29 มิ.ย. 2021 เวลา 16:29 • ความงาม
Bottega Veneta pour Homme
เป็นการวนการใช้กลิ่นอายสาย Bottega Veneta pour Homme ที่น่าจะงงไปนิดนึงเพราะเริ่มที่รุ่น Extreme ตามด้วย Parfum โดยที่ข้ามรุ่นต้นตระกูลมาตลอดจนแบบว่า นี่เราจะไม่ได้แตะรากเหง้าของมันใช่ไหม เพราะกลิ่นนี้เลิกผลิตแล้วด้วย เช่นนั้นจึงได้ขวนขวายหามาจนได้กับกลิ่นอายที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเท่ห์และ Cool อย่างมีเสน่ห์ในการเป็นน้ำหอมชายที่ควรค่าต่อการลงคำว่า pour Homme ของแบรนด์
เช่นนั้น ก็ได้เวลามาพินิจพิเคราะห์กลิ่นซักทีว่าจุดตั้งต้นนี้เป็นอย่างไร
Bottega Veneta pour Homme เปิดตัวออกมาด้วยกลิ่นอายโทนสนไพน์ที่ชัดเจนและให้ความเป็นธรรมชาติสูงมาก เนื้อกลิ่นจะให้อารมณ์ไม้สนที่มีความสะอาดเจือความ Evergreen หรือความเขียวติดชะอุ่มๆ แบบเวลาริดกิ่งสนแล้วกลิ่นเขียวติดปร่าชื้นเจือหวานที่แทรกแกล้มไปกับความหอมตามสไตล์เนื้อไม้+ยางสนหอม (อารมณ์กลิ่นแบบเดทตอลที่ไม่ได้เข้มข้นมาก มันเลยรู้สึกสะอาดมีอนามัยให้จับต้องได้แนวๆ นั้น) และจะมีกลิ่นอายติดปร่าเขียวซ่าหน่อยๆ ของจูนิเปอร์เบอร์รี่ที่ให้อารมณ์กึ่งเหล้าจินที่สอดรับพอดี แถมตบท้ายปลายกลิ่นติดขมปนเปรี้ยวซ่าเบาๆ แบบสร้างบรรยากาศเย็นๆ ของมะกรูดฝรั่ง (ฺBergamot) เลยทำให้เนื้อกลิ่นเป็นสไตล์กลิ่นอายอะโรม่าไม้สนไพน์ที่ค่อนข้างชัดเจน เจือความร่วมสมัยที่มีความสดชื่นล้อมกรอบประปรายกำลังดี แอบมีกลิ่นติดดาร์กแบบหนังหน่อยๆ รองพื้นเนียนๆ ให้พอรู้สึกได้ถึงความดารก์เบาๆ รวมอยู่ด้วย เลยให้อารมณ์กลิ่นแบบป่าสนหน่อยๆ เย็นๆ เท่ห์ๆ ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นมีความแมนชัดเจน แต่ไม่ได้มาสายตะบี้ตะบันสร้างความแมนยัดเยียด เพราะเนื้อกลิ่นมีความเป็นธรรมชาติมากในการเป็นสนไพน์นี่แหละ เลยยกระดับเนื้อกลิ่นที่เป็นอีกเลเวลของกลิ่นอายสไตล์ผู้ชายสาย Cool นิ่งมีเสน่ห์ได้ตั้งแต่ช่วงเปิดเลยทีเดียว
ในช่วงกลางโทนกลิ่นจะมีความเป็นสไตล์ไม้หอมอะโรม่าที่มีความดาร์กซ้อนอยู่รองพื้นชัดเจนมากขึ้นมาอีกหนึ่งสเต็ป เพราะมีกลิ่นโทนหนังที่ชัดเจนมากขึ้นขึ้นมาตีคู่กับโทนกลิ่นสนไพน์ ซึ่งจะรักษาสมดุลย์กันได้ดีมาก อารมณ์กลิ่นหนังที่ไม่ได้ออกทาง Animalic มากเท่าไหร่ (มีบ้างแต่ให้เป็นลักษณะลูกเย้าจมูกที่ให้ดูเท่ห์มีเสน่ห์มากกว่าจะมาสายกลิ่นสาบเย้า) ซึ่งแน่นอนว่าจะมีกลิ่นออกทางเขียวติดปร่าเผ็ดหน่อยๆ แบบเนื้อไม้สนเหมือนกัน แต่มีลักษณะที่แตกต่างสร้างมิติเข้ามาเสริมจากกลิ่นของสนคริสต์มาส โดยที่มีกลิ่นติดโทนเผ็ดสดชื่นให้รู้สึกได้แกมกลิ่นออกทางติดหวานอ่อนๆ สมุนไพรนิดๆ แกมลาเวนเดอร์เนียนๆ ที่ทุก Notes กลิ่นจะสอดรับกันอย่างลงตัวส่งเสริมกันให้ได้ความเป็นกลิ่นไม้สนแกมหนังที่มีความเย็นๆ มีความแมนแกมสะอาดแบบมีเสน่ห์กับพื้นฐานกลิ่นที่เป็นไม้หอมแกมดาร์กที่น่าค้นหา โดยคุมโทนความสดชื่นล้อมกรอบได้อย่างเนียนๆ และมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งช่วงนี้จะได้อารมณ์กลิ่นแบบผู้ชายใส่เสื้อแจ็คเกตหนังกลิ่นอ่อนๆ ยืนอยู่ท่ามกลางอากาศเย็นๆ เคล้ากลิ่นไม้สนแกมเขียวปร่าจูนิเปอร์ แบบที่มีการตัดต้นสนกองๆ อะไรประมาณนั้น
ในการส่งต่อในช่วงท้ายเนื้อกลิ่นจะเริ่มลดโทนสดชื่นลงตามลำดับ จนกลิ่นหนังเริ่มกลายเป็นตัวเด่นขึ้นมาแต่กลิ่นไม้สนก็ไม่ได้หนีไปไหน เพราะจะผสมกับกลลิ่นหนังจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน ก็จะเป็นการเป็นช่วงท้ายเต็มตัว โดยให้อารมณ์กลิ่นหนังปนกลิ่นสนที่มีมิติซ้อนกันได้อย่างสมดุลย์ โดยที่จะมีพิมเสนเข้ามาเสริมให้ความปร่าระเรื่อซ่อนด้วยกลิ่นปร่าเขียวอ่อนๆ ของจูนิเปอร์ที่ตามมาในช่วงนี้แบบเหลือบางๆ และมีความอบอุ่นลึกๆ เป็นฐานกลิ่นล่างสุด ซึ่งเนื้อกลิ่นจะให้ความเป็นโทนหนังเจือปร่าเย็นๆ แกมไม้หอมที่มีลูกผสมโทนอบอุ่นให้พอรู้สึกได้ สร้างเสน่ห์ทางกลิ่นที่คุมโทนความเท่ห์ นิ่ง น่าค้นหา และ Cool แบบที่มีความร่วมสมัยแบบชัดเจนปิดท้ายสร้างออร่าคลอผิวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจางไปตามเวลาที่สมควรตามสภาพผิว
เหมาะสำหรับ - ผู้ชายทุกเพศวัยทำงานขึ้นไปก็สามารถใช้ตัวนี้ได้แล้ว ซึ่งพื้นฐานกลิ่นจะมีความเป็นโทน Classic กับกลิ่นแนวสนแกมกลิ่นหนังก็จริงๆ แต่เนื้อกลิ่นก็ไม่ได้จัดจ้านในด้านนี้นัก เพราะความเป็นโทนอื่นๆ ที่มาผสมผสานมันสร้างความร่วมสมัยสไตล์ Contemporary ได้อย่างลงตัว จนทำให้อารมณ์กลิ่นเป็นแมน เท่ห์ นิ่ง ที่มีระดับ เลยตอบโจทย์การใช้งานแบบเน้นความเท่ห์มีเสน่ห์เสียมาก ซึ่งได้กับทั้งทางการและทั่วๆ ไปแบบกวาดหมดในยามกลางวัน ส่วนกลางคืนจะเน้นแบบกิจกรรมแบบ Outdoor หรือว่าเน้น Cool ออกงานหรือโรแมนติคก็ยังได้ แต่ถ้าไปท่องราตรีไปที่ตัว Extreme หรือ Parfum ดีกว่า ชัดเจนกว่า
ความทน - ลงตัวที่พื้นฐานกลิ่นราวๆ 8 ชม. เป็นสำคัญ และไปต่อได้ตามแต่สภาพผิวที่เอื้ออำนวย โดยส่วนตัวเจอไปที่ 12 ชม. กลิ่นยังคงอยู่ให้จับต้องได้
การกระจาย - กลิ่นกระจายดีในตอนต้น แล้วจะผ่อนลงมาปานกลางไปราวๆ 3 ชม. ก่อนจะเป็นออร่ารอบๆ ตัวไปเรื่อย แล้วเป็น Skin Scent เอาตอนราวๆ 6 - 8 ชม. ไปแล้ว
สรุป - สมแล้วที่เป็นรุ่นตั้งต้นที่มีความดีงามสูงมากและเป็นกลิ่นอายสไตล์ Timeless ที่ดึงความดีงามของกลิ่นสนไพน์และโทนหนังออกมาเพื่อเป็นน้ำหอมชายได้อย่างลงตัวและมีเสน่ห์มากแบบที่แตะความ Classic ก็ได้ ความ Modern ก็ดีเป็นพื้นฐานหลัก ในการส่งต่อลายเซ็นเดียวกันให้กับรุ่นต่อเนื่องอีก 2 รุ่น ซึ่งถ้าสรุปการไล่เรียงโทนกลิ่นก็จะบอกได้แบบนี้เลย
Original = สนไพน์และหนังที่สมดุลย์และมีความ Cool และมีเสน่ห์ที่ลงตัว
Extreme = ต่อยอดจากรุ่นตั้งต้น แต่เพิ่มความอบอุ่นแกมหนัง Animalic เข้ามาเสริมให้แมนจัดชัดเจนขึ้น
Parfum = ต่อยอดจาก Extreme กับความเข้มข้นของโทนหนัง เครื่องเทศ และไม้ติดดาร์กที่ให้ความทันสมัยมากขึ้น
หมายเหตุ:
1. บทความนี้มาจากประสบการณ์ใช้ส่วนบุคคล ถ้าใช้แล้วไม่เหมือนกับที่ผมเขียนเพราะน้ำหอมเวลาอยู่บนผิวแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปได้ ซึ่งมันเป็นทั้งเสน่ห์เฉพาะและเป็นข้อเสียสำหรับคนที่ไม่ชอบในเวลาเดียวกัน
2. บทความนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรอง ห้าม!!! ผู้ใดจะเอาไปใช้อ้างอิงทางการพาณิชย์ ยกเว้นแบรนด์ สุคนธกร และเจ้าของแบรนด์ในการสร้างสรรค์กลิ่นนี้ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ ในกรณีถ้าเจอว่ามีบุคคลนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องว่าตามบริบทของกฎหมาย รวมถึงกรณีเมื่อมีร้านไหนนำไปใช้ตามการอนุญาตแล้ว ก็ขอแจ้งว่า ”เข็มขัดสั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับร้านน้ำหอม/ผู้จำหน่ายคนนั้นๆ”
โฆษณา