1 ก.ค. 2021 เวลา 11:17 • ธุรกิจ
ถ้าเป็นคนปกติทั่วไปไม่ทำธุรกิจนี้แน่ๆ เพราะเห็นแววแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม...
#อะไรทำให้เขากล้าลงแข่งในธุรกิจชาบู?!
ทั้งที่ตอนนั้นมีเงินทุนแค่ล้านเดียว หรือเทียบเป็นเงินแค่ 20% ของคู่แข่งในตลาด และที่สำคัญกว่าคือ #ต่อทำชาบูไม่เป็น!
"ต่อ-ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี" ได้เล่าเบื้องหลังวิธีคิดและวิธีทำการบ้านก่อนเปิดร้านชาบูในปี 2557 ผ่านคลิปรายการ The Money Case by The Money Coach EP.105
ซึ่งเราได้สรุปใจความสำคัญที่เราชอบๆ และคิดว่าเหมาะเก็บไว้ใช้เป็น #คู่มือก่อนเริ่มธุรกิจ
ใครที่ฝันอยากเปิดร้านอาหาร หรือธุรกิจอื่นๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้นะคะ : )
1 #ทำไมต้องเป็นธุรกิจอาหาร?
ย้อนกลับไปก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะลงไปเล่นธุรกิจร้านอาหาร ความที่ต่อเป็นสถาปนิก และได้เปิดบริษัทออกแบบมาประมาณ 3-4 ปี ทำให้ต่อมีโอกาสได้ออกแบบร้านอาหารให้กับลูกค้าอยู่หลายราย
ด้วยเหตุนี้ธุรกิจร้านอาหารจึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกสร้างรายได้ ในช่วงเวลาที่เขาจำเป็นต้องช่วยดูแลครอบครัวต่อจากคุณพ่อที่ธุรกิจกำลังมีปัญหา
แต่ด้วยพื้นฐานที่ต่อให้ความสำคัญกับการตัดสินใจด้วย “ตัวเลข” หรือสถิติ มากกว่าใช้ความรู้สึก เขาจึงนำความรู้เรื่องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Investment Real Estate) มาช่วยประเมินตัวเลขการรีเทิร์นของธุรกิจ
“ธุรกิจร้านอาหารไม่แย่นะ ความเสี่ยงสูง แต่ถ้าตัวเลขมันพอได้ ก็น่าจะพอโอเค”
ก่อนทำการประเมินต่อได้เก็บข้อมูลเบื้องต้นจากผู้ที่อยู่ในวงการนี้มาก่อน เช่น ถ้าลงทุนด้วยเงิน 100 บาท ประกอบด้วยค่าอะไร เท่าไหร่ ก่อนจะเบรคดาวน์ต้นทุนออกมาจนพบว่า 70% ของเงินลงทุน คือค่าตกแต่งร้าน และจุดนี้เองที่ทำให้ต่อพบโอกาสรอด-เอาชนะในสนามนี้ได้
“เราเป็นสถาปนิก เราสามารถสร้างคุณค่าให้กับงานดีไซน์ได้ เราสามารถใช้ของถูกๆ มาแต่งได้ เงินน้อยๆ ก็ทำร้านได้ ก็เป็นไอเดียขึ้นมาโดยที่เราทำอาหารไม่เป็นเลย”
2 #ทำไมต้องเป็นชาบู?
เมื่อตัดสินว่าจะลุยในธุรกิจอาหาร เพราะมีโอกาสรีเทิร์นสูง ต่อจึงไปดูเทรนด์ของร้านอาหารจากศูนย์วิจัยต่างๆ ว่า ร้านอาหารไหนอยู่ในช่วงขาขึ้น-ขาลง
ตอนนั้นนั้นเขาพบว่าบางตลาดอยู่ช่วงขาลง บางตลาดยังไม่เติบโต ในขณะที่ชาบูโตเกือบ 20% มา 2-3 ปี และจากพื้นฐานความรู้เรื่องการทำอสังหา ทำให้เขารู้ว่าจากกราฟที่เห็นนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่ชาบูจะขึ้นแน่ๆ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
“เกาะขบวนนี้แหละ ไม่ตายแน่นอน ดีไม่ดีค่อยกว่ากัน”
3 #ทำไมเลือกตลาดระดับกลาง?
จากการอ่านมาร์เก็ตรีเสิร์ชร้านชาบูในประเทศไทยทั้งหมด พร้อมเดินทางไปกินชาบูทั้งร้านในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สังเกตกลุ่มลูกค้า สังเกตหัวที่มานั่งกินแต่ละชั่วโมง อะไรที่เก็บเป็นตัวเลขได้ต่อเก็บข้อมูลหมด จนในที่สุดก็พบว่า ตลาดชาบูแบ่งเได้ป็น 3 ระดับ
ระดับล่าง คือชาบูที่เป็นแฟรนไชส์ขยายตามต่างจังหวัด หัวละ 300-400 บาท
ระดับกลาง คือชาบูที่เล่นในกรุงเทพฯเป็นหลัก หัวละ 300-600 บาท
ระดับบน หรือพรีเมียม หัวละ 600-800
“ล่างนี่เราไม่ลงไปเล่นแน่นอน เพราะผู้เล่นที่มีตังค์อยู่เยอะ พวกนี้เขาดั๊มราคาลงได้ แต่เราไม่มีตังค์ไปสู้กับเขา ตลาดระดับบนเราก็กินอาหารไม่เป็น ไปทำระดับบนให้คนมีตังค์กิน เราว่าไม่รอดแน่ๆ และเราไม่มีเงินตกแต่งร้านด้วย เราก็เลยเลือกระดับกลาง”
จากนั้นต่อก็ศึกษาคู่แข่งแต่ละคนลึกลงไปอีก เขาเปรียบเปรยเหมือนตัวเองเตรียมจะไปต่อยมวย
“เราไปดูด้วยว่าโปรโมเตอร์เขาเป็นใคร เราจึงเห็นว่าพวกนี้ก็ไม่ถึงกับมืออาชีพมากนัก คือเป็น SME ที่ลงมาเปิดร้านอาหาร เราคิดว่าจะสู้เขาได้ ก็เริ่มมองเวทีว่าเราจะไปต่อยรุ่นไหน”
4 #ทำไมตกแต่งร้านสไตล์นี้?
ปกติร้านชาบูระดับกลางที่ขายหัวละ 500-600 สาขาที่อยู่นอกห้างจะใช้เงินลงทุนประมาณ 6-7 ล้านบาท ส่วนสาขาที่อยู่ในห้างรวมเงินมัดจำต้องใช้เงิน 7-10 ล้านบาท
แต่ตอนนั้นต่อมีเงินลงทุนประมาณ 1,000,000 บาท แบ่งเป็นเงินสด 800,000 ที่เหลือรูดบัตรเครดิตเต็มวงเงิน พูดง่ายๆ คือเขามีเงินแค่ประมาณ 20% ของเจ้าอื่นในตลาดระดับเดียวกัน
ด้วยความรู้จากการทำงานก่อสร้าง ต่อใช้ BoQ (Bill of Quantities) แบ่งรายการใช้จ่ายเงินออกมาเป็นหมวดๆ
แต่ละหมวดใช้เงินเท่าไหร่
เมื่อพบว่าถ้าใช้เงินเต็มที่กับทุกหมวด เงินไม่มีทางพอแน่ๆ ต่อจึงนำความรู้ในฐานะสถาปนิกเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้
ของบางอย่างต่อเลือกใช้ของโละสต๊อกมาตกแต่ง
บางอย่างใช้ของรีไซเคิล
บางอย่างเซ้งมาจากเว็บต่างๆ
แล้วนำทั้งหมดมารวมร่างกันจนกลายเป็นร้านชาบูของต่อ
“อาจจะประกอบเป็นร้านที่ไม่ค่อยดีมากนัก แต่ก็เริ่มขายได้ก่อน แล้วพอได้กำไรเราค่อยเอามาเปลี่ยน คือถ้าเรารอให้เงินครบ 3-4 ล้าน เราไม่ได้เริ่มร้านแน่นอน”
ถึงจะมีงบจำกัด แต่กับสิ่งที่ “อยู่บนโต๊ะลูกค้า” ต่อทุ่มเต็มที่!
“ไม่มีใครไปกินแล้วหันหน้ามองฝ้าเพดาน แต่งฝ้าสวยจัง พื้นกระเบื้องสวยจัง เพราะฉะนั้นอะไรที่อยู่ที่โต๊ะ เราใช้ของดีที่สุด อะไรที่เขาไม่โฟกัส เราก็ให้ความสำคัญน้อยๆ แต่เราสร้างสไตล์ให้มัน”
เมื่อมีเงินไม่มากพอ ก็ใช้ทักษะที่มีให้มากขึ้น แต่ที่เราประทับใจคือต่อไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยน ‘ข้อจำกัด’ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ แต่เขายังเปลี่ยนมันเป็น ‘ข้อได้เปรียบ’ ในการลงทุนได้อีกด้วย
“เราหาจุดต่างในสไตล์ เราทำความไม่เนี้ยบให้กลายเป็นจุดขายของเรา เพนกวินทุกสาขา จะเห็นว่ากระเบื้องก็ไม่ค่อยเนี้ยบ ฝ้าเพดานก็ไม่มี ไฟก็เดินลอย เราใช้ของถูกที่สุด แล้วมันกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราจ่ายเงินลงทุนต่ำลง ทำให้รีเทิร์นของผมเร็วกว่าคนอื่นเท่าตัว”
To be continued...
ตอนต่อไป จะเป็นเบื้องหลังวิธีสร้างแบรนด์และกลยุทธ์ #ทำไมต้องเพนกวิน?
ขอบอกว่าสนุกมาก มีประโยชน์มากสำหรับคนอยากทำแบรนด์ร้าน "กดติดตามไว้" แล้วพบกันพรุ่งนี้ 2 ก.ค. 64 นะคะ : )
#ช่วยสนับสนุนร้านเพนกวินให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด
ตอนนี้เพนกวินมีขายคูปองลดกระหน่ำมาก หมดเขตวันที่ 4 ก.ค. นี้!
ห้ามพลาด! >> https://bit.ly/3Adkfkh
ฟังคลิปสัมภาษณ์เต็มๆ ในรายการ https://youtu.be/H3ykIen4g9E
#MeeSkill
#มีสกิลสร้างธุรกิจ
#ต่อเพนกวิน
โฆษณา