มงคลจักรวาล จักรวาลเดียวที่มีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น.
ความเป็นอยู่หรือสภาวะของสัตว์โลกทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภพภูมิต่างๆ และในจักรวาลนี้ซึ่งนับเป็นมงคลจักรวาล ในทั้งแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาลไม่มีประมาณนั้น จักรวาลนี้ ที่โลกมนุษย์เราตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้ ชื่อว่า"มงคลจักรวาล" เป็นจักรวาลเดียวที่มีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เป็นระยะๆ แล้วก็ทิ้งช่วงห่างหายไปเป็นระยะเวลายาวนาน กว่าจะมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาสักองค์หนึ่ง เป็นเรื่องยาก
ได้มีปรากฏในคัมภีร์ต่างๆ ที่พระมหาเถระแต่ปางก่อนก็ได้รจนาหรือแปลมา อย่างเช่นคัมภีร์พระปฐมโพธิกถา นี่ก็ได้แสดงไว้ แม้เป็นเนื้อความส่วนหนึ่งก็น่าสนใจ ว่า"สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งสัตว์โลกมีได้ด้วยยาก" นี่ท่านพึงเข้าใจความหมาย "บัดนี้ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก" โลกมนุษย์นี่ "ความเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลกมีเป็น ๒" คือ...
๑.ด้วยรูปกายอุบัติ
๒.ด้วยธรรมกายอุบัติ
#ด้วยรูปกายอุบัติ นั้นคือ "โอกกันติกสมัย" เมื่อหยั่งลงสู่พระครรภ์มารดา และ"นิกขมนสมัย" เมื่อประสูติจากพระครรภ์มารดา
#ส่วนการเสด็จอุบัติด้วยธรรมกายอุบัติ นั้นคือ เมื่อ"อภิสัมโพธิสมัย" ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า
นี้ มีอยู่ในคัมภีร์ปฐมสมโภชน์ หรือปฐมสมโพธิกถา ซึ่งพระมหาเถระแต่ปางก่อนก็แปลมา แล้วก็รจนาเอาไว้ เพียงแค่นี้ก็พึงทราบว่า ในจักรวาลเป็นที่สถิตอยู่ของสัตว์โลกทั้งหลาย มีกามภพ รูปภพ อรูปภพ นั้น ก็มีภพภูมิของสัตว์โลกต่างๆตั้งอยู่ ตั้งอยู่อย่างไรเดี๋ยวเราไปดูกัน
สำหรับผู้ปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ปฏิบัติได้เข้าถึงรู้เห็นและเป็นธรรมกาย ยิ่งถึงธรรมกายที่บริสุทธิ์ผ่องใสที่ละเอียดไปมากเพียงไร จนถึงสามารถชำระสะสางธาตุธรรม ชำระกิเลสเหตุแห่งทุกข์ ถึงละอุปทานในเบญจขันธ์ของกายในภพสาม ปล่อยความยินดีในฌานสมาบัติได้ ธรรมกายที่บริสุทธิ์ก็จะปรากฏในอายตนะคือพระนิพพาน เป็นที่ประทับอยู่ของพระนิพพานธาตุ ของพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้า #ผู้ดับขันธ์ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
เมื่อเข้าไปรู้ ไปเห็น ก็เป็นกำไรชีวิตอย่างยิ่ง ได้เข้าใจคุณธรรมของพระอริยสงฆ์พระอริยเจ้า และได้เข้าใจผลการปฏิบัติที่ให้สามารถเจริญปัญญา จากการที่ได้ทั้งเห็นและทั้งรู้สภาวะของธรรมชาติและความจริงแท้ เรียกว่า"พระอริยสัจตามความเป็นจริง" ได้อย่างชัดเจนขึ้น เป็นทางไปสู่มรรคผลนิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ และเป็นบรมสุขอย่างถาวรตลอดไป ตามรอยบาทพระพุทธองค์
สำหรับท่านที่มีวาสนาบารมี บำเพ็ญบุญบารมีมาเต็มส่วนในแต่ละระดับชั้น ของผู้ปรารถนาความบรรลุความเป็นพระอรหันต์สาวก อสีติมหาสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัพพัญญูพุทธเจ้า เมื่อบุญบารมีเต็ม ได้ตั้งใจศึกษาสัมมาปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน๔ ถึงธรรมกาย ถึงพระนิพพานของพระพุทธเจ้า อย่างนี้ แนวทางปฏิบัตินี้ ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ท่านปฏิบัติได้เข้าถึงรู้เห็นและเป็นธรรมกาย ถึงพระนิพพานของพระพุทธเจ้า อย่างนี้ ก็มีโอกาสศึกษาสัมมาปฏิบัติให้ถึงความพ้นทุกข์อย่างถาวรได้ ตามพระพุทธดำรัสที่ตรัสเอาไว้ถึงอานิสงส์ของการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ว่า อย่างน้อย ๗ วัน อย่างมากไม่เกิน ๗ ปี เป็นอันว่ามีโอกาสบรรลุคุณธรรมเป็นพระอรหันต์บุคคลได้ อย่างต่ำบรรลุคุณธรรมเป็นพระอนาคามีบุคคล
นี่ ในจักรวาลของเรานี้ มีโอกาสที่จะได้ศึกษาสัมมาปฏิบัติ ตามพระสัจธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งสัตว์โลกมีได้ด้วยยาก แล้วก็ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ในยุคที่แม้เราเกิดมาไม่ทันพระองค์ท่าน ไม่แน่ อดีตชาติเคยทันก็ได้ แล้วก็มาถึงภพชาตินี้ เราก็ได้รับทราบ และได้เรียนรู้ แล้วก็ได้ทำความเข้าใจ แล้วก็ปฏิบัติ แล้วก็ได้แนะนำสั่งสอนไปตามที่ครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติได้ผลดี ก็แนะนำสั่งสอนต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบัน
#มีข้อที่น่าทำความเข้าใจอยู่อย่างหนึ่ง
คือว่า ในมงคลจักรวาลนี้ เป็นเสมือนแกนกลางนะ ญาติโยมทั้งหลาย แล้วก็ยังมีจักรวาลอื่นๆ ที่ล้อมรอบอยู่โดยรอบเลย เรียกว่า"#แสนโกฏิจักรวาล" แสนโกฏิจักรวาลนี่นับจากศูนย์กลางของมงคลจักรวาลนี้ โดยรัศมีออกไปนี่แสนโกฏิจักรวาล นี่ส่วนหนึ่ง แล้วเลยไปเรียกว่า"#อนันตจักรวาล"
สองส่วนนี้มีความแตกต่างกัน คือ มีความแตกต่างกันในข้อที่ว่า เมื่อเกิดกัปวินาศ ด้วยธาตุน้ำ ไฟ ลม ในยุคที่เรียกว่า"#สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป" โลกถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นกามภพ ขึ้นไปถึงรูปภพน่ะ ถึงพรหม แต่พรหมชั้นไหนประเดี๋ยวคอยดูกัน ถูกทำลายด้วยกันทั้งแสนโกฏิจักรวาล แต่อาจจะไม่เลยไปถึงอนันตจักรวาล คือนับไม่ถ้วนแล้ว แต่ในเขตแสนโกฏิจักรวาลโดนไปด้วยกันแน่
แล้วในแสนโกฏิจักรวาลนี้ มีสภาวะความเป็นไปของสัตว์โลกที่คล้ายๆกัน คือ มีครบทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ เหมือนกัน มีมนุษย์ มีเทวดา มีพรหม มีอรูปพรหม เหมือนกัน แต่..พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติเฉพาะที่มงคลจักรวาลนี้ เพราะฉะนั้น พวกเราทั้งหลายนี่ ก็นับว่ามีบุญบารมีพอสมควร ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาในมงคลจักรวาลนี้ เพราะฉะนั้น อันนี้เรื่องสำคัญ
อันนี้ก็ ขอเล่าสักนิดนึง
ในสังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป ในกัปนั่นน่ะ โลกจะถูกทำลายด้วยธรรมชาติ ธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม ซึ่งเกิดแต่กิเลส ตัณหา อุปทาน ของสัตว์โลกนั้นเองเป็นเหตุเป็นปัจจัย
#ก่อนอื่นขอให้เข้าใจอายุขัย
อายุขัยของสัตว์โลก เอาว่ามนุษย์ มนุษย์โลกเรานี้ เอาแค่นี้ก่อน ให้ทำความเข้าใจว่า เมื่อโลกเกิดใหม่ๆ มนุษย์ที่เกิดมามีอายุถึงอสงไขยปี นี้เพราะว่า พรหมที่ยังไม่ถูกทำลายด้วยกัปวินาศ นานๆไปก็มองดูโลกเกิดขึ้น เอ้ะ!! ดูมันสวยงาม มีง้วนดิน พรหมบางพรหมก็เกิดตัณหาอ่อนๆ พรหมที่เหลืออยู่นะ ประเดี๋ยวดูว่าพรหมที่ถูกกัปวินาศเป็นยังไง แต่พรหมที่เหลืออยู่เนี่ยมองไปเห็นดินอ่อนๆ กิเลสตัณหามันเริ่มเกิดขึ้นมา ไปดูหน่อยนึง พอไปดู ไปเห็นง้วนดิน เอ้ะ!! มันน่ากินนะ ลองกินหน่อย เมื่อกินง้วนดินเข้า ก็เกิดความ คือ ก็จะต้องมีการย่อย มีการสลาย ตัวก็เจริญขึ้น มีน้ำหนัก เหาะไม่ได้แล้ว เหาะไม่ได้ นี่..เป็นต้นกำเนิดของคนนะ มีอย่างนี้ก่อน นี่เบื้องต้นนะที่โลกถูกกัปวินาศไปแล้ว แล้วเมื่อมีฝนตกลงมาเรื่อยๆ ก็พลอยให้น้ำฝนนั้นตกตะกอน มีพื้นแผ่นดินสืบต่อมา เป็นเวลานานนะ สืบต่อมา จนกลายเป็นมีโลกมนุษย์นี่
ทีนี้ อันนี้ได้โปรดเข้าใจสักนิดนึง เวลาเจริญภาวนา เวลาตรวจภพ ตรวจจักรวาล จะได้ไม่ต้องเสียเวลาที่จะบอกกันอย่างนี้
สำหรับโลกมนุษย์นี่_มีอยู่ที่ไหน ?
ญาติโยมทั้งหลายพึงนึกเสียก่อนว่า จักรวาลหนึ่งๆนั่น โดยเฉพาะมงคลจักรวาลนี้ มีเขาพระสุเมรุ หรือเรียกว่าเขาพระสุ-เม-รุ ตั้งอยู่เป็นแกนกลาง ทั้งหมดนี้เป็นของทิพย์นะ ภพภูมิเนี่ยเป็นของทิพย์ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านะ มีเขาสุเนรุหรือเขาพระสุเมรุ มีความกว้าง ความลึก เรียกว่ากว้าง-ยาว-ลึก ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์ ตั้งอยู่เป็นแกนกลางจักรวาล แล้วก็จมลงไปในมหาสมุทรสีทันดรที่ล้อมรอบอยู่ครึ่งหนึ่ง นะ เหลือ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ท่านมองวาดภาพให้ดี เดี๋ยวจะได้ถึงเวลาเจริญภาวนาจะได้ง่ายหน่อย
ทีนี้ แม่น้ำสีทันดรเนี่ย ก็กินเขตไปแล้ว ห่างออกไปครึ่งหนึ่ง คือ ๘๔,๐๐๐ โยชน์นั่น ก็จะเป็นภูเขาล้อมรอบอีกชั้นหนึ่งชื่อภูเขายุคันธร แล้วก็มีน้ำล้อมรอบลดหลั่นลงไป แล้วก็มีเทือกเขานะ เทือกเขาล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ล้อมเป็นชั้นๆไป
ชั้นแรกก็ภูเขายุคันธร ห่างออกจากภูเขาพระสุเมรุ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ แล้วก็จมลงไปในมหาสมุทรสีทันดรอีกครึ่งหนึ่ง แล้วต่อไป ก็มีมหาสมุทรสีทันดรนี่ ก็ล้อมรอบอีกชั้นหนึ่งไปอีกครึ่งหนึ่ง ก็จะมีภูเขาต่อๆไป มี อิสินธร กรวิก สุทัศนะ เนมินธร วิตกะ และ อัสกัณ ไปเจ็ดชั้นนะ
ภูเขาเป็นเทือกเขาล้อมรอบเขาพระสุเมรุในจักรวาล ลดหลั่นกันไปครึ่งหนึ่ง ครึ่งหนึ่ง ครึ่งหนึ่ง และในแต่ละเทือกเขานั้น จมลงไปในแม่น้ำสีทันดรอีกครึ่งหนึ่ง ครึ่งหนึ่ง จะเห็นว่าแม้แต่ระดับน้ำในมหาสมุทรก็ลดลงนะ ในแต่ส่วนของเทือกเขา
ไปจนถึงภูเขาอัสกัณสุดท้าย ใกล้กับขอบจักรวาล ตรงนี้เป็นผืนแผ่นดิน เป็นผืนแผ่นดินซึ่งมีอยู่รอบ โดยรอบ ทางด้านทิศใต้ชื่อว่า"#ชมพูทวีป" คือ โลกมนุษย์ของเรานี่ ทั้งใบเลย
แล้วทางด้านทิศตะวันออก นี่"#ปุพพวิเทหทวีป"
ทางด้านทิศเหนือ เป็น"#อุตรกุรุทวีป"
ทางด้านทิศตะวันตก ก็เป็น"#อปรโคยานทวีป"
ทวีปทั้ง ๔ ก็มีน้ำล้อมรอบ มีทะเลเหมือนกัน ทะเลน้ำเค็มนี่แหละ มีเหมือนกัน
#อายุขัยของมนุษย์ที่อยู่ในทวีปต่างๆ
นี้อย่างในชมพูทวีปของเรานี่ อายุขัยมันเริ่มตั้งแต่ว่า เมื่อกี้ กล่าวถึงอายุขัยสูงสุด ที่เริ่มมีมนุษย์เนี่ย หนึ่งอสงไขย แต่ด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน ของมนุษย์เนี่ย กิเลสเหล่านี้ทำให้มีการรบราฆ่าฟันกัน เบียดเบียนกันต่อๆมาเนี่ย ด้วยอำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทานนั้น แล้วก็เกิดกรรมชั่ว กระทำปาณาติบาตต่างๆ แล้วก็ผิดศีลต่างๆ มันทำให้อายุขัยของมนุษย์นี่ลดลง ...๑๐๐ ปี ลดลง ๑ ปีๆๆๆๆๆ จนมายุคสมัยกาลของพระพุทธเจ้าของเราเสด็จอุบัติขึ้น เป็นกาลหรือยุคสมัยที่มนุษย์มีอายุ ๑๐๐ ปี อายุขัยโดยเฉลี่ย
แต่..พระพุทธเจ้าของเราทรงพระชนม์ชีพอยู่เพียง ๘๐ ปี เพราะว่าทรงใช้สังขารร่างกายมาก ตรากตรำ ตั้งแต่บำเพ็ญสมณธรรมทุกรกิริยา ตามแบบที่ไปหลงผิดน่ะ ตามแบบลัทธิของผู้ที่บำเพ็ญสมณธรรมในยุคนั้น ซึ่งมันไม่ใช่ทางสายกลาง ก็พากันทำแบบสุดโต่ง เรียกว่า"ย่างกิเลส" ถึงกับทรมานร่างกายด้วยประการต่างๆ
พระพุทธเจ้าของเรานี่ เกือบจะสิ้นชีวิตเลยทีเดียวนะ ถ้าไม่ใช่ด้วยอำนาจบารมีของพระองค์ ที่บำเพ็ญมาตั้งมากมาย นี่ เสร็จแน่ ไม่อยู่หรอก เพราะว่าทรมานถึงขนาดว่า ตบไปตรงท้องนี่สะเทือนไปถึงหลัง เพราะลำไส้ไม่มีอาหาร จนลำไส้ติดกันน่ะ นี้ จึงเป็นโรคกระเพาะอาหาร โรคลำไส้ ลงพระโลหิตตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เพราะฉะนั้น สังขารร่างกายนี่กรอบเลย แล้วพระองค์ทรงอยู่ได้ด้วยธรรมปิติ ธรรมสุข อยู่สุขโดยธรรม ไม่อย่างนั้นทนไม่ได้หรอก แต่ก็อยู่ได้เพียง ๘๐ ปีนะ
ทีนี้...
ลดลงไปๆๆๆนี่ อายุขัยของมนุษย์มันจะลดลงไปเรื่อยๆ ขณะนี้ก็เหลืออายุขัยเฉลี่ย ๗๕ ปีนะ ๒๕๐๐ ปีผ่านมานี่ มันลดไป ๒๕ ปี ปัจจุบันเหลือ ๗๕ โดยเฉลี่ย แล้วก็ต่อๆไปมันจะลดลงไปจนถึงมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี
เกิด..เค้าเรียกว่า"#มิคสัญญี" รบราฆ่าฟันกัน เดี๋ยวนี้ก็เริ่มแล้วนะ นี่ เดี๋ยวนี้เริ่มแล้ว มนุษย์มันหลงผิดน่ะ รบราฆ่าฟันกันด้วยอำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทาน โลภจัด ตัณหาราคะจัด เห็นแก่ตัวจัด โกรธ พยาบาท อาฆาต จองเวร และ หลง ไม่รู้บาปบุญคุณโทษตามที่เป็นจริง อย่างปัจจุบันนี่มันเริ่มเข้าเขตแล้ว แล้วมันจะรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ ไปจนถึงอายุมนุษย์น่ะเหลือ ๑๐ ปี
เมื่อรู้สึกตัว บรรดาที่พอจะมีคุณธรรมบ้าง ก็จะหลบลี้หนีภัยไปอยู่ตามป่าตามเขา แล้วบำเพ็ญคุณความดี แล้วอายุขัยของมนุษย์จึงค่อยๆเริ่มเพิ่มมากขึ้น ไปจนถึงอสงไขยปี นี่เรียกว่า อายุขัยของมนุษย์ตลอดกัปป์นี่ มันเป็นอย่างนี้ ในชมพูทวีป
เพราะฉะนั้น อายุขัยของมนุษย์ในชมพูทวีปนี่ สูงสุด ๑ อสงไขย ต่ำสุด ๑๐ ปี ขึ้นอยู่ที่ในยุคในสมัยใด ที่ผู้คนมีกิเลส ตัณหา อุปทาน เพียงไร และกระทำบุญกุศลคุณความดีเพียงไร อายุขัยก็จะเป็นไปตามระดับนั้น
แต่ในส่วนของ"อปรโคยานทวีป" อยู่ทางด้านทิศตะวันตก เป็นผู้มีศีลมีธรรม อายุเฉลี่ย ๕๐๐ ปีนะ เสมอกันหมด ไม่มีสูงไม่มีต่ำ โดยประมาณ ๕๐๐ ปี โดยเฉลี่ย
ส่วน"อุตรกุรุทวีป" อายุเฉลี่ยนั่น ๑,๐๐๐ ปีนะ มนุษย์ที่อยู่ที่โน้นอายุเฉลี่ย ๑,๐๐๐ ปี เป็นผู้มีศีลมีธรรม
ส่วน"ปุพพวิเทหทวีป" นี่อายุเฉลี่ยก็ตก ๗๐๐ ปี เพราะว่าเขาเป็นคนมีศีลมีธรรม รูปร่างลักษณะเขาก็ มันก็มีเป็นรูปคนนั่นแหละ แต่ว่าลักษณะรูปร่างหน้าตาก็จะแปลกออกไปจากมนุษย์โลกของเรา
นี่..ให้ทราบว่า
ในจักรวาลหนึ่งๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในจักรวาลของเรานี้ มีมนุษย์อยู่ในโลก ๔ ทิศ รอบเขาพระสุเมรุนะ อันนี้พึงเข้าใจตรงนี้ด้วย มนุษย์น่ะ
แล้วสูงภูมิ ภูมิจิตของสัตว์โลกที่สูงกว่ามนุษย์ได้กระทำคุณความดี มนุษย์นี่ด้วยมนุษยธรรมนี่ ก็เกิดขึ้นโดยคุณธรรมกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต หรือกล่าวย่อๆว่ามีศีลมีธรรม มีศีล มีทานกุศล มีศีลกุศล มีภาวนากุศลบ้าง แต่ถ้ามีความละอายเกรงกลัวต่อบาปอกุศล ไม่ค่อยกล้าทำบาปอกุศลมาก แล้วก็เจริญหรือบำเพ็ญคุณความดีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ทานกุศลก็เพิ่มขึ้น อย่างนี้ก็เป็นภูมิธรรมของผู้ที่จะไปเกิดเป็นเทพบุตร เทพธิดา เป็นภพภูมิของเทวโลก นี่..ภพภูมิของมนุษย์
แล้วก็ ภพภูมิของเทวโลกนี้ ก็อยู่โดยรอบเขาพระสุเมรุ จรดขอบจักรวาล แล้วบางส่วนก็อยู่ในภพภูมิเดียวกันกับมนุษย์ เรียกว่าภพซ้อนภพ พวกเทวดาน่ะ เช่นว่า เทวดาที่อยู่ตามต้นไม้ก็เรียกว่ารุกขเทวดา อยู่ตามอากาศก็เรียกว่าอากาสเทวดา เป็นต้น สูงขึ้นไปก็อยู่ตามภูเขา หรืออยู่ตามมหาสมุทร..ก็มี
แต่ว่า ที่สูงขึ้นไปในอันดับแรกก็คือว่า #ชั้นจตุมหาราชิกา จตุมหาราชิกานี่ ก็ระดับภูเขายุคนธร สูงขึ้นไปนะ เพราะว่า มหาราชทั้ง ๔ ผู้ปกครองเทวดาและปกครองมาถึงมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วย...
ท้าวเวสสวรรณ
ที่อยู่ทางทิศเหนือ มีอาณาจักรอยู่ทางเหนือ
ท้าวธตรฐ
ก็อยู่ทางทิศตะวันออก
ท้าววิรุฬหก
อยู่ทางทิศเหนือ
ท้าววิรุฬปักษ์
อยู่ทางทิศตะวันตก
ดังนี้ และต่างก็มีบริวารนะ ท้าวเวสสวรรณก็ บริวารเป็นยักษ์ มีทั้งมิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิ พระเจ้าพิมพิสารของเรานี่ ไม่ใช่ของเราหรอก เกิดในสมัยพระพุทธเจ้า เมื่อสิ้นชีวิตไป ด้วยเคยอดีตชาติ เคยรับใช้ท้าวเวสสวรรณ ก็อยากจะไปเกิดที่นั่น ก็ไปอยู่ที่นั่นน่ะ ชื่อว่า"ชนวสภะ ยักโข เทวปุตโต" อยู่นั่นแหละ ไปไหนก็ตามยังกะเลขาเลยล่ะขณะนี้ ด้วยความคุ้นเคย ไปอยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้น นี่เทวโลก เพราะเทวโลกนี่ก็เป็นของละเอียดนะ ก็ซ้อนอยู่ในภพมนุษย์ก็มี แต่ว่าในชั้นจตุมหาราชิกานั่น นับตั้งแต่ประมาณยอดเขายุคนธร ซึ่งเป็นที่สถิตอยู่ของมหาราชทั้ง ๔ อยู่โดยรอบจรดขอบจักรวาล
แล้วสูงขึ้นไปเป็น #ชั้นดาวดึงส์ ดาวดึงส์นี่ สูงขึ้นไปถึงระดับยอดเขาพระสุเมรุซึ่งมีขนาดกว้างยาวลึก ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์ ใหญ่นะ แต่ว่ารูปร่างเหมือนตะโพน ท่านเปรียบว่าเหมือนตะโพน ตะโพนคือว่า หน้ามันแคบแล้วมันอ้วนๆอย่างนี้หน่อย แล้วลงไปในน้ำครึ่งหนึ่ง ทีนี้ ท้าวสักกะเทวราช จอมเทพในชั้นดาวดึงส์ ก็เป็นภุมมัฏฐเทวดา วิมานน่ะอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ มีบริวารอยู่มากมายอยู่ที่นั่น นี่ชั้นดาวดึงส์ นี่ในส่วนของเทวโลกนะ
ที่สูงขึ้นไป #ชั้นยามา ยามานี่เป็นอากาสเทวดา จรดขอบจักรวาลเลย อยู่ทั่วนะ
แล้วต่อไปก็ #ดุสิตเทวโลก อันนี้ เป็นชั้นภูมิของผู้ที่บำเพ็ญบารมีค่อนข้างจะมาก แล้วก็เตรียมรอที่จะเสด็จอุบัติในโลกแล้วบรรลุคุณธรรม เพราะฉะนั้น ภพภูมินี้จึงเป็นภพภูมิที่บริสุทธิ์มาก บริสุทธิ์มาก ก็แปลว่าไม่มีผู้หญิงน่ะ มีแต่ผู้บำเพ็ญบารมี มีเพศเหมือนไม่มีเพศ และบริวารก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่มีผู้หญิงในชั้นนี้ ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม
สูงขึ้นไปก็เป็น #ชั้นนิมมานรดี และ #ปรนิมมิตวสวัตดี ก็คือชั้นสูงสุดนะ นิมมานรดีนี่ก็เนรมิตตนเป็นช้างทรงของท้าวปรนิมมิตวสวัตตี คือ"วสวัตตีมาร" แต่ก่อนที่เคยผจญพระพุทธเจ้าน่ะ เป็นของจริงนะ ไม่ใช่ของเล่นนะ บางคนก็ นักปริยัตินี่ ก็ไม่รู้ไม่เห็นน่ะ ก็เลยว่านี่เป็นการเปรียบเทียบเฉยๆ ที่แท้ตัวเองพูดเพราะความไม่รู้คืออวิชชา ไม่มีวิชชา ไม่รู้ ไม่เห็น แค่สักแต่รู้ภาษา
ทีนี้ บอกคร่าวๆ เวลาเจริญภาวนามันจะได้เร็วหน่อย ไม่งั้นเดี๋ยวจะไปอธิบายกันตรงนั้นจิตมันหยาบ
แล้วก็พ้นจากชั้นเทวโลกไป
ก็มี..พรหมโลก
พรหมโลกนี่ ก็มีสัณฐานกลมนะ แล้วก็ละเอียดปราณีต บริสุทธิ์ สว่างไสวกว่าเทวโลก เพราะว่า ผู้ที่เจริญฌานสมาบัติแล้วยังไม่เสื่อมจากฌานใด ก็ไปเกิดในชั้นนั้นๆของพรหมโลก
ไล่ไปตั้งแต่พรหมปาริสัชชา ปฐมฌานนะ ผู้ที่ติดอยู่ในปฐมฌาน แล้วก่อนตายยังไม่เสื่อมจากปฐมฌาน ไปเกิดเป็น"พรหมปาริสัชชา" "พรหมปุโรหิตา" แล้วก็"มหาพรหม" นี่..ชั้นปฐมฌาน
ชั้นทุติยฌาน ก็"ปริตตาภา" "อัปปมาณาภา" แล้วก็"อาภัสรา"
ตติยฌาน ก็"ปริตตสุภา" "อัปปมาณสุภา" "สุภกิณหา"
ส่วนฌานที่ ๔ ก็มี"อสัญญีสัตว์" กับ"เวหับผลา" อสัญญีสัตว์นี่เจริญรูปฌานโดยไม่อาศัย ปฏิเสธสัญญาว่างั้นเถอะ อาศัยแต่รูป เพราะฉะนั้น การกำหนดบริกรรมนิมิตนี่อาศัยแต่รูป แต่ไม่อาศัยสัญญา ปฏิเสธสัญญา ทีนี้ เมื่อเจริญฌานสมาบัติถึงรูปฌานที่ ๔ ได้ พอก่อนตายยังทรงอยู่ในฌานสมาบัตินี้ ตายไป ไปเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ ก็คือ เหมือนกะคนไปเสวยสุขนอนหลับอยู่อย่างนั้นน่ะ เมื่อหมดบุญก็กลับมาเกิดใหม่ ไม่ได้ทำคุณประโยชน์อะไรแก่ตัวเองเลย เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า "เกิดชาติใดหนใดระหว่างบำเพ็ญบารมี ขออย่าได้ไปเกิดในชั้นอสัญญีสัตว์เลย" ไม่ได้เพิ่มพูนบุญบารมีคุณความดีอะไรเลย
อีกชั้นหนึ่ง จตุตถฌาน นั่นคือ"เวหับผลา" เวหับผลานี่มีทั้งพรหมปุถุชน มีทั้งพรหมอริยบุคคล แม้อนาคามีบุคคลที่บรรลุคุณธรรมคือจตุตถฌาน ก็อยู่ชั้นนี้เหมือนกัน ยังไม่เสื่อมจากฌาน ก็อยู่ในชั้นเวหับผลา เป็นชั้นจตุตถฌานที่ดี ดีกว่าเพื่อนนะ
แล้วสูงกว่านั้นไปอีก ๕ ชั้น มี"อวิหา" "อตัปปา" "สุทัสสา" "สุทัสสี" และ"อกนิฏฐภพ" หรือ"อกนิฏฐพรหม" นั้นเป็นพรหมที่บริสุทธิ์ คือ เป็นผู้ที่บรรลุคุณธรรมระดับอนาคามีบุคคล แล้วเจริญฌานสมาบัติโดยปัญจกนัย รูปฌานที่ ๔ แต่เพิ่มอีก ๑ เป็นสมาบัติที่ ๕ เรียกว่า"ปัญจกนัย"
บรรลุคุณธรรมสมาบัติที่ ๕ เนี่ย มันนิ่งมากๆ ผู้ใดบรรลุแล้ว ก็จะสามารถทรงฌานนั้นอยู่ได้ตลอด เมื่อแตกกายทำลายขันธ์คือตาย ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิใดนะ อาจจะอยู่ในเทวโลกก็มีนะ แม้ในพรหมโลกก็มี เป็นไปได้ แล้วก็เลื่อนภูมิของตนไป เมื่อแตกกายทำลายขันธ์แล้ว ก็ไปเกิดในภพภูมินั้น ตามลำดับแห่งอินทรีย์
ผู้ที่มี "สัทธินทรีย์"แก่กล้า ก็ไปเกิดชั้นที่ ๑ คือ ชั้นอวิหา
แล้วก็ "วิริยินทรีย์"แก่กล้า ก็ไปเกิดในชั้นอตัปปา
แล้วก็ "สตินทรีย์"แก่กล้า ไปเกิดในชั้นสุทัสสา
แล้วก็ "สมาธินทรีย์"แก่กล้า คือสมาธิแก่กล้า ไปเกิดในชั้นสุทัสสี
แล้วก็ "ทั้งปัญญาครอบงำทั้งหมดด้วยนั้น" ก็เกิดในชั้นอกนิฏฐภพ สูงกว่าเพื่อน
นี่คือ"พรหม" นะ พรหมที่สูง
ทีนี้...
#เวลาเกิดกัปวินาศ ให้เข้าใจนิดหน่อยนะ
ถ้าสัตว์โลก กิเลส ตัณหา อุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเภทโกรธ พยาบาท อาฆาต จองเวร มาก #ความที่จะเกิดกัปวินาศด้วยธาตุไฟ มีโอกาสสูง เมื่อถึงคราวเกิดกัปวินาศด้วยธาตุไฟ เรียกว่า"#สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป" นั้นจะ ธาตุไฟเนี่ยจะไหม้หมดเลย โลก ตั้งแต่มนุษย์โลก และสัตว์โลกทั้งหลาย ขึ้นไปถึงพรหมชั้นอัปปมาณาภา กินเขตหมดเลย แต่จะไม่ถึงชั้นอาภัสสรา ซึ่งเป็นชั้นที่สามสูงสุด
ทีนี้ แต่เมื่อไหร่ที่บุคคลสัตว์โลกที่เป็นไปด้วยกิเลส ตัณหา ราคะ มาก #เกิดกัปวินาศด้วยธาตุน้ำ ก็จะไหม้สูงขึ้นไปถึงชั้นอัปปมาณสุภา ก็ยังเหลือชั้นสุภกิณหา ซึ่งเป็นชั้นฌานที่ ๓ หรือตติยฌานชั้นสูงสุด ก็ยังเหลืออยู่ นอกนั้นไหม้หมดตลอด อ้อ! น้ำท่วมขออภัย น้ำท่วมตายหมด
ทีนี้ ถ้าว่า โมหะมาก หลง หลงนี่หมายถึง ไม่ใช่หลงลืมนะ หลงไม่รู้บาปบุญคุณโทษตามที่เป็นจริง ก่อให้เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน มาก #ก็จะเกิดกัปวินาศด้วยธาตุลม กินเขต ธาตุลมนี่ กินเขตตั้งแต่ชั้นสุภกิณหา เป็นพรหมสูงสุดของตติยฌาน ลงมาทั้งหมด แต่ไม่กินเขตถึงอสัญญัสัตว์กับเวหับผลา เวหับผลานี่เป็นชั้นของพระอริยเจ้า ที่ทรงฌานจตุตถฌาน จะไม่กินเขตถึง ทีนี้ เหล่านั้นทั้งหมดก็ยังอยู่นะ ทั้งหมด
ทีนี้...
ในชั้นต่างๆเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นเวหับผลา ก็มีพรหมที่ไม่ได้เป็นพระอริยเจ้า นั่นแหละ เมื่อกลับมาว่า โลกมนุษย์ก่อตัวขึ้นมาใหม่ พรหมเหล่านี้ พวกพรหมปุถุชนเนี่ย ฌานเสื่อมด้วย แล้วกิเลสมันก็เกิดเมื่อฌานเสื่อม แล้วก็พอเห็นง้วนดิน เอ้ะ! มันดีนี่ เข้าท่านี่ ก็ลง ลงมาดูซะหน่อย เอ้ะ! ลองไปกินง้วนดิน นี่มันอร่อยนี่ นี่ง้วนดินที่มันเกิดขึ้น นี่..เรื่องของกัปวินาศ
แล้วกัปวินาศเวลามันเกิดนี่ มันกินเขตตลอดไปทั่วทั้งแสนโกฏิจักรวาล แต่ไม่เลยไปถึงอนันตจักรวาล กินเขตทั่ว นี่ดังนี้ ประเด็นนี้พึงเข้าใจ
แล้วก็ที่นี้..กล่าวถึงพรหมแล้วนะ
สูงสุดคุณความดีสูงสุดของชาวโลก ก็คือ "อรูปพรหม"
อรูปพรหมนี่ เจริญฌานสมาบัติถึงจตุตถฌาน แล้วเพิกหรือละฌานนั้น ยังเห็นว่าฌานนี้ก็ยังหยาบอยู่ ปรารถนาฌานที่ละเอียด ปฏิเสธรูป ตรงกันข้ามกับอสัญญีสัตว์นะ นี่ปฏิเสธรูป
"รูป"คืออย่างไร ที่พูดนี่ เป็นต้นว่า เราอาศัยดวงแก้ว นี่เรียกว่าเอารูปเป็นกสิณน่ะ นี่เราอาศัยรูปเป็นสื่อ แต่ท่านปฏิเสธ เพราะว่าให้ระดับสมาบัติหรือระดับสมาธิที่ยังหยาบอยู่ แม้จะถึงจตุตถฌาน ปัญจมฌาน ก็ยังถือว่าหยาบอยู่ ท่านปรารถนาฌานที่ละเอียดปราณีตยิ่งกว่านั้นอีก โดยกำหนดเบื้องต้น เอาอากาศว่างเป็นอารมณ์ไม่มีที่สิ้นสุด เพ่งดูอากาศว่างนั้นแหละ จนกระทั่งบรรลุฌาน"อากาสานัญจายตนฌาน" อันนี้ ถ้าใครตายไป ยังทรงฌานนี้อยู่ ก็ไปเกิดชั้นนั้นแหละ ไปเกิดเป็นอรูปพรหมชั้นที่ ๑ นั้นแหละ
ทีนี้ ยังบอกว่า นี่ก็ยังหยาบอยู่ เอาใหม่ บางท่านนะเอาวิญญาณ วิญญาณธาตุเป็นอารมณ์ นั่นละเอียดมาก ก็เจริญอีก วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด นั่นก็ บรรลุคุณธรรมตรงนี้ก็เป็น"วิญญาณัญจายตนฌาน"
แม้นั้น ก็ยังหยาบอีก บางท่านเนี่ย บอกเอาชนิดที่ไม่มีอะไรน่ะ เป็น"อากิญจัญญายตนฌาน"
ลงท้าย สุดท้ายสูงสุด บอกนี่ก็ยังหยาบอยู่ นี่"อาฬารดาบส แค่"อากิญจัญญายตนฌาน"นะ ที่เคยสอนพระพุทธเจ้า "อุทกดาบส"ปรารภสูงไปกว่านั้น ว่ามีสัญญาก็ใช่ ไม่มีก็ใช่ คือ เหมือนกับไม่มี เหมือนไม่รู้ตัวเลย เพียงรู้นิดหน่อย นั่นบรรลุคุณธรรมเป็น"เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน" แตกกายทำลายขันธ์ มันก็ ติดอยู่ในฌานไหน ก็ไปเกิดอยู่ในภพภูมินั้น
นี่..เป็นชั้นของ"อรูปพรหม"
เพราะฉะนั้น...
นี่คือ ญาณตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่ทรงเห็นแจ้งโลก ในภพในจักรวาล ทั้งแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ไม่มีประมาณ นะ เพราะฉะนั้นจะสังเกตุว่า ญาณตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเรียกว่า"#พุทธญาณ" มันไปทั่ว ทรงเห็นแจ้งแทงตลอด นอกจากจักรวาลนี้ ต่อไปอีกแสนโกฏิจักรวาล และแม้อนันตจักรวาล พระองค์ก็ทรงเห็นไปได้ ดังนี้เป็นต้น
เพราะฉะนั้น อันนี้พึงเข้าใจว่า เป็นการบำเพ็ญบารมีอย่างสูง นี่เฉพาะ"ปัญญาธิกโพธิสัตว์"นะ
แต่ถ้า"ศรัทธาธิกโพธิสัตว์" ก็มีอานุภาพมากกว่านั้น
"วิริยาธิกโพธิสัตว์" เมื่อบรรลุคุณธรรมเป็นพระพุทธเจ้า ก็มีอานุภาพมากกว่านั้น
เอาล่ะ...
ทีนี้ เมื่อเข้าใจว่า กัปวินาศเกิดขึ้นเพราะกิเลส ตัณหา อุปาทาน ของสัตว์โลกทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์นะ เมื่อแรงไปทางด้านไหน ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดกัปวินาศ ด้วยธาตุไฟ ธาตุน้ำ ธาตุลม ไปเป็นลำดับ
แล้วก็ไหม้ เวลาเกิด ไหม้หรือน้ำท่วม หรือลมพัดอย่างรุนแรง จนสัตว์โลกนี้ตายกระจัดกระจายไปหมด สูงสุดทำลายได้ไปถึงชั้นสุภกิณหา ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของพรหมตติยฌาน แต่จตุตถฌานยังอยู่ คืออสัญญีสัตว์กับเวหับผลา
แล้วเวหับผลานั่น มีทั้งพรหมปุถุชน และพรหมที่เป็นอริยบุคคล อริยบุคคลมีถึงชั้นอนาคามีบุคคล แต่ทรงเพียงจตุตถฌาน ถ้าเป็นปัญจมฌานก็จะขึ้นไปอยู่ชั้นสุทธาวาส ไปเกิดที่ชั้นนั้น มันเป็นไปเองโดยอัตโนมัตินะ...