3 ก.ค. 2021 เวลา 07:54 • ข่าว
เกาหลีเหนือหวั่น 'คนรุ่นใหม่' เป็นจุดเริ่มต้นการล่มสลายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์
คนรุ่นใหม่ในเกาหลีเหนือกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวที่สุดสำหรับคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีประสบการณ์ในการซื้อขายในตลาดทุนนิยมและสามารถเข้าถึงวัฒนธรรมต่างชาติ พวกเขาจึงไม่คิดว่าพวกเขาติดหนี้บุญคุณตระกูลคิมและพรรคแรงงาน ต่างจากรุ่นพ่อแม่
ซอแจ-พยอง ผู้อำนวยการสมาคมชาวเกาหลีเหนือแปรพักตร์ อธิบายว่า เกาหลีเหนือก็มีช่องว่างระหว่างวัยเหมือนกับในเกาหลีใต้ หากสงครามเกาหลีเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเกาหลีใต้พี่แบ่งแยกระหว่างคนที่เคยอยู่ในสงครามกับคนที่เกิดหลังสงคราม จุดเปลี่ยนของเกาหลีเหนือก็คือช่วงกลางทศวรรษ 90 ที่เกิดทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ในเกาหลีเหนือ
ชาวเกาหลีเหนือช่วงอายุ 20-30 กว่าปี ถูกเรียกว่า รุ่น ‘จังมาดัง’ ที่แปลว่า ตลาด ซึ่งมีประมาณ 14% ของประชากรเกาหลีเหนือทั้งหมด 25 ล้านคน โดยตอนยังเด็ก คนกลุ่มนี้เคยผ่านทุพภิกขภัยครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัตศาสตร์สมัยใหม่ของเกาหลีเหนือที่ประเมินว่ามีคนตายจากความอดอยากไปประมาณ 330,000 คน ระบบแบ่งสันปันส่วนอาหารของรัฐบาลล่มสลาย จนคนต้องหาเงินมาซื้ออาหารเพื่อประทังชีวิต ทำให้คนกลุ่มนี้คุ้นเคยกับตลาดตามระบบทุนนิยม และไม่จงรักภักดีต่อระบอบคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนืออีกต่อไป เพราะมองว่าพวกเขาไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากระบบนี้ จึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย ทั้งในแง่ความจงรักภักดี อุดมการณ์ และแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำประเทศ
แทยงโฮ ส.ส.พรรคพลังประชาชนของเกาหลีใต้ ซึ่งเคยเป็นทูตเกาหลีเหนือในอังกฤษก่อนจะแปรพักตร์มาอยู่เกาหลีใต้กล่าวว่า หลังจากผ่านภาวะข้าวยากหมากแพงครั้งใหญ่มา คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงสื่อและวัฒนธรรมต่างชาติมากขึ้น คนรุ่นใหม่ราว 70-80% ดูภาพยนตร์หรือซีรีส์เกาหลีใต้
คิมยงฮวา หัวหน้าสมาคมสิทธิมนุษยชนผู้ลี้ภัยเกาหลีเหนือกล่าวว่า หลายคนดูซีรีส์เกาหลีใต้ และมีอีกหลายคนที่ได้เห็นว่าจีนเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนนับตั้งแต่ปฏิรูปและเปิดประเทศ คนรุ่นใหม่ในเกาหลีเหนือตระหนักว่าเศรษฐกิจเกาหลีเหนืออ่อนแอ พวกเขาได้รับรู้ว่ามีคนหนีไปเกาหลีใต้และมีชีวิตที่ดีขึ้น แม้พวกเขาจะไม่สามารถเสี่ยงชีวิตแล้วลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล แต่พวกเขารู้แค่ว่า พวกเขารู้ว่า พวกเขาจะได้แต่ความหิวโหยเป็นการตอบแทนความจงรักภักดีต่อคิมจองอึน
::: ความจงรักภักดีที่ลดลงจะกลายเป็นวิกฤตในอนาคต :::
ในช่วงแรกที่คิมจองอึนขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เขาเหมือนจะมุ่งหน้าไปสู่การปฏิรูปประเทศและเปิดประเทศมากขึ้น แต่ปัญหาภายในประเทศ ภัยธรรมชาติ การถูกต่างชาติคว่ำบาตรจากการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จนถึงโควิด-19 ระบาด ทำให้เกาหลีเหนือปิดประเทศอย่างแน่นหนากว่าเดิม ขณะเดียวกัน รัฐบาลเกาหลีเหนือก็เกรงว่าคนรุ่นใหม่ที่ไม่จงรักภักดีของรัฐบาลแล้วและเข้าถึงวัฒนธรรมต่างชาติจะเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือ
ซอแจ-พยองกล่าวว่า หลังจากคิมจองอึนขึ้นสู่อำนาจไม่นาน รัฐบาลเกาหลีเหนือหันมาให้ความสำคัญกับการสอนอุดมการณ์ของระบอบให้แก่เด็กๆ มากขึ้น มีการจัดอีเวนต์ใหญ่สำหรับสหภาพเด็กเกาหลี เพื่อแสดงถึงความสนใจและเอาใจใส่ของรัฐบาลที่มีต่อเด็ก เพราะพวกเขาเชื่อว่าจะต้องสอนเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่ยังเด็ก
นอกจากนี้ พัคยองจา นักวิจัยจากสถาบันรวมชาติเกาหลี มองว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือเพิ่มการปกครองด้วยความกลัวผ่านการทำโทษให้สาธารณะรับรู้ เช่น การประหารชนชั้นนำที่ไม่แสดงความจงรักภักดีหรือไม่มีความสามารถมากพอ ขณะที่รายงานของหน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ระบุว่า เกาหลีเหนือเพิ่มมาตรการเข้มงวดในเกี่ยวกับการเสพสื่อของเกาหลีใต้ มีการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนด้วยการใช้แรงงานหนัก 15 ปี ซึ่งอาจบ่งชี้ได้ว่าคิมจองอึนรู้สึกกังวลว่าความจงรักภักดีที่ลดลงจะกลายเป็นวิกฤตในอนาคต
เมื่อ เม.ย.ที่ผ่านมา คิมจองอึนได้สั่งให้มีการตรวจสอบวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ ทั้งเรื่องแฟชั่น ทรงผม วิธีการพูดและปฏิบัติตัว เพราะมองว่าวัฒนธรรมคนรุ่นใหม่เป็นวิกฤตร้ายแรงที่จะชี้ชะตาพรรค การปฏิวัติ ประเทศและประชาชนของเกาหลีเหนือ
พัคยองจาคาดว่า ในช่วง 5 ปีนี้ เกาหลีเหนือไม่น่าจะเผชิญกับภาวะแร้นแค้นครั้งใหญ่จนคนตายจำนวนมากแบบที่เคยเจอช่วงกลางทศววรษ 1990 ยกเว้นจะเกิดภัยธรรมชาติรุนแรง เพราะคนรุ่นใหม่รู้จักกลไกการเอาตัวรอดผ่านตลาดทุนนิยมมาแล้ว และสิ่งที่คิมจองอึนกลัวมากที่สุดน่าจะเป็นการที่ประชาชนที่เคยสัมผัสกับเงินและเสรีภาพจะหันมาต่อต้านรัฐบาล
โฆษณา