#ริเน็น
ริเน็น ดูก็รู้ว่าเป็นภาษาญี่ปุ่น มันคือแนวคิดหรือปรัชญาการบริหารธุรกิจของชาวญี่ปุ่น ที่ทุกคนในองค์กรยึดมั่นเหมือนๆกัน จะว่าเป็นวัฒนธรรมองค์กรก็ไม่เชิง เพราะวัฒนธรรมองค์กรค่อนข้างเป็นรูปธรรมมากกว่า แต่ริเน็นเป็นแนวคิดและความเชื่อ ซึ่งค่อนข้างเป็นนามธรรมมากกว่าวัฒนธรรมองค์กร สามารถสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน
เชื่อหรือไม่ครับว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีธุรกิจที่ยั่งยืนเป็น 100 ปีมากที่สุดในโลก!!!
สมัยเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ก็จะเรียนตำราที่แปลมาจากตำราฝรั่ง ทำธุรกิจเพื่อกำไรสูงสุด ตอบสนองต่อผู้ถือหุ้นเป็นอันดับแรก มาในยุคปัจจุบันนี้ก็มีแนวคิด customer centric ยึดมั่นการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าเป็นหลัก
แต่หลักการของริเน็น จะแบ่งผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 5 กลุ่ม คือ พนักงาน คู่ค้า ลูกค้า สังคม และผู้ถือหุ้น ก็เรียงลำดับตามนี้เลยครับ ที่ให้พนักงานมาเป็นอันดับแรกเค้าให้เหตุผลว่า ถ้าพนักงานทำงานแบบไม่มีความสุข แล้วใครจะมีใจไปผลิตสินค้าหรือบริการลูกค้าให้มีความสุขได้ เออ..อันนี้จริงครับ เคยเห็นพนักงานหน้าบึ้งไปหาลูกค้ามั้ยครับ ถ้าผมเป็นลูกค้าก็ไม่อยากซื้อสินค้าหรอกครับ บางบริษัทบังคับให้พนักงานยิ้มแย้มเวลาพบกับลูกค้า ยิ้มแบบถูกบังคับ กับยิ้มแบบมีความสุขออกมาจากข้างในมันต่างกันนะ
กับคู่ค้าหรือ supplier ก็เช่นเดียวกัน หากเราไปกดราคาวัตถุดิบ คู่ค้าของเราจากเดิมที่ใช้ของดีมีคุณภาพ ก็ต้องลดสเปค ลดต้นทุน สุดท้ายของที่ส่งให้เราเกรดก็ต่ำลง สินค้าที่ไปถึงลูกค้าคุณภาพก็ลดลง กับคู่ค้าก็ควรให้ราคาที่เขาอยู่ได้และพึงพอใจเช่นกัน
ส่วนลูกค้าก็คงไม่ต้องพูดถึง ทุกตำรา ทุกแนวคิดในยุคปัจจุบันต่างก็ให้ความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น ในหนังสือเล่มนี้ผมถือว่าให้ความสำคัญของ พนักงาน คู่ค้า และลูกค้า อยู่ในกลุ่มเดียวกันนะคือสำคัญพอๆกัน แต่ถ้าให้เรียงลำดับก็ตามนั้น
ส่วนธุรกิจถ้ามีกำไรบ้างแล้วก็ควรตอบแทนคืนสู่สังคมบ้าง ในตำราฝรั่งอันนี้เรียกว่า CSR (Corporate Social Responsibility)
ส่วนลำดับสุดท้ายคือผู้ถือหุ้นหรือก็คือกำไรนั่นเอง ไม่ใช่ว่าส่วนนี้ไม่สนใจนะครับ แต่ถ้าหากเราทำทั้ง 4 ส่วนข้างต้นออกมาดี สุดท้ายแล้วกำไรจะมาเอง
ในหนังสือเล่มนี้มีตัวอย่างธุรกิจในญี่ปุ่นที่ยึดหลักริเน็นในการทำธุรกิจมากมาย อ่านแล้วรู้สึกดีมากๆ (feel good) อ่านไปยิ้มไป บางเรื่องถึงกับน้ำตาซึม ผมขอยกให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีที่สุดที่เคยอ่านมาเลยครับ
ขอยกตัวอย่างสักธุรกิจนึงก็แล้วกัน ในญี่ปุ่นมีกฎหมายให้ธุรกิจต้องรับพนักงานที่มีความบกพร่องเข้าทำงานในสัดส่วนที่กฎหมายเขากำหนด และมีเด็กพิเศษมาสมัครงาน 3 คน แต่ธุรกิจสามารถรับได้แค่คนเดียวก็คงต้องเลือกว่าจะรับใคร จากการสัมภาษณ์ เจ้าของธุรกิจเดิมทีก็ตัดสินใจว่าจะรับคนที่มีความสามารถมากที่สุด สามารถพูดคุยสื่อสารได้ง่ายและรู้เรื่องมากที่สุด แต่ก็โดนพนักงานคัดค้านไว้โดยให้รับคนที่มีความบกพร่องมากที่สุดแทนและให้เหตุผลว่า "การที่เรารับพนักงานที่มีความบกพร่องก็เพราะเราต้องการช่วยเหลือให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเองไม่ใช่หรือ พนักงานคนนี้หากเราไม่รับไว้อาจจะไม่มีที่ไหนรับเขาเข้าทำงาน ส่วนอีก 2 คนคงหางานได้ไม่ยาก พวกเราจะช่วยกันดูแลน้องคนนี้เอง” (ข้อความอาจไม่ถูกต้องตามหนังสือเป๊ะๆ เพราะอ่านนานแล้วและหนังสือไม่ได้อยู่กับตัวครับ) สุดท้ายเจ้าของกิจการก็เห็นชอบด้วย เพราะมันคือริเน็นที่เขาเชื่อมั่นอย่างนั้น
ยังมีอีกหลายตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบริษัทแท็กซี่ (อันนี้ก็ชอบ) หรือบริษัทที่ขายรองเท้าสำหรับผู้สูงอายุ (มีที่ไหนที่ยอมขายรองเท้าข้างละเบอร์ให้ลูกค้าบ้าง แต่บริษัทนี้ทำครับ) อ่านแล้วรู้สึกดีมากๆ อยากให้ธุรกิจในไทยเป็นแบบนี้เยอะๆครับ
หนังสือเล่มนี้นอกจากอ่านสนุก ได้แนวคิดดีดี และยังได้ความรู้สึกดีดีอีกด้วย ขอแนะนำให้อ่านเป็นอย่างยิ่งครับ
ขอให้มีความสุขกับการอ่านหน้งสือนะครับ...
ริเน็น
ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (เกตุวดี Marumura) ผู้เขียน
cr.ภาพ: medium.com
  • 1
โฆษณา