11 ก.ค. 2021 เวลา 07:03 • ข่าว
10 ปี ‘ซูดานใต้’ เอกราชที่ไม่มีความสุข
ขัดแย้ง ชิงอำนาจ คอร์รัปชัน ไร้ตัวตนในสายตานานาชาติ
ซูดานใต้ ประเทศน้องใหม่ในศตวรรษที่ 21 ที่ประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากซูดานเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2554 นับเป็นประเทศเอกราชอย่างเป็นทางการที่อายุน้อยที่สุดในปัจจุบัน
การแยกประเทศและประกาศเอกราชจากซูดาน เป็นความหวังของชาวซูดานใต้ที่หวังว่าชีวิตจะดีขึ้น มีความสุขขึ้น พร้อมความเจริญรุดหน้ามากขึ้น หลังจากต้องตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งรุนแรงมาอย่างยาวนานจากสงครามกลางเมือง
🔵 กำเนิดซูดานใต้
รัฐบาลซูดานสู้รบกับกลุ่มกบฏในสงครามกลางเมืองครั้งที่ 1 มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 - 2515 และกองทัพปลดปล่อยประชาชนซูดาน (SPLA/M) ในสงครามกลางเมืองครั้งที่ 2 เป็นเวลาอีกเกือบ 21 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง SPLA/M ในปี พ.ศ. 2526 ซึ่งส่งผลให้เกิดการปล่อยปละละเลย การขาดการพัฒนาสาธารณูปโภค ตลอดจนการทำลายล้างและการย้ายประชากรอย่างมโหฬาร มีผู้ถูกสังหารมากกว่า 2.5 ล้านคน และมีอีกมากกว่า 5 ล้านคนถูกขับออกจากถิ่นที่อยู่ กลายเป็นผู้ลี้ภัยจากผลของสงครามกลางเมืองและที่เกี่ยวข้องกับสงคราม
1
มีการประเมินว่าภูมิภาคซูดานใต้มีประชากร 8 ล้านคน แต่เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวไม่มีการทำสำมะโนประชากรมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว ตัวเลขประมาณนี้จึงอาจคาดเคลื่อนอย่างรุนแรง เศรษฐกิจส่วนใหญ่เป็นแบบชนบทและพึ่งพาเกษตรกรรมเพื่อยังชีพเป็นหลัก ในกลางคริสต์ทศวรรษ 2000 เศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนจากที่ชนบทเด่นกว่ามาเป็นเขตเมือง โดยสังเกตได้ว่าซูดานใต้มีการพัฒนาอย่างกว้างขวาง
ความต้องการแยกซูดานใต้ออกมาเป็นเอกราช ได้มีการจัดการลงประชามติระหว่างวันที่ 9 - 15 มกราคม พ.ศ. 2554 โดยประชากรถึง 98.83% ได้เห็นด้วยกับการแยกประเทศ ผลการลงประชามติเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554 ชาวซูดานที่อาศัยอยู่ทางเหนือและที่อยู่โพ้นทะเลก็มาใช้สิทธิ์ด้วยเช่นกัน ผลการลงประชามตินำไปสู่การได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ถึงแม้ว่าข้อพิพาทบางประการจะยังคงดำเนินต่อไป อย่างเช่น ส่วนแบ่งรายได้จากการค้าน้ำมัน ซึ่งมีการประเมินว่า 80% ของน้ำมันในซูดานอยู่ในซูดานใต้ นับเป็นศักยภาพทางเศรษฐกิจอันน่าทึ่งสำหรับพื้นที่เสื่อมโทรมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภูมิภาค Abyei ยังคงอยู่ในระหว่างพิพาทและจะมีการจัดการลงประชามติแยกต่างหากใน Abyei ว่าชาวเมืองต้องการจะเข้าร่วมกับซูดานเหนือหรือซูดานใต้ ความขัดแย้งคูร์ดูฟันใต้ปะทุขึ้นในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2554 ระหว่างกองทัพซูดานใต้กับ SPLA เหนือเทือกเขานูบา
1
ซูดานใต้กำลังทำสงครามกับกลุ่มติดอาวุธอย่างน้อย 7 กลุ่ม โดยมีประชากรถูกบังคับให้ย้ายออกจากถิ่นที่อยู่แล้วหลายหมื่นคน
1
🔵 ความสุขของเอกราชอันแสนสั้น
หลังจากฉลองชัยการเป็นประเทศเอกราชได้ไม่ถึง 1 ปีครึ่ง ประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรแห่งนี้ก็ตกอยู่ในสงครามกลางเมืองที่โหดร้าย คร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 400,000 คน
ผลของสงครามกลางเมือง ทำให้ประชาชน 1.6 ล้านคนจาก 11 ล้านคนในประเทศต้องพลัดถิ่นในซูดานใต้ ในขณะที่ชาวซูดานใต้มากกว่า 2 ล้านคนได้ลี้ภัยในประเทศอื่น
2
ในเดือนธันวาคม 2556 เกิดการแก่งแย่งอำนาจทางการเมืองระหว่างประธานาธิบดีกีร์และอดีตรองประธานาธิบดี รีค มาชาร์ (Riek Machar) เมื่อประธานาธิบดีกล่าวหามาชาร์และผู้อื่นอีกสิบคนว่าพยายามรัฐประหาร แม้ทั้งสองมีผู้สนับสนุนจากชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทั่วซูดานใต้ แต่การสู้รบต่อมาเป็นชุมชน โดยกบฏมุ่งเป้าสมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ดิงกาของกีร์และทหารรัฐบาลโจมตีนูเออร์ และทหารยูกันดายังสู้รบร่วมกับกำลังรัฐบาลซูดานต่อต้านกลุ่มกบฏ
ทุกวันนี้ ซูดานใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก มีประชากร 8 ล้านคน หรือ 2 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด ต้องฝากชีวิตไว้อยู่กับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) เตือนเมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่าซูดานใต้กำลังประสบกับวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุด หน่วยงานดังกล่าวระบุในรายงานที่เผยแพร่ก่อนวันครบรอบปีที่ 10 ของซูดานใต้ว่า เด็กกว่า 300,000 คนอายุต่ำกว่า 5 ขวบมีความเสี่ยงที่จะอดอาหาร
ในรายงาน ยูนิเซฟเน้นย้ำว่าชีวิตของผู้คนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากโครงสร้างของรัฐที่อ่อนแอ ความยากจนขั้นรุนแรง วิกฤตทางสังคมและเศรษฐกิจ ผลที่ตามมาของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการระบาดใหญ่ของโควิด-19
🔵 ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่ไม่มีวันหมดไป
คลีเมนซ์ ปีนูด ผู้เชี่ยวชาญด้านซูดานใต้ แห่งมหาวิทยาลัยอินเดียนา ให้ข้อมูลว่า ความขัดแย้งของชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยที่ความหลากหลายในซูดานใต้ คือปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศ
“ความรุนแรงในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อพลเรือนของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่รุมเร้าประเทศน้องใหม่ที่อายุน้อยที่สุดในสหประชาชาติ ระหว่างการต่อสู้เพื่อเอกราชของซูดานใต้จากซูดาน กลุ่มชาติพันธุ์ดิงกา (Dinka) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอิทธิพลในซูดานใต้ และกลายเป็นผู้กุมอำนาจในพื้นที่เหนือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ และแต่งตั้ง “ซัลวา คีร์ (Salva Kiir)” ที่เป็นชาวดิงกาขึ้นเป็นประธานาธิบดีนับตั้งแต่วันที่ได้รับเอกราช
2
หลังจากนั้นได้มีคำสั่งปลดรองประธานาธิบดี รีค มาชาร์ (Riek Machar) ซึ่งตัวแทนจากกลุ่มชาติพันธุ์นูเออร์ (Nuer) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ โดย คีร์ กล่าวหาว่า มาชาร์ วางแผนที่จะโค่นล้มตัวเองแม้ว่าทั้งสองจะอยู่ฝ่ายเดียวกันในการผลักดันให้ซูดานใต้ได้รับเอกราชก็ตาม
การปลดรองประธานาธิบดี มาชาร์ ทำให้ประเทศเข้าสู่สงครามกลางเมืองที่โหดร้ายที่สุดแห่งหนึ่งในยุคปัจจุบัน โดยมีการสังหารหมู่ การข่มขืน และการเกณฑ์ทหารเด็ก
สงครามกลางเมืองยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2561 จึงมีลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างคู่ขัดแย้ง
🔵 ภาวะของผู้นำที่อ่อนแอ ทำให้ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง
ซูดานใต้ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 แต่ก็ยังคงมีความขัดแย้งภายในเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้คนมากกว่า 1,000 คนเสียชีวิตจากความรุนแรงระหว่างชาติพันธุ์ในช่วงครึ่งหลังของปี
รายงานของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในซูดานใต้ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 พบว่า "การโจมตีพลเรือนที่ทวีความรุนแรงขึ้นโดยกลุ่มติดอาวุธและกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากกุล่มชาติพันธุ์ต่างๆ โดยมักได้รับการสนับสนุนจากรัฐติดอาวุธและกองกำลังกลุ่มกบฏ ซึ่งกองกำลังติดอาวุธเหล่านี้ยังถูกแบ่งแยกตามเชื้อชาติและมักภักดีต่อนักการเมืองบางคนมากกว่ารัฐอีกด้วย
ผู้สังเกตการณ์กล่าวหาว่าทั้ง คีร์ และ มาชาร์ เล่น "เกมรอ" โดยชะลอการดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพอย่างเต็มรูปแบบและขัดขวางการจัดตั้งกลไกความรับผิดชอบ ซึ่งรวมถึงศาลอาชญากรรมสงครามโดยความร่วมมือกับสหภาพแอฟริกา โดยผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า ซูดานใต้มีความหวังอันเลือนลางมากตราบใดที่นักการเมืองในปัจจุบันยังคงอยู่ในอำนาจ
แอนดรูว์ อัตตา-อาซาโมอาห์ นักวิจัยอาวุโสของสถาบันเพื่อการศึกษาความมั่นคงแห่งแอฟริกาใต้ (ISS) ระบุว่า ควรให้พื้นที่แก่กลุ่มผู้นำกลุ่มใหม่ที่จะสะท้อนความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับความเป็นจริงและความหลากหลายของประเทศซูดานใต้หลังความขัดแย้งมายาวนาน นั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ ในขณะนี้
🔵การคอร์รัปชันอย่างมโหราฬทีมองเห็นได้ นานาชาติยังเมิน
นอกจากความรุนแรงจากความขัดแย้งและการแก่งแย่งชิงอำนาจภายในแล้ว ซูดานใต้ยังถูกรุมเร้าด้วยปัญหาการคอร์รัปชันของรัฐบาลท้องถิ่น
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในซูดานใต้พบในรายงานปี 2563 ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล้นเงินกองทุนสาธารณะ เช่นเดียวกับการฟอกเงิน การติดสินบน และการหลีกเลี่ยงภาษี
1
“เมื่อเวลาผ่านไป การทุจริตได้ผลประโยชน์มหาศาลจนทำให้ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจและทุกสถาบันของรัฐติดเชื้อทุจริตกันหมด”
ในทางกลับกัน สิ่งนี้ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ของซูดานใต้ แม้จะมีปัญหาใหญ่ของประเทศ แต่ก็ไม่สามารถรับความสนใจจากนานาชาติ
นักวิเคราะห์ความขัดแย้ง แอตตา-อาซาโมห์ (Atta-Asamoah) มองว่านี่เป็นเพราะประชาคมระหว่างประเทศเริ่มเบื่อหน่ายกับซูดานใต้ที่เฉื่อยชากับการแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดวิกฤตหนึ่งไปสู่อีกวิกฤตหนึ่ง
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ ไม่ควรอยากยอมแพ้ และมีความหวังว่าในท้ายที่สุดสถานการณ์จะดีขึ้น แรงกดดันจากนานาชาติภายนอกอาจเป็นแค่การกระตุ้น แต่ท้ายที่สุดหน้าที่ทั้งหมดต้องเกิดขึ้นจากภายในประเทศซูดานใต้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะรักษาความก้าวหน้าและหาทางแก้ปัญหาต่อไป ซึ่งจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ยังไม่มีใครรู้
10 ปีของอิสรภาพที่ไม่ได้เบ่งบานสวยงามอย่างที่ควรจะเป็น คงเป็นเหมือนฝันร้ายของชาวซูดานใต้ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มันจะจบลง และพัฒนาให้หลุดพ้นจากความเป็นประเทศที่ยากจนและขัดแย้งที่สุดของโลกได้
2
╔═══════════╗
ไม่พลาดบทความสาระดีๆ ที่ Reporter Journey ตั้งใจสร้างสรรเพื่อผู้ติดตามทุกท่าน อย่าลืมกดติดตามเพจ ติดตาม Reporter Journey ได้ทุกช่องทางที่
╚═══════════╝
โฆษณา