#สตีฟ จ็อบส์
สตีฟ จ็อบส์ ชื่อนี้เชื่อว่าน้อยคนที่ไม่รู้จักชายผู้นี้ ชายผู้เป็นตำนานของ Apple Inc. ชายที่บ้าพอที่จะคิดว่าตัวเองพลิกโลกได้ แล้วเขาก็ทำได้จริงๆ หนังเล่มนี้เล่าตั้งแต่ วัยเด็ก การเริ่มก่อตั้ง Apple กับสตีฟ วอชเนียก การเลิกเรียน ไปอินเดีย ยาเสพติด ชีวิตรัก ชีวิตการทำงานที่ล้มลุกคลุกคลาน มีทั้งล้มเหลวและประสบความสำเร็จ แนวคิดในการทำงาน รวมทั้งการเผชิญหน้ากับโรคร้ายก่อนวาระสุดท้ายจะมาถึง
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย วอลเตอร์ ไอแซคสัน ที่เคยเขียนประวัติบุคคลสำคัญของโลกมาแล้ว เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และ เบนจามิน แฟรงคลิน แต่แตกต่างกันตรงที่ในขณะเขียนหนังสือเขาไม่มีโอกาสได้คุยกับไอน์สไตน์ และแฟรงคลิน แต่กับ สตีฟ จ็อบส์ เขาเป็นคนถูกร้องขอให้เขียนจากจ็อบส์เองในขณะที่เริ่มมีอาการป่วย และแน่นอนจ็อบส์ไม่มีโอกาสอ่านหนังสือของเขาในขณะที่มีชีวิตอยู่
มนุษย์เรามีทั้งด้านมืดและด้านสว่างอยู่ในตัว แม้แต่สตีฟ จ็อบส์ก็ไม่มีข้อยกเว้น หนังสือเล่มนี้ตีแผ่ทั้ง 2 ด้านในตัวจ็อบ ผมชอบตรงที่ผู้เขียนไปสัมภาษณ์คนหลายๆคนที่จ็อบส์พูดถึงในเรื่องเดียวกันว่าคนอื่นคิดอย่างที่จ็อบส์คิดหรือไม่ หนังสือไม่ใช่เขียนในมุมมองของจ็อบส์ทั้งหมด เรียกได้ว่า เขียนได้รอบด้านจริงๆ
ชีวิตมนุษย์บางครั้งก็เหมือนนิยาย เชื่อหรือไม่ครับว่า จ็อบส์เคยพบกับพ่อของเขาโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว และเพิ่งมารู้ตอนหลังว่าคนนี้คือพ่อแท้ๆ
หากถามว่าชอบส่วนไหนในหนังสือเล่มนี้ จริงๆแล้วมีหลายส่วนมาก แต่ขอยกมาส่วนเดียวก็แล้วกันครับ คือตอนที่จ็อบส์กลับมากอบกู้ Apple อีกครั้ง มันได้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของเขา วิธีการทำงาน Passion การ Focus ไปยังสินค้าที่จะทำให้ Apple กลับมาอีกครั้ง การต่อสู้กับ Microsoft ทั้งทางด้านแนวคิดของ Business Model และการพัฒนาสินต้าประเภท i ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น iPod iPhone iPad iMac ส่วนตัวแล้วช่วงนี้ของหนังสือเป็นช่วงที่รู้สึกอ่านแล้วสนุกที่สุด แทบจะวางไม่ลง
การเรียนออกแบบตัวอักษรในมหาวิทยาลัย (ที่เรียนแค่ปีเดียว) กว่าจะได้ใช้ก็ตอนที่ทำคอมพิวเตอร์ Mac สอนให้รู้ว่าสิ่งที่เราทำไม่ว่าเวลาใดๆ จะไม่มีทางสูญเปล่า แต่เราต้องเชื่อมโยงสิ่งที่ทำในอดีตกับปัจจุบันให้ได้ ที่จ็อบส์ให้คำจำกัดความสิ่งนี้ว่า "connect the dot"
หนังสือพาเราไปรู้จักชีวิต 56 ปีของจ็อบส์ อ่านแล้วรู้สึกใจหายเมื่อถึงช่วงท้ายของหนังสือ เมื่อรู้ว่ามะเร็งจะคร่าชีวิตของเขาไปจากโลกใบนี้ (เรียกว่าอ่านแล้วอินมาก ไม่รู้ว่าผมเป็นคนเดียวหรือเปล่านะ)
อ่านแค่รีวิว ได้อะไรไม่ถึง 1% ของหนังสือเล่มนี้ที่ให้ ถึงแม้หนังสือจะหนาถึง 668 หน้า แต่อ่านแล้วเพลิน เผลอแป๊ปเดียวก็จบแล้ว
ขอให้สนุกกับการอ่านหนังสือนะครับ
ภาพบนปกหนังสือ เป็นภาพที่สตีฟ จ็อบส์ เลือกด้วยตัวเอง
  • 1
โฆษณา