Returning to Omelas: ล้างคำสาป ปลดโซ่ตรวน คืนความยุติธรรมให้กับเด็กคนนั้น
ท่ามกลางสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน การหยิบวรรณกรรมเล่มบางๆ เรื่อง The Ones Who Walk Away From Omelas ขึ้นมาปัดฝุ่นและอ่านในบริบทใหม่อีกครั้งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ผู้อ่านหลายคนอาจมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับหนังสือเล่มนี้ผ่านเพลง ‘Spring Day’ ที่ร้อยเรียงโดยศิลปินวงเกาหลีอย่าง BTS โดยชื่อเมือง Omelas นั้นได้ไปปรากฏอยู่ใน MV ดังกล่าว
The Ones Who Walk Away From Omelas เป็นเรื่องสั้นแนวปรัชญาที่ประพันธ์โดยนักเขียนชาวอเมริกัน เออร์ซูลา เค. เลอ กวิน (Ursula Kroeber Le Guin) ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1973 โดยในช่วงปลายทศวรรษ 1960 จนถึงต้นทศวรรษ 1970 นี้เองที่อาจนับได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เหล่าหนุ่มสาวเสรีชนผู้ไม่เชื่อในสงครามและความรุนแรงจำนวนหนึ่งต่างออกมาเคลื่อนไหวเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเวียดนาม ภายใต้คำขวัญ ‘Flower Power’ (พลังแห่งดอกไม้) การเดินขบวนประท้วงของพวกเขาเปรียบได้กับกลีบดอกไม้บานสะพรั่งที่หยัดท้าอย่างกล้าแกร่งและหล่อเลี้ยงด้วยความเชื่อมั่นในสันติวิธี โดยการประท้วงครั้งนั้นได้ผลิบาน อีกทั้งอุดมการณ์ได้ส่งต่อ จนในปี ค.ศ. 1969 มีผู้ร่วมเดินขบวนประท้วงหลักแสนคนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กระทั่งปีถัดมา เหตุการณ์อันเลวร้ายได้ปะทุขึ้น
วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1970 กองกำลังรักษาดินแดนแห่งชาติ รัฐโอไฮโอ (Ohio National Guard) ได้ระดมยิงปืนเข้าใส่บรรดานักศึกษาที่กำลังชุมนุมประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม ณ มหาวิทยาลัยเคนท์สเตท (Kent State University) โดยการกราดยิงผู้ประท้วงครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 4 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 9 คน ซึ่งนับว่าเป็นจุดพลิกผันสำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติสหรัฐอเมริกาที่รัฐแสดงออกอย่างเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นศัตรูต่อเหล่าหนุ่มสาวเสรีชนผู้เป็นส่วนหนี่งของการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเหตุการณ์สังหารผู้ประท้วงนี้เองที่อาจมีอิทธิพลต่องานเขียนของ เออร์ซูลา เค. เลอ กวิน โดยเธอได้ตัดสินใจตีพิมพ์เรื่องสั้น The Ones Who Walk Away From Omelas ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1973 และคว้ารางวัลฮิวโก สาขาเรื่องสั้นยอดเยี่ยม (Hugo Award for Best Short Story) ในปี ค.ศ. 1984 จากเรื่องนี้อีกด้วย
ผู้ประพันธ์ได้บรรยายลักษณะเด็กผู้ถูกกักขังคนนี้ไว้อย่างน่าเวทนา โดยกล่าวถึงเด็กคนนี้ด้วยสรรพนามว่า ‘มัน’ (it) ซึ่งสามารถบอกเป็นนัยได้ว่า เขาได้รับการปฎิบัติราวกับว่าไม่ใช่มนุษย์ ลักษณะท่าทางของเด็กคนนี้ดูงุ่มง่าม อ่อนล้า อีกทั้งสีหน้าแสดงความรู้สึกหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องอ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “โปรดปล่อยหนูไปเถอะ หนูสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี!” (Please let me out. I will be good!) ซึ่งผู้เยี่ยมเยือนต่างเงียบเฉยไร้ปฏิกิริยาโต้ตอบ
ด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทับซ้อนกัน และในหลายๆ ครั้งก็ไม่สามารถหลีกพ้นได้ เยาวชนคนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงมีความคิดที่จะออกไปใช้ชีวิตในต่างแดน มิตรสหายหลายๆ คนเริ่มเก็บเงิน บ้างก็หาช่องทางขอทุนเพื่อที่จะไปหางานและอยู่อาศัยในต่างประเทศ เห็นได้ชัดจากใน Facebook ที่มีการตั้งกลุ่มเพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจย้ายออกจากประเทศไทย ซึ่งหากมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกที่จะไปทำงานหรือศึกษาในต่างประเทศ และกลายเป็นผู้อพยพถาวรในประเทศเหล่านั้น ภาวะสมองไหล (brain drain หรือ human capital flight) อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ บุคคลเหล่านี้อาจเปรียบได้กับ The Ones Who Walk Away From Omelas (เหล่าผู้ร่ำลาจากเมืองโอเมลาส) ที่ไม่สามารถทนใช้ชีวิตในสภาพบ้านเมืองอันเลวร้ายได้ และออกเดินทางเพื่อเสาะแสวงหาเส้นทางชีวิตที่ดีกว่า
ในทางกลับกัน ผู้ที่ยังอยู่ที่นี่บางส่วนก็สมาทานคำกล่าวที่ว่า “Ignorance is a bliss” (การทำตัวไม่รู้ไม่ชี้นั้นดีที่สุด) เพราะพวกเขาถือครองสิทธิพิเศษในด้านต่างๆ และใช้ชีวิตอย่างสุขสบายโดยไม่ได้ตระหนักถึงความลำบากยากแค้นของผู้ที่ถูกกดขี่ (the oppressed) มิหนำซ้ำบ่อยครั้งบุคคลเหล่านี้ยังสวมบทบาทผู้กดขี่เสียเอง (the oppressor) ไม่ต่างอะไรกับชาวเมือง Omelas ที่ได้แต่ชำเลืองมองดูผู้ที่ตนเอารัดเอาเปรียบด้วยสายตาอันเหยียดหยามปนความรู้สึกสมเพช บ้างก็ฉายแววตาอันแสนสลดพร้อมกับประโปรยละอองแห่งความสงสาร และเดินจากไปราวกับว่าเป็นการเยี่ยมชมสวนสัตว์มนุษย์แต่เพียงเท่านั้น