Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Felony
•
ติดตาม
20 มิ.ย. 2021 เวลา 01:00 • ประวัติศาสตร์
ทั้งหมดที่ผมทำลงไป ผมไม่รู้สึกเสียใจเลย
Charles "Carl" Panzram
"ในช่วงชีวิตของผม ผมได้ฆ่ามนุษย์ไป 21 คน ผมได้ก่อเหตุลักทรัพย์, ปล้น, ลอบวางเพลิงและสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ผมได้กระทำชำเรากับมนุษย์เพศชายไปมากกว่า 1,000 คน สำหรับสิ่งเหล่านี้ที่ผมทำลงไป ผมไม่รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย"
Cr. http://www.latelanera.com/serialkiller/serialkillerdossier.asp?id=CarlPanzram
ชาร์ลส์ "คาร์ล" แพนซรัม (Charles "Carl" Panzram) เกิดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1891 ในเขตโพล์ก, รัฐมินเนโซตา, สหรัฐอเมริกา พ่อแม่ของเขา โจฮันน์ จอห์น แพนซรัม (Johann "John" Panzram) และลิซซี แพนซรัม (Lizzie Panzram) เป็นผู้อพยพชาวปรัสเซียและเป็นเจ้าของฟาร์มแห่งหนึ่ง ต่อมามีลูกชายและลูกสาวเพิ่มอีก 5 คน
คาร์ล เติบโตมาเป็นเกษตรกรที่ซื่อสัตย์ นิสัยดีและทำงานอย่างหนักอยู่เสมอ แต่เขาต้องกลายเป็นคนเกเรเมื่ออายุได้เจ็ดขวบเมื่อพ่อของเขาทิ้งครอบครัวไป ปีต่อมาตอนอายุแปดขวบคาร์ลถูกจับในข้อหาเมาสุราฝ่าฝืนกฎระเบียบและข้อหาลักทรัพย์โดยบุกเข้าไปในบ้านของเพื่อนบ้านและขโมยของมีค่าจำนวนมากรวมทั้งปืนพกด้วย เมื่อพี่น้องของเขารู้เข้าก็ทุบตีเขาจนหมดสติไป ในปี 1903 คาร์ลอายุสิบเอ็ดปีถูกจับในข้อหาบุกรุกและถูกส่งตัวไปที่โรงเรียนฝึกอบรมของรัฐมินนิโซตาซึ่งเป็นสถาบันการเปลี่ยนแปลงเด็กและเยาวชน เขาถูกทุบตี ถูกลงโทษเนื่องจากเขามีปัญหาในการอ่าน และเขาอ้างว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศบ่อยครั้งที่นั่น นอกจากนี้เขายังอ้างว่าได้ก่อเหตุฆาตกรรมครั้งแรกที่นั่น ซึ่งเหยื่อเป็นเด็กชายอายุ 12 ปี แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ
และเนื่องจากเขาถูกถูกลงโทษอยู่บ่อยครั้งที่นั่น ในคืนวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1905 คาร์ลในวัย14ปีได้สร้างระเบิดเพลิงอย่างง่ายขึ้นมาเพื่อเผาโรงเรียนของเขาเองเพื่อเป็นการแก้แค้นต่อวิธีที่เขาได้รับการปฏิบัติในโรงเรียนนั้น ต่อมาในปีเดียวกันนั้น ความสามารถในการโกหกของคาร์ลได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาสามารถเกลี้ยกล่อมพนักงานในโรงเรียนว่าเขาได้เปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว ทำให้เขาถูกโรงเรียนส่งตัวกลับไปอยู่ในความดูแลของแม่เหมือนเดิม
เมื่อกลับมาอยู่บ้าน เนื่องจากคาร์ลไม่อยากทำงานหนักอีก รวมถึงเขาเองก็เป็นนักโกหกที่เก่งกาจอยู่แล้ว คาร์ลจึงบอกแม่ว่าเขาอยากเป็นบาทหลวง และขอให้แม่ส่งเขาไปที่โบสถ์อิมมานูเอล ลูเธอรัน (Immanuel Lutheran Church) ที่อยู่ใกล้เคียง เมื่อคาร์ลอยู่ที่โบสถ์ เขาได้ชักปืนขึ้นมาข่มขู่นักบวชคนหนึ่ง และผลจากการบ้าคลั่งในครั้งนี้ ต้องทำให้เขาถูกไล่ออก
สองสัปดาห์ต่อมาหลังจากคาร์ลถูกไล่ออก เขาขึ้นรถไฟบรรทุกสินค้าออกจากมินเนโซตาและกลายมาเป็นคนเร่ร่อน หลังจากนั้นไม่นาน เขาเองก็ถูกแก๊งอันธพาลสี่คนรุมข่มขืน ทำให้เขาบอบช้ำและเต็มไปด้วยความโกรธมากกว่าที่เคย
หลังจากคาร์ลถูกส่งตัวไปโรงเรียนดัดนิสัยในมอนแทนาเนื่องจากกระทำการลักทรัพย์ เขาก็หนีออกมาจากที่นั่นไปพร้อมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งคือ จิมมี่ เบ็นสัน (Jimmie Benson) และทั้งสองก็เริ่มก่ออาชญากรรมร่วมกันเช่น การลักขโมย การปล้น และการลอบวางเพลิงทั่วมิดเวสต์ (Midwest) ไปจนถึงการขโมยของในโบสถ์และเผาโบสถ์ทิ้ง เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งคาร์ลได้ไปเป็นทหารในกองทัพสหรัฐ ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่คาร์ลเป็นทหาร เขามักจะถูกสั่งให้จำคุกด้วยความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เสมอ และคาร์ลถูกปลดออกจากทหารในที่สุด เนื่องจากถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาลักขโมย 3 กระทง ทำให้เขาต้องรับโทษจำคุกตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 1908 ถึง ปี 1910 ในป้อม ลีเวนเวิร์ธ รัฐแคนซัส (Fort Leavenworth, Kansas)
เมื่อคาร์ลพ้นโทษ เขาก็กลับมากระทำการลักทรัพย์ ลอบวางเพลิง และข่มขืนหลายครั้งภายใต้ชื่อปลอมของเขา โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ชายไปทั่วเท็กซัส (Texas) โอเรกอน (Oregon) แคลิฟอร์เนีย (California) วอชิงตัน (Washington) ไอดาโฮ (Idaho) และยูทาห์ (Utah)
คาร์ลอ้าง ว่าในฤดูหนาวปี 1910 เขาได้พยายามเกณฑ์ทหารในกองทัพเม็กซิกัน จากนั้นเขาก็ขึ้นรถไฟไปเมืองเดลริโอ รัฐเท็กซัส (Del Rio, Texas) และลงจากรถในเมืองเล็ก ๆ ทางตะวันออกของเอลปาโซ (El Paso) ที่ซึ่งเขาอ้างว่าได้ลักพาตัว ทำร้ายร่างกาย เตะและรัดคอชายคนหนึ่งเพื่อขโมยเงิน 35 ดอลลาร์จากเหยื่อ
ในปี 1911 คาร์ล ที่ได้ใช้นามแฝงว่า เจฟเฟอร์สัน เดวิส (Jefferson Davis) เขาถูกจับได้ในเฟรสโน, แคลิฟอร์เนีย (Fresno, California)ในข้อหาขโมยจักรยาน เขาถูกตัดสินจำคุกหกเดือนในคุกเทศมณฑลนั้น ซึ่ง 30 วันต่อมา คาร์ลก็ได้หลบหนีออกมา
ในปี 1913 คาร์ลที่ใช้นามแฝงว่า แจ็ค อัลเลน (Jack Allen) โดยถูกจับในเดอะดัลส์ รัฐโอเรกอน (The Dalles, Oregon) ในข้อหาปล้นกลางวันแสก ๆ ทำร้ายร่างกาย และข่มขืน ซึ่งสองถึงสามเดือนต่อมาเขาก็ได้หลบหนีออกจากคุก ขณะที่เขากำลังหนี เขาใช้นามแฝงว่า เจฟฟ์ เดวิส (Jeff Davis) แล้วคาร์ลก็ถูกจับในแฮร์ริสัน ไอดาโฮ (Harrison, Idaho) แต่เขาหนีออกจากคุกอีกครั้ง เขาถูกจับอีกครั้งในเมืองชีนุก รัฐมอนแทนา (Chinook, Montana) ภายใต้นามแฝง เจฟเฟอร์สัน เดวิส (Jefferson Davis) และถูกตัดสินจำคุกหนึ่งปีในข้อหาลักทรัพย์ที่เรือนจำรัฐมอนแทนา
เมื่อวันที่ 27 เมษายน 1913 คาร์ลได้ใช้นามแฝง เจฟเฟอร์สัน เดวิส (Jefferson Davis) เพื่อเข้ารับการรักษาในเรือนจำของรัฐที่เดียร์ ลอดจ์ รัฐHarry Mintoมอนแทนา (Deer Lodge, Montana) ซึ่งเขาหลบหนีไปได้เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน แต่เพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา เขาถูกจับโดยใช้นามแฝงว่า เจฟฟ์ โรดส์ (Jeff Rhoades) ใน ทรีฟอร์คส์ (Three Forks) ฐานลักทรัพย์ จึงกลับมาติดคุกที่เดียร์ลอดจ์อีกหนึ่งปี เขาได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 1915 แต่ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน คาร์ลได้ลักขโมยของในบ้านหลังหนึ่งในแอสโทเรีย รัฐโอเรกอน (Astoria, Oregon) ซึ่งเขาก็ถูกจับได้อีกไม่นาน ในขณะที่พยายามขายสินค้าที่ขโมยมา เขาถูกตัดสินให้จำคุกเจ็ดปีที่เรือนจำเมืองซาเลม รัฐโอเรกอน (Salem, Oregon) ซึ่งเขามาถึงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน โดยในบันทึกในเรือนจำของเขา เขาให้อายุของเขาอย่างผิด ๆ ว่าอายุ 30 ปี อีกทั้งยังโกหกว่าบ้านเกิดของเขาอยู่ที่อลาบามา
Cr. pinterest.com
ณ เรือนจำแห่งนั้น ที่นั่นมีพัศดีแฮร์รี่ มินโต (Harry Minto) ซึ่งเชื่อกันว่าพัศดีคนนี้ชอบปฏิบัติที่โหดร้ายต่อผู้ต้องขัง รวมถึงการทุบตีและขังเดี่ยวนักโทษ ปลายปีเดียวกันนั้น หลังจากคาร์ลได้ช่วยเพื่อนนักโทษ อ็อตโต ฮูเกอร์ (Otto Hooker) หนีออกจากคุก แต่คาร์ลก็ไม่ได้ออกไปด้วย เนื่องจากในตอนที่พยายามหลบหนีการจับกุม
ฮูเกอร์ก็ ได้ฆ่า พัศดีมินโตคนนั้น ซึ่งถือเหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นการพัวพันกับคดีฆาตกรรมครั้งแรกของคาร์ล
คาร์ลต้องถูกลงโทษทางวินัยหลายครั้งในขณะที่อยู่ที่ซาเลม รวมถึงถูกขังเดี่ยวอยู่ 61 ก่อนที่จะพยายามหลบหนีในวันที่ 18 กันยายน 1917 แต่ก็ถูกยิงถึงสองครั้งจึงทำให้เขาถูกจับกุม และกลับไปที่คุกเหมือนเดิม จนกระทั่งวันที่ 12 พฤษภาคม 1917 เขาหลบหนีอีกครั้งโดยใช้เลื่อย เลื่อยผ่านลูกกรงขัง และหลบหนีขึ้นรถไฟบรรทุกสินค้าที่กำลังมุ่งหน้าไปทางตะวันออก
หลังจากหนีออกมาได้ คาร์ลได้เริ่มใช้ชีวิตใหม่ในชื่อ จอห์นนี่ โอ'ลีรี่ (John O'Leary) และโกนหนวดออก เขาไปที่ชายฝั่งตะวันออกในนิวยอร์ก ทำให้คาร์ลได้เข้าร่วมสหภาพแรงงานหลายแห่งและได้รับบัตรประจำตัวของลูกเรือ ทำให้เขาสามารถเข้าร่วมเรือที่ชื่อเจมส์ เอส. วิทนีย์ (the James S. Whitney) และเดินทางไปปานามาได้ ซึ่งเขาวางแผนจะขโมยเรือด้วยความช่วยเหลือจากกะลาสีเรือที่เมาแล้ว เขาได้ฆ่าทุกคนบนเรือ ซึ่งในที่สุดกะลาสีเรือคนนั้นก็ถูกจับ หลังจากนั้นคาร์ลก็ได้ไปทำงานในเหมืองทองแดงที่เปรู เมื่อคนงานในเหมืองนัดหยุดงาน เขาก็ย้ายไปชิลี ในช่วงหลายเดือนต่อมา คาร์ล ได้เดินทางไปยังพอร์ตอาร์เธอร์ เท็กซัส, (Port Arthur, Texas) ลอนดอน ประเทศอังกฤษ, (London, England) กลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์, (Glasglow, Scotland) ปารีส ประเทศฝรั่งเศส, (Paris, France) และฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี (Hamburg, Germany)
จนมาถึงปี 1920 คาร์ลได้กลับมายังสหรัฐอีกครั้ง และได้บุกเข้าไปในบ้านของรัฐมนตรีว่าการสงครามในขณะนั้น (และต่อมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ) วิลเลียม เอ็ช. แทฟต์ (William H. Taft) ในนิวเฮเวน คอนเนตทิคัต (New Haven, Connecticut) และได้ขโมยของมีค่าต่าง ๆ รวมถึงปืน .45 ที่จะกลายมาเป็นอาวุธในการสังหารผู้คนของเขาด้วย ของมีค่าทั้งหมดที่ขโมยมา คาร์ลก็ได้นำไปขายและซื้อเรือยอทช์ที่ชื่ออคิสตา(Akista) และเริ่มล่องเรือไปตามแม่น้ำทางฝั่งตะวันออก ขโมยเรือยอทช์อื่น ๆ ที่เขาพบ ข่มขืนและฆ่าลูกเรือที่เขาจ้างด้วยปืน .45 ที่ขโมยมา เขาอ้างว่ามีลูกเรือถูกฆ่าทั้งหมด 10 คน โดยทิ้งร่างของพวกลูกเรือในมหาสมุทร แต่ในเดือนสิงหาคม เขาก็ต้องสูญเสียเรือไปเพราะพายุ ทำให้คาร์ลต้องถูกจับ
หลังจากรับโทษจำคุก 6 เดือนในข้อหาลักทรัพย์และครอบครองปืนที่บรรจุกระสุนไว้ ภายใต้ชื่อ จอห์นนี่ โอ'ลีรี่ (John O'Leary) ในคอนเนตทิคัต (Connecticut) เขาก็ขึ้นเรือมุ่งหน้าไปยังแองโกลา (Angola) อาณานิคมของโปรตุเกสบนชายฝั่งตะวันตกของแอฟริกา ซึ่งในปี 1921 เขาได้งานเป็นหัวหน้าคนงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันให้กับบริษัทน้ำมันซินแคลร์ (Sinclair Oil Company) ซึ่งระหว่างที่เขาอยู่ที่นั่น เขาข่มขืนเด็กชายในท้องถิ่นที่อายุ 11 หรือ 12 ปี และทุบตีเด็กคนนั้นจนตายด้วยก้อนหิน ซึ่งภายหลังเขายังได้บรรยายเพิ่มเติมว่า เขาเห็นสมองของเด็กคนนั้นไหลออกมาทางหูอีกด้วย
หลังจากย้ายไปที่อ่าว โลบิโต (Lobito) แล้ว คาร์ลได้ว่าจ้างชาวบ้าน 6 คนเพื่อช่วยเขาในการออกสำรวจล่าจระเข้ในแม่น้ำ แต่เมื่อจระเข้ปรากฏตัว เขากลับยิงลูกเรือทั้ง 6 คนเสียชีวิตแล้วโยนศพให้พวกจระเข้กินแทน และเมื่อคาร์ลรู้ว่ามีคนเห็นเขาออกไปพร้อมกับพวกผู้ชายทั้ง 6 คน เขาก็หนีไปที่โกลด์โคสต์ (Gold Coast)และเริ่มปล้นชาวนาในท่องที่ เมื่อเขาเก็บเงินได้มากพอที่ เขาก็ไปที่หมู่เกาะคานารีและพบว่าไม่มีสิ่งใดควรค่าแก่การขโมยในพื้นที่นี้ จึงออกเรือมุ่งหน้าไปยังเมืองลิสบอน (Lisbon) ประเทศโปรตุเกส แต่คาร์ลก็ถูกบังคับให้ต้องหลบหนีอีกครั้งเมื่อพบว่าตำรวจท้องที่รู้เรื่องอาชญากรรมของเขาในแอฟริกา
ในฤดูร้อนปี 1922 เขากลับมาที่อเมริกาเขาก็ได้ก่อเหตุ การโจรกรรม ข่มขืน และการลอบวางเพลิงเหมือนเคย อีกทั้งเขาได้ข่มขืนและฆ่าเด็กหนุ่มสองคน (ทุบหัว 1 คน, รัดคอ 1 คน) และต่อมาเขาก็ถูกจับในปี 1923 ในเมืองลาร์ชมอนต์ รัฐนิวยอร์ก เมื่อเขาพยายามจะปล้นสถานีรถไฟและถูกตัดสินจำคุกห้าปี ซึ่งส่วนใหญ่จากอาชญากรรมที่เขาก่อ คาร์ลจะถูกขังอยู่ในเรือนจำคลินตัน (Clinton Correctional Facility) ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเรือนจำที่โหดเหี้ยมที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา ผู้คุมมักทำร้ายและทรมานผู้ต้องขัง ภายในเวลาไม่กี่เดือนที่เขาถูกจองจำ เขาพยายามที่จะจุดไฟเผาที่นั่นและพยายามฆ่าผู้คุมโดยเข้าโจมตีผู้คุมจากด้านหลัง หลังจากนั้นไม่นาน เขาพยายามหนีโดยการกระโดดข้ามกำแพงคุก แต่ล้มลงบนขั้นบันไดคอนกรีตเสียก่อน แม้ว่าขาและข้อเท้าของเขาจะหักและกระดูกสันหลังของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่เขาก็ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลใด ๆ เลยเป็นเวลาสิบสี่เดือน หลังจากที่เขาเข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลในเรือนจำ ในที่สุด เขาก็ข่มขืนเพื่อนนักโทษคนหนึ่ง ทำให้เขาต้องถูกขังเดี่ยว
ขณะอยู่ในคุก คาร์ลได้จินตนาการถึงแผนการอันยิ่งใหญ่ของเขา ไม่ว่าจะเป็น การกวาดล้างประชากรของเมืองทั้งเมืองด้วยพิษจากแหล่งน้ำด้วยสารหนู หรือการแล่นเรือรบของอังกฤษที่จอดอยู่ที่ท่าเรือนิวยอร์กซิตี้เพื่อเริ่มสงครามระหว่างสองประเทศ
เมื่อคาร์ลได้รับการปล่อยตัวออกจากคุก เขาก็กลับมาก่อการลักขโมยอีกหลายสิบครั้งและรัดคอชายคนหนึ่งเสียชีวิตระหว่างการโจรกรรมในฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia)
เมื่อคาร์ลถูกจับได้อีกครั้งในวอชิงตัน ดี.ซี. (Washington, D.C.) เขาพูดถึงการที่เขาได้ฆ่าเด็กกับผู้คุม เมื่อเจ้าหน้าที่ในวอชิงตัน ดี.ซี.ติดต่อเจ้าหน้าที่ของพื้นที่ที่ คาร์ลฆ่าเด็ก พวกเขาเชื่อมโยงจุดต่างๆ ทำให้คาร์ล ถูกจับได้ว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่อง
เฮนรี เลสเซอร์ (Henry Lesser) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาการณ์หนุ่มคนหนึ่ง สงสารเขาที่คาร์ลต้องทนทุกข์ทรมาน แม้ว่าเขาจะรู้ว่าคาร์ลเป็นนักฆ่าเด็ก เฮนรีได้ซื้อบุหรี่และอาหารพิเศษให้กับคาร์ล ทำให้คาร์ลและเฮนรีได้กลายมาเป็นเพื่อนกันในที่สุด ในไม่ช้าคาร์ลก็สัญญาว่าจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดของเขาให้เฮนรีฟัง แต่มีข้อแม้ว่าเฮนรีต้องให้กระดาษและเครื่องเขียนแก่เขา เมื่อคาร์ลได้รับอุปกรณ์ครบมือแล้ว คาร์ลก็เริ่มเขียนอัตชีวประวัติของเขา ซึ่งคาร์ลได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอาชญากรรมของเขาทั้งหมด และยังวิพากษ์วิจารณ์ระบบยุติธรรมของอเมริกาด้วย (โดยพูดถึงวิธีปฏิบัติที่ผู้คุมมีต่อนักโทษ) จนในที่สุด คาร์ล แพนซรัม ถูกตัดสินว่ามีความผิดและถูกตัดสินจำคุก 25 ปีที่ป้อม ลีเวนเวิร์ธ รัฐแคนซัส (Fort Leavenworth, Kansas)
Cr. https://library.sdsu.edu/scua/new-notable/panzram
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 1929 คาร์ลได้หยิบแท่งเหล็กขึ้นมาและทุบไปที่ โรเบิร์ต วอร์นเก้ (Robert Warnke) ผู้บังคับบัญชาของเขาอย่างทารุณจนถึงแก่ความตายต่อหน้าผู้ต้องขังคนอื่น ๆ และจากนั้น คาร์ลก็เริ่มโจมตีพวกผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ด้วย
คาร์ลไปขึ้นศาลเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1930 หลังจากพยานกลุ่มใหญ่ให้การเป็นพยานแล้ว คาร์ล แพนซรัมจึงถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงและถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าคาร์ลดีใจมากที่ได้รับโทษประหารชีวิต ซึ่งเขาออกจากห้องพิจารณาคดีพร้อมกับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งในภายหลัง มีกลุ่มผู้สนับสนุนการยกเลิกโทษประหารชีวิตจำนวนหนึ่งพยายามที่จะลดโทษของคาร์ล แต่คาร์ลปฏิเสธที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นและตอบโต้ด้วยการขู่ฆ่าคนที่สนับสนุนให้ยกเลิกการประหารชีวิตของเขา
ในเช้าวันที่ 5 กันยายน 1930 คาร์ลถูกนำตัวไปที่ตะแลงแกง เมื่อเพชฌฆาตถามว่าเขามีคำพูดสุดท้ายหรือไม่ คาร์ลก็บอกเขาว่า: "ใช่ รีบหน่อยเถอะ ไอ้สารเลว ฉันสามารถฆ่า 10 คนในขณะที่แกกำลังทำตัวโง่เง่าอยู่นี่!" เมื่อเวลา 6:18 น. เขาถูกประกาศว่าเสียชีวิตแล้ว ด้วยวัย 39 ปี เนื่องจากร่างกายของคาร์ลยังไม่มีผู้มาอ้างสิทธิ์ คาร์ลจึงถูกนำศพไปไว้ในสุสานในคุก
หลังการเสียชีวิตของคาร์ล เฮนรี เลสเซอร์ (Henry Lesser) พยายามเผยแพร่อัตชีวประวัติของคาร์ล และอุทิศชีวิตเพื่อการปฏิรูปเรือนจำ เขาเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อบรรยายให้ผู้ชมฟังเกี่ยวกับระบบเรือนจำของอเมริกาและการปฏิบัติต่อนักโทษ โดยใช้เรื่องราวของคาร์ล แพนซรัมเป็นตัวอย่างของความล้มเหลวของระบบ
Cr. 1.
https://criminalminds.fandom.com/wiki/Carl_Panzram
2.
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Carl_Panzram
4 บันทึก
8
11
4
8
11
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย