนาการในตัวเธอค่อยๆไต่ระดับเลเวลความซับซ้อนไปเรื่อยจนแทบไม่มีจุดขีดสุดแล้ว มันเป็นความน่าพิสมัยของศิลปินสาวหัวก้าวหน้าที่ challenge คนฟังเสมอต้นเสมอปลาย
-ต่อให้ชุดนี้ได้แรงบันดาลใจที่ไม่ค่อยซับซ้อนจากการไปรับพ่อกลับบ้าน หลังจากที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลานานกว่า 10 ปีด้วยความผิดฐานปั่นราคาหุ้น แต่ก็ไม่ง่ายนักที่จะรับรู้ความรู้สึกของการได้กลับบ้านของสมาชิกครอบครัวด้วยความรู้สึกอย่างใดอย่างนึง มันมีปมความรู้สึกหลายอย่างที่ส่วนใหญ่มีร่องรอยความบิดเบี้ยว ล่องลอยไปตามความหม่นหมองของชีวิตในแบบที่ไม่อยากจะลงดีเทลมากนัก ให้บรรยากาศแห่งการละลอยล่อง มิติทับซ้อนเป็นการสื่อถึงความสับสนปนเปของช่วงชีวิตอันขมขื่น
ความรู้สึกอันปนเป เมื่อรับพ่อกลับบ้าน
-แทนที่เราจะรับรู้ความรู้สึกระล่ำระลัก nostalgia ตามชื่ออัลบั้ม กลับกลายเป็นความรู้สึกยิ่งใกล้ยิ่งแปลกแยก ไม่คุ้นชินมากนักหลังจากที่ห่างเหิน น่าสนใจตรงที่การนำเสนอไตเติ้ลแทร็คอย่าง Daddy’s Home ไม่ได้มีโทนที่ซาบซึ้งด้วยความคิดถึง แต่มาในโทน slow reggae แอบแฝงด้วยความตลกร้าย โดยเฉพาะท่อนที่เธอเปรียบเปรยสถานะระหว่างตัวเธอที่เป็นศิลปินที่ยกสถานะตัวเองได้ จนสามารถแต่งเนื้อแต่งตัวได้ กับ คุณพ่อที่ดันได้มาใส่ชุดนักโทษ แทนที่จะเป็นยูนิฟอร์มที่ดีกว่านี้ของปุถุชนคนธรรมดา You still got it in your government green suit / And I look down and out in my fine Italian shoes เป็นเพลงต้อนรับการกลับบ้านของพ่อที่กระมิดกระเมี้ยนชวนระลึกถึง Prince อยู่ไม่น้อย เมื่อมีพาร์ทของพ่อแล้ว เธอก็ไม่ลืมใส่พาร์ทของแม่ด้วยการแทรก Humming Interlude 3 องก์ด้วยกัน (ตามการตีความส่วนตัว) จุดประสงค์ของเจ๊คงจะเป็นการเติมเต็มด้านมิติทางครอบครัวที่ซุกซ่อนพลัง feel at home มากกว่าที่จะหยิบเอามาตีความโยงกับแทร็คอื่นๆต่อ ในแต่ละ interlude ช่วยทำให้เห็นภาพทรงจำอันเลือนลางที่เกี่ยวกับคุณแม่โดยไม่ต้องสงสัย
ปมฝังใจเมื่อพ่อดันพลาดพลั้ง
-ด้วยความที่เจ๊แอนนี่ผ่านช่วงชีวิตที่ขาดการติดต่อกับพ่อแท้ๆที่ต้องถูกจองจำ กลายเป็นปมที่ทำให้เจ๊แกไม่คิดอยากจะมีลูกเหมือนที่กล่าวในเพลง My Baby Wants a Baby ที่มีประโยคคีย์เวิร์ด I couldn't leave like my daddy / And I wouldn't be your only baby anymore เป็นการเว้าวอนถึงเบื้องบนและคู่รักว่าขอที่จะเป็นคนรักอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องมีลูกจะได้มั้ย ? ไม่อยากซ้ำรอยความผิดพลาดในแบบที่พ่อเธอเคยเป็น ด้วยความติสต์ส่วนตัวเธอเองด้วย เลยอยากออกแบบชีวิตบั้นปลาย อาทิเช่น เล่นกีตาร์ทั้งวันและนั่งกินอาหารไมโครเวฟอย่าง slow life ได้เช่นกันดั่งท่อน I wanna play guitar all day / Make all my meals in microwaves อีกทั้งยังโหยหาถึงคนรักที่เห็นในเนื้อแท้ สามารถมองข้ามความไม่สมบูรณ์แบบและความ weird ที่ซุกซ่อนในตัวเราเองได้ในเพลงโทนสุดเหงาหงอย Somebody Like Me ถือเป็นสองเพลงที่เราได้สำรวจความคิดความอ่านของคนที่อยากจะมีชีวิตคู่ที่ดีกว่านี้ ภายใต้เจตจำนงเสรีของสาววัย 38 ปีที่อยากออกแบบชีวิตโดยไม่ยึดตามขนมธรรมเนียมแบบเดิมๆเช่นกัน
ตอกย้ำความเป็น “ช้างเท้าหน้า”
-นอกจากจะได้ inspiration จากการไปรับพ่อออกจากคุกจนระลึกถึงชีวิตเบื้องหน้าแล้ว ใจความหลักของอัลบั้มยังอยู่ที่ประสบการณ์ชีวิตสุดดิ้นรนที่ถาโถมในช่วง 10 ปีที่หัวหน้าครอบครัวดันไม่อยู่ จนได้สถาปนาความเป็น “พ่อบ้าน” ให้กับตัวเองและครอบครัวโดยอัตโนมัติ ซึ่งดันสอดคล้องกับอุดมการณ์ที่เธอเคยนิยามตนเองว่าเป็นบุคคล Genderfluid ที่ไม่จำเป็นต้องจำกัดค่านิยมหรือการใช้ชีวิตตามเพศโดยกำเนิดเสมอไป แต่สามารถข้ามไปเป็นชายได้เหมือนกัน พอนึกสิ่งที่เจ๊แกเคยให้สัมภาษณ์แล้ว เหมือนเป็นการโยนคำถามให้กับผู้ฟังในคราวเดียวกันว่า ความเป็น “พ่อบ้าน” ต้องจำกัดอยู่แค่เพศชายเท่านั้นหรือ? ในเมื่อผู้หญิงก็สามารถผ่านร้อนผ่านหนาวแล้วก้าวมาเป็นเสาหลักได้ไม่ต่างกัน การตั้งประเด็น ณ จุดนี้ ทำให้การขับเคลื่อนความเป็น feminist ของเจ๊แอนนี่ยังคงหนักแน่นอยู่ในอัลบั้มชุดนี้ไม่เสื่อมคลาย
-Pay Your Way In Pain เพลงเปิดอัลบั้มเป็นตัวแทนแห่งการปล่อยของในด้านความหวือหวาและซับซ้อนด้วยมิติไซเคลดิลิกที่ลายหูลายตา ที่ผมเคยแชร์เพลงนี้ตอนปล่อยมาใหม่ๆว่า มันไม่ใช่ซิงเกิ้ลแรกที่จะโยนของง่ายๆมากรุ้มกริ่มคนฟังกันเลย เจ๊แกสร้างมิติใหม่ของเพลงโหมดสร้างขวัญกำลังใจในเวย์ที่แตกต่างจากศิลปินท่านอื่นๆมาก ไม่ใช่เพลงสไตล์บัลลาดตามภาพจำของคนอื่น ไม่ใช่เพลงแดนซ์ที่เต้นลืมความเหนื่อยล้า ไม่มีความตายตัวอยู่ในเพลงนี้ เป็นดิสโก้ก็ได้ เป็นบลูส์ตามเนื้อเสียงก็ย่อมได้ แต่ทำไมมันช่างพิศวงมากถึงเพียงนี้ ยิ่งฟังยิ่งสัมผัสถึงความล้ำที่ตอกย้ำความอหังการของเจ๊แกได้จนจบเพลงเลย เป็นตีมเพลงเรโทรเก่าๆที่ไม่ได้รู้สึกถึงความเชยแต่อย่างใด สไตล์การร้องของเจ๊แกจัดว่าสุดตีน ออกแบบการร้องให้มีจุดพีคจนจบเพลงได้ จัดว่าเป็นความสุดยอดของเพลงเปิดอัลบั้มที่บ่งบอกการคัมแบ็คได้อย่างสง่างาม
-Down อีกหนึ่งเพลงเร้กเก้โฉ่งฉ่างรองลงมาจากซิงเกิ้ลแรก ถ้าหาก Pay Your Way In Pain เป็นการพยายามพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส เพลง Down มาในเชิงไม่มัวโทษปัจจัยอื่นที่ทำให้เราด้อยค่า ไม่หาเหตุผลในการฉุดรั้งตัวเองให้อยู่ที่เดิม แต่เป็นการหาแรงปรารถนาที่แท้จริงเพื่อขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้าต่างหากถึงจะเป็นยอดคนที่แท้จริง เป็นอีกหนึ่งเพลง empowerment ที่จังหวะครื้นเครง ฟังง่ายกว่าซิงเกิ้ลแรกขึ้นมาหน่อย
ชีวิตสุดขมขื่นของเพื่อนที่อยู่และจากไป
-ในเมื่อเจ๊แอนนี่ได้แรงบันดาลใจจากการไปรับพ่อกลับบ้านแล้ว การรื้อฟื้นความทรงจำส่วนตัวจากคนรอบข้างมีให้เห็นเป็นเศษเสี้ยวเช่นกัน The Laughing Man คือตัวอย่างเพลงที่ดาร์คหม่นมากๆ จริงๆเราเห็นเพลงเจ๊ที่มีลักษณะย้อนแย้งประเภทว่าเนื้อหาสวนทางกับดนตรีราวกับประชดประชันเสียเยอะ คราวนี้เราได้เห็นอะไรที่แอบมืดหม่น personal จัดจริงๆ เป็นเพลงที่รำลึกถึงเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเจ๊ที่ดันตายด้วยยาเสพติดในแบบที่เธอไม่คาดคิดเหมือนกันว่า ไอ้เพื่อนที่ดูอุปนิสัยเป็นคนตลกดันมีแบ็คกราวด์ชีวิตที่ทุกข์เลยต้องพึ่งยาเสพติด ในเพลงมีวลีเด็ดอย่าง If life's a joke, then I'm dyin' laughin' ที่หมายถึงชีวิตเป็นเรื่องตลกร้ายที่เรายังคงต้องหัวเราะเยาะไปกับมันจนตาย เพลงนี้แอบลิ้งค์เพลง Pay Your Way In Pain อยู่เช่นกัน เพียงแต่บริบทของเพลงดันขำไม่ออกไปกับความไม่แน่นอนของคน
-มีเพลงโหมดให้กำลังใจเพื่อนหญิงอีกหนึ่งเพลงที่ดีมากๆอย่าง ...At the Holiday Party ที่ได้แรงบันดาลใจจากการไปปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอหน้านาน แล้วเจ๊แอนนี่ดันแอบเห็นว่า เพื่อนอารมณ์ดีของเธอดันซ่อนยาไว้ในกระเป๋า ซึ่งก็มองออกด้วยว่า เพื่อนคนนั้นมีเรื่องทุกข์ใจที่ไม่อยากมาระบายในวงสนทนาเลยได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อนไปงั้น หากลองเปรียบเปรยกับ MASSEDUCTION ที่เคยอิงแอบการตกอยู่ในภวังค์ของยาเสพติดเต็มไปด้วยภาวะสับสนปนเปจนเอาตัวแทบไม่รอด แต่เพลงนี้เริ่มเจอทางสว่างและหนักแน่นจนเป็นที่ปรึกษาให้คนที่เคยเผชิญปัญหาในแบบเดียวกันได้ เธอไม่เลือกนำเสนอเพลงให้ออกมามีรสดราม่า แต่อิงด้วยภาคดนตรี Jazz ให้เพลงดูเฟรนด์ลี่น่าเข้าหามากขึ้น
Tribute ถึงคนสำคัญในอดีต
-หนึ่งไฮไลต์สำคัญนอกจากประเด็นส่วนตัว การรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพ่อ ประสบการณ์คนรอบข้าง การรักษากลิ่นอายบรรยากาศของการรื้อ playlist เพลงยุคคุณพ่อที่ทำได้มากกว่าเปลี่ยนรสแล้วจบไป เจ๊แอนนี่กลับคารวะป็อปคัลเจอร์ยุคก่อนด้วยความเคารพนบน้อม รู้ลึกราวกับว่าที่ผ่านมาในใจลึกๆคงอยากจะทำสิ่งนี้มานานแล้วจริงๆ ดูได้จากเพลง The Melting of the Sun ที่ยกยอประวัติศาสตร์เฟมินิสต์ของศิลปินหญิงระดับไอคอนในอดีต ไม่ว่าจะเป็น Marylin Monroe, Jayne Mansfield, Tori Amos, Nina Simone Joni Mitchell ที่ครั้งนึงเคยสร้างผลงานน่าจดจำมากมาย แต่น้อยคนที่จะรับรู้ถึงด้านที่ดีงามกันอย่างจริงใจ พวกเธอกลับถูกกลืนกินด้วยความโหดร้ายทางสังคมเสียจนไม่เหลือซึ่งแสงสว่างส่องทางธรรมให้พวกเธออีกต่อไป เป็นเพลงเรโทรไซคลิเดลิกที่ฟังยากก็จริง แต่แสดงความคารวะได้อย่างงดงามจนละทิ้งไม่ได้
5
-มีเพลงที่เกี่ยวโยงกับการวนเวียนอยู่ในโลกมายาคติ เฉกเช่น Live In The Dream ที่ได้แรงบันดาลใจส่งต่อมาจาก Jack Antonoff (โปรดิวเซอร์หลักในอัลบั้มอีกแล้ว) ที่ดันได้ไปคุยกับ Bruce Springsteen ที่เปิดประเด็น game of fame ว่า ทำไมเราถึงสูญเสียบุคคลที่มีชื่อเสียงไปมากมาย ส่วนนึงเป็นเพราะพวกเขาแยกโลกแห่งความฝันกับโลกแห่งความจริงไม่ออก แล้วปล่อยให้ความเพ้อฝันครอบงำตัวเองไปโดยปริยาย ชอบการกระเพื่อมของซาวนด์เข้าถึงอารมณ์ละเมอเพ้อพบได้อย่างเคลิบเคลิ้ม ในขณะเดียวกันการถ่ายทอดอารมณ์สุด emotional ของเจ๊แอนนี่กลายเป็นความรู้สึกปลงโดยอัตโนมัติ
-Candy Darling แทร็คปิดท้ายสั้นเพียงนาทีกว่า บัลลาดแช่มช้า ไม่ซับซ้อน (ใช้เวลาเขียนแค่ 20 นาที) แสดงความคารวะถึงนักแสดงระดับตำนานยุค 70’s ในชื่อเดียวกัน พอไป search ใน IMDb ได้เห็นหน้าค่าตาก็เข้าใจถึงที่มาของปกอัลบั้มในแง่ของเสื้อผ้าหน้าผมที่ได้อิทธิพลจากนักแสดงท่านนี้มาเต็มๆ เป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณของนักแสดงสาวที่อายุสั้นที่สุดให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกัน เทียบไปมาระหว่างเจ๊แอนกับบุคคลผู้ล่วงลับ หน้าคล้ายจนนึกว่ากลับชาติมาเกิดนะเอาจริง
Candy Darling ตัวจ
-คัมแบ็คครั้งนี้ยังคงความสตรองทั้งความคิดความอ่าน ภาคดนตรีที่เปลี่ยนรส แต่ไม่ละทิ้งความท้าทายได้โดยง่าย ใครว่าเมื่อเข้าทางเพลงสมัยเก่าแล้วจะย่อยง่ายกว่าชุดอื่นๆที่ผ่านมา ประโยคนี้คงใช้ไม่ได้สำหรับเจ๊แอนนี่ โจทย์ง่ายๆยังเป็นโจทย์ยากที่ลึกซึ้งทางความคิดความอ่านเสียจนต้องถอดความอีกขั้น บางเพลงมาในลักษณะพรรณนาโวหารก็มี การได้ร่วมงานกันอีกครั้งกับ Jack Antonoff ยังคงจูนกันติด ราวกับว่าพี่แจ๊คแม่งทำได้ทุกอย่างแล้วจริงๆ เหลือแค่ฮิปฮอปเท่านั้นแหละ
-ดูเหมือนพี่แจ๊คให้อิสระเจ๊แอนนี่เยอะถึงที่สุด ผลงานที่โปรดิวซ์ให้แต่ละคนแทบไม่ซ้ำสไตล์เลย เป็นสไตล์ใครสไตล์มัน หากเทียบเคียงกับอัลบั้มแนวทางเรโทรเหมือนกันอย่าง Chemtrail Over Country Club ของเจ๊ลานา ยังไม่ซับซ้อนเท่าเจ๊แอนเลย ดูก็รู้เลยว่าศิลปินที่ติดความอินดี้ก็ยังอินดี้อยู่วันยังค่ำ ทำเพลงย่อยง่ายเอาใจสายแมสไม่ใช่เวย์เจ๊จริงๆ แปลกดีที่ความซับซ้อนดังกล่าวไม่เคยทำให้เราละทิ้งกลางทางเลย ด้วยเหตุผลของการอนุรักษ์ nature ของเพลงยุคก่อนที่เน้นความสำคัญของคอรัส ความไพเราะของ Rhythm เป็น core หลักในเพลง ที่พิเศษกว่านั้นคือการผสมผสานศาสตร์ Psychedelic ไปเป็นมิติทับซ้อนใน Rhythm ดั้งเดิมนั้นอีกที มันเลยเป็นสูตรเพลงยุค 70’s แบบใหม่ที่ต้องปรับ mindset ใหม่ทั้งคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ในแบบที่ตอนแรกๆก็งงทั้งสองฝ่าย พอเริ่มซึมซับได้นานเดี๋ยวก็จูนติดเอง มันเป็นความมหัศจรรย์ที่ยังซุกซ่อนอยู่ในผลงานชุดนี้
Jack Antonoff และ St. Vincent
-ในแง่มุมของเจ๊แอนนี่ที่เป็น Genderfluid อยู่แล้วเลยมองได้ว่านิยามความเป็น Daddy ไม่จำเป็นต้องจำกัดที่เพศชายเสมอไป ผมมองว่าผลงานชุดล่าสุดพิสูจน์ให้เห็นถึงการเป็นศิลปินเจ้าแห่งการคุมเกมส์ได้อย่างอยู่หมัด อาจจะไม่ใช่ในแง่ของการสร้างปรากฏการณ์ groundbreaking แต่เป็นการพัฒนาผลงานที่ไปสู่ความท้าทายใหม่ที่ไม่ย่ำซ้ำรอยเดิม ต่อให้อัลบั้มนี้มาเวย์เพลงเก่ารุ่นคุณพ่อ แต่ความเข้มข้นในสไตล์แทบไม่เจือจางเลย มีมาตั้งแต่ชุด Strange Mercy, Self-Titled และ MASSEDUCTION ภาคดนตรีจัดจ้านอยู่แล้ว การที่เจ๊แกลดความจัดจ้านลงนับว่าตัดสินใจอย่างชาญฉลาด ถ้าหากยังเน้นใส่ความจัดจ้านทางดนตรีกันอีกรอบ คงไม่ต่างจากการย่ำอยู่กับที่ เผลอๆอาจจะเฝือ ลดความจัดจ้านแล้วมาเน้นที่ความ Deep Cut ในแง่ของความ soulful ที่ฟังยังไงก็ยังสวยงามอยู่วันยังค่ำ นี่คือความเก่งกาจที่ยังคงเสมอต้นเสมอปลาย สมกับที่ยศศาสดาประดับอยู่ใน stage name ของตัวเอง
Top Tracks : Pay Your Way In Pain, Daddy’s Home, Live In The Dream, The Melting of the Sun, The Laughing Man, Down, Somebody Like Me, My Baby Wants a Baby, ...At the Holiday Party
Give 8.5/10
Thx For Readin’
See Y’all
โฆษณา