15 ก.ค. 2021 เวลา 10:14 • ดนตรี เพลง
ในปีค.ศ.2013 โรลลิงสโตน (Rolling Stone) นิตยสารในสหรัฐอเมริกาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับดนตรี การเมือง และวัฒนธรรมสมัยนิยม ได้จัดทำโพลสอบถามผู้อ่านนิตยสารว่าเพลงไหนเป็นเพลงที่เศร้าที่สุดในโลกตลอดกาล
และจากผลสำรวจพบว่าเพลง “Tears in Heaven” ของเอริค แคลปตัน (Eric Clapton) กลายเป็นเพลงที่เศร้าที่สุดตลอดกาลอันดับหนึ่ง เพลงนี้เอริคแต่งขึ้นจากหัวใจแหลกสลายที่สูญเสียลูกชายของตนเองไป
1
หากใครยังไม่เคยอ่านที่มาของเพลงนี้ ผมได้เคยเขียนเรียบเรียงเอาไว้แล้ว อ่านได้ที่ :
ส่วนเพลงเศร้าที่สุดอันดับถัดๆ มา มีเพลงๆ หนึ่งที่คนยุค 90s จะรู้จักกันดี และส่วนใหญ่อาจไม่ได้ลงลึกไปถึงเนื้อหาบทเพลงและที่มาของมัน นั่นคือเพลง “Cat's in the Cradle” ของ แฮรี่ แชพิน (Harry Chapin)
บางคนสงสัยว่าเคยรู้จักเพลงนี้มาจากไหน?
หากใครที่ยังจำโฆษณาตัวหนึ่งสมัยก่อนที่มีเด็กชายคนหนึ่งกำลังนั่งดูวิดีโอเก่าๆ ของพ่อตัวเองที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยโรคภัยจากการสูบบุหรี่ได้ โฆษณารณรงค์ให้งดบุหรี่ตัวนั้นแหละที่มีเพลง Cat's in the Cradle เป็นเพลงประกอบฉากหลังอยู่
1
บทเพลงนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับพ่อที่มัวแต่ยุ่งกับการทำงานและสนใจแต่เรื่องอื่น จนลืมที่จะแบ่งปันเวลาที่มีอยู่กับลูกชายของตนเอง
1
เด็กชายน้อยๆ ที่ไม่เคยได้เล่นกับพ่อ ถึงแม้จะตะโกนร้องเรียกหาแค่ไหนแต่พ่อของเขาไม่เคยสนใจ จนกระทั่งเด็กนั้นได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ พ่อของเขาที่อยู่ในวัยชราก็เพิ่งจะมีเวลามาสนใจลูก แต่ลูกของเขาบัดนี้ได้กลายเป็นคนที่มัวแต่ทำงานไม่มีเวลาว่างมาสนใจพ่อของเขาแล้วเช่นกัน ดั่งเช่นที่พ่อของเขาเคยทำเอาไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
2
แฮรี่ แชพิน ได้แรงบันดาลใจในการทำเพลงนี้มาจากบทกวีของแซนดี้ แชพิน ภรรยาของเขาที่แต่งงานกันในปีค.ศ.1968 แต่บทกวีนี้แซนดี้ไม่ได้เขียนถึงแฮรี่ แต่เธอเขียนถึงสามีคนแรกของเธอ นามว่า เจมส์ แคชมอร์
แฮรี่ แชพิน
แซนดี้เล่าเรื่องราวที่เธอมองผ่านชีวิตสามีเก่าของเธอ ที่มีความสัมพันธ์กับพ่อของตนเองอย่างห่างเหิน พ่อของเจมส์สนใจแต่เรื่องการต่อยอดธุรกิจ บังคับให้เจมส์ไปเรียนอย่างหนักและสารพัดอย่างตั้งแต่ยังเด็ก
ทั้งสองคนไม่เคยแม้แต่จะมีกิจกรรมหรือมาเล่นกันอย่างที่พ่อและลูกคนอื่นๆ เขาทำกัน พอเจมส์เติบโตขึ้นเขาก็ถูกพ่อจัดแจงเรื่องการทำงานทุกอย่างจนไม่มีอะไรที่เป็นความคิดของตนเอง
ความสัมพันธ์ของสองพ่อลูกนี้สุดท้ายลงเอยด้วยความห่างเหิน เสมือนว่าเป็นแค่คนรู้จักที่ทำงานด้วยกันเท่านั้น มันเป็นความสัมพันธ์ที่ย้อนเวลากลับไปไม่ได้อีกแล้ว
วันหนึ่งแซนดี้ที่เลิกราจากปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับเจมส์ แล้วมาแต่งงานใหม่กับแฮรี่ แชพิน ก็นึกขึ้นได้ถึงเรื่องราวของสองพ่อลูกนี้ เธอจึงเขียนบทกวีขึ้นแล้วมอบให้กับแฮรี่เผื่อว่าสักวันหนึ่งเขาจะนำไปแต่งเป็นบทเพลงขึ้นมา
ไม่กี่ปีต่อมา แฮรี่กับแซนดี้ก็มีลูกชายด้วยกันนามว่า โจชัว แฮรี่นั้นต้องไปออกทัวร์และไปร้องเพลงตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศจนแทบไม่มีเวลามาดูลูกชายของเขา
งานแต่งของแฮรี่และแซนดี้
แฮรี่เลยก็เกิดนึกถึงบทกวีที่ภรรยาเคยมอบให้เขาได้ แฮรี่จึงตัดสินใจแต่งเพลงจากบทกวีนั้นทันที จนกลายเป็นบทเพลงที่ชื่อว่า “Cat's In The Cradle” ในปีค.ศ.1974
เพียงไม่กี่เดือน “Cat's In The Cradle” ก็ทะยานขึ้นสู่เพลงยอดนิยมอันดับหนึ่งในนิตยสารบิลบอร์ด ทำยอดขายได้หลายล้านแผ่น และยังได้รับการเสนอชื่อเป็นเพลงยอดเยี่ยมของรางวัลแกรมมี่ (Grammy Award)
3
ความน่าเศร้าที่เพิ่มความสลดใจให้กับเพลงนี้ คือเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.1981 แฮรี่ แชพินเกิดเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ รถของเขาชนเข้ากับรถบรรทุกพ่วงนอกเมืองนิวยอร์ก แฮรี่บาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เขาไม่มีโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตกับลูกชายและได้เห็นความเติบโตของลูกชายอีกต่อไปเช่นกันดั่งเช่นบทเพลงที่เขาร้อง
ต่อไปเป็นเนื้อหาที่แปลจากบทเพลง Cat's in the Cradle หรือ ลูกแมวบนเปล โดย Harry Chapin (ขออนุญาตแปลให้มีความสละสลวยมากขึ้นตามภาษาไทย)
หน้าปกอัลบั้มเพลงนี้
ลูกของฉันนั้นเกิดมาเมื่อวันก่อน
เขาเข้ามาสู่โลกดั่งเช่นเด็กทั่วไป
แต่บนโลกนี้นั้นมีงานและมีบิลที่ต้องจ่าย
เขากลับต้องเรียนรู้ที่จะเดิน ในขณะที่ฉันนั้นไม่อยู่
เขานั้นพูดได้ ก่อนที่ฉันจะรู้ตัว และเมื่อเขาเติบโต
เขาก็คงจะพูดว่า
"หนูจะเป็นเหมือนคุณพ่อ
พ่อรู้ไหม ว่าหนูอยากจะเป็นเหมือนคุณพ่อ”
1
เจ้าเด็กน้อยนอนเปล เจ้าคงจะไม่ลำบาก
แต่เด็กน้อยนี้กลับเศร้าสร้อย คิดถึงพ่อที่อยู่แสนไกล
“คุณพ่อจะกลับบ้านเมื่อไหร่? หนูรออยู่”
“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่”
แต่เมื่อถึงตอนนั้น ตอนที่เราได้อยู่ด้วยกัน
เราก็คงจะมีความสุข ความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน
เมื่อตอนลูกของฉันนั้นครบสิบขวบ
เขาบอกฉันว่า “ขอบคุณครับพ่อที่ให้ลูกบอล มาเล่นด้วยกันกับหนูเถอะ ได้โปรดสอนหนูโยนบอลที”
ฉันตอบกลับทันทีว่าไม่ว่าง
พ่อมีงานต้องทำหลายอย่าง
เขาเดินจากไป พร้อมรอยยิ้มที่ไม่จางหาย
"หนูจะเป็นเหมือนคุณพ่อ
พ่อรู้ไหม ว่าหนูอยากจะเป็นเหมือนคุณพ่อ”
และนั่นคือเจ้าเด็กน้อยนอนเปล เจ้าคงจะไม่ลำบาก
แต่เด็กน้อยนี้กลับเศร้าสร้อย คิดถึงพ่อที่อยู่แสนไกล
“คุณพ่อจะกลับบ้านเมื่อไหร่? หนูรออยู่”
“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่”
1
แต่เมื่อถึงตอนนั้น ตอนที่เราได้อยู่ด้วยกัน
เราก็คงจะมีความสุข ความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน
เมื่อตอนลูกฉันนั้นกลับมาจากวิทยาลัย
เขาดูเป็นหนุ่ม โตขึ้นอย่างแปลกใจ
จนฉันต้องพูดว่า
“ลูกเอ๋ย พ่อภูมิใจเจ้ามาก มานั่งคุยด้วยกันก่อนได้ไหม?”
ลูกส่ายศรีษะพร้อมรอยยิ้ม และพูดว่า
“พ่อครับ ผมขอกุญแจรถนะครับ ไว้เจอกันวันหลังนะ ผมขอยืมรถหน่อยนะครับ”
และนั่นคือเจ้าเด็กน้อยนอนเปล เจ้าคงจะไม่ลำบาก
แต่เด็กน้อยเศร้าสร้อย กับคุณพ่อที่อยู่แสนไกล
“ลูกจะกลับบ้านเมื่อไหร่? พ่อรออยู่”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่”
แต่เมื่อถึงตอนนั้น ตอนที่เราได้อยู่ด้วยกัน
เราก็คงจะมีความสุข ความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน
บัดนี้ฉันเกษียณ ลูกของฉันย้ายออกไป
ฉันโทรหาเขา บอกว่าอยากเจอลูก
ถ้าจะสะดวกสักหน่อย ได้ไหม ขอแค่ได้เจอกันฉันพ่อลูก
ลูกตอบกลับมาว่า ผมก็อยากเจอ แต่ยังไม่มีเวลาเลย
ถ้าผมว่าง เราก็คงได้เจอกัน
งานใหม่ของผมนี่ช่างวุ่นวาย
แต่ดีใจที่นะที่ได้คุยกับพ่อ
ดีใจจริงๆ ที่ได้คุยกัน
บัดนั้นฉันก็วางสาย ก็พลันนึกขึ้นได้
เขาได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่ที่เหมือนกับฉัน
ลูกของฉันช่างเหมือนฉันเสียจริง
และนั่นคือเจ้าเด็กน้อยนอนเปล เจ้าคงจะไม่ลำบาก
แต่เด็กน้อยเศร้าสร้อย กับคุณพ่อที่อยู่แสนไกล
“ลูกจะกลับบ้านเมื่อไหร่? พ่อรออยู่”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่”
แต่เมื่อถึงตอนนั้น ตอนที่เราได้อยู่ด้วยกัน
เราก็คงจะมีความสุข ความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน
My child arrived just the other day
He came to the world in the usual way
But there were planes to catch, and bills to pay
He learned to walk while I was away
And he was talking 'fore I knew it, and as he grew
He'd say "I'm gonna be like you, dad"
"You know I'm gonna be like you"
And the cat's in the cradle and the silver spoon
Little boy blue and the man in the moon
"When you coming home, dad?" "I don't know when"
But we'll get together then
You know we'll have a good time then
2
My son turned ten just the other day
He said, thanks for the ball, dad, come on let's play
Can you teach me to throw, I said-a, not today
I got a lot to do, he said, that's okay
And he, he walked away, but his smile never dimmed
It said, I'm gonna be like him, yeah
You know I'm gonna be like him
And the cat's in the cradle and the silver spoon
Little boy blue and the man in the moon
"When you coming home, dad?" "I don't know when"
But we'll get together then
You know we'll have a good time then
Well, he came from college just the other day
So much like a man I just had to say
Son, I'm proud of you, can you sit for a while?
He shook his head, and they said with a smile
What I'd really like, dad, is to borrow the car keys
See you later, can I have them please?
And the cat's in the cradle and the silver spoon
Little boy blue and the man in the moon
"When you coming home, son?" "I don't know when"
But we'll get together then, dad
You know we'll have a good time then
I've long since retired, my son's moved away
I called him up just the other day
I said, I'd like to see you if you don't mind
He said, I'd love to, dad, if I can find the time
You see, my new job's a hassle, and the kids have the flu
But it's sure nice talking to you, dad
It's been sure nice talking to you
And as I hung up the phone, it occurred to me
He'd grown up just like me
My boy was just like me
And the cat's in the cradle and the silver spoon
Little boy blue and the man in the moon
"When you coming home, son?" "I don't know when"
But we'll get together then, dad
We're gonna have a good time then
อ่านบทความนี้จบ อยากให้ทุกคนปิดจอ
เงยหน้าขึ้นมามองคนที่คุณรัก
อย่าลืมใช้เวลากับลูก กับคนในครอบครัว
ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไปนะครับ
1
บทความโดย: I’m from Andromeda
แหล่งข้อมูล:
โฆษณา