16 ก.ค. 2021 เวลา 03:30 • การเกษตร
ยกระดับคุมเข้ม “โรคลัมปี สกิน” หลัง “กระทิง” สัตว์ป่าเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ติดโรค “ลัมปี สกิน”
ยกระดับคุมเข้ม “โรคลัมปี สกิน” หลัง “กระทิง” สัตว์ป่า ตัวแรกของไทย ติดโรคอุบัติใหม่ “ลัมปี สกิน” โดย อธิบดีกรมปศุสัตว์ จับมือ กรมอุทยานฯ และผู้ว่าฯ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เร่งจัดสรรวัคซีน 5 ล้านโดสแล้ว มั่นใจโรคสงบใน 3 เดือน
เครดิตภาพ: กรมประชาสัมพันธ์ (อ้างอิง1)
วันที่ 15 ก.ค.64 นายสัตวแพทย์ยุษฐิระ บัณฑุกุล ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี พบกระทิง 1 ตัว เพศผู้ อายุประมาณ 15 – 20 ปี น้ำหนักประมาณ 1,200-1,300 กิโลกรัม นอนตายบริเวณลำห้วย
จากนั้นมีการผ่าซากตรวจพิสูจน์พบว่ามีการติดเชื้อลัมปี สกิน ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ที่กำลังระบาดในโคและกระบือ ถือเป็นการพบการติดเชื้อครั้งแรกในกระทิง
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าการติดเชื้อดังกล่าวไม่ได้เป็นสาเหตุให้กระทิงตาย แต่สันนิษฐานการตายว่ามาจากการต่อสู้กันเองของสัตว์ป่าเพราะมีร่องรอยบาดแผลรุนแรงที่เกิดจากการต่อสู้
กรมปศุสัตว์ได้ตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการซากกระทิงที่มีผิวหนังมีตุ่มนูน และโดนขวิดตายจากอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งพบว่า กระทิงมีการติดเชื้อลัมปี สกิน
 
กรมปศุสัตว์จึงได้ตรวจสอบสถานการณ์โรคในพื้นที่ 5 กิโลเมตรจากชายขอบรัศมีอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ซึ่งพบว่ามีโค จำนวน 2,234 ตัว จากเกษตรกรจำนวน 209 มีแสดงอาการป่วย 4 ตัว
และได้ประสานกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชร่วมกันกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมโรคในพื้นที่เร่งด่วนซึ่งมี 6 มาตรการดังนี้
1. ระงับการเคลื่อนย้ายโค - กระบือ เข้าและออกในพื้นที่รัศมี 50 กิโลเมตร รอบจุดเกิดโรค ซึ่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีการประกาศเป็นเขตโรคระบาดชนิดลัมปี สกิน และมีการห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทุกพื้นที่แล้ว
 
2. เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการควบคุมและกำจัดแมลงพาหะของโรคในพื้นที่เสี่ยงโดยการใช้ยาพ่นฆ่าแมลงในพื้นที่ที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์พาหะและฉีดพ่นบนตัวโค กระบือ เป็นต้น
 
3. เร่งรัดการทำวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ในโค กระบือ พื้นที่ 5 กิโลเมตรจากชายขอบอุทยานประมาณ 2,234 ตัว
 
4. ประชาสัมพันธ์เกษตรกรในพื้นที่ หากพบโคแสดงอาการให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อช่วยรักษาพยาบาลสัตว์ป่วยและลดการแพร่เชื้อโรค
 
5. เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีต้องป้องกันไม่ให้สัตว์ป่า เช่น กระทิง วัวแดง และควายป่า ออกมาหากินในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงโค กระบือ รวมทั้งไม่ให้มีการนำโค กระบือเข้าไปเลี้ยงในพื้นที่ที่กระทิงอยู่อาศัยโดยมีระยะแนวกันชนประมาณ 1 กิโลเมตร
 
6. เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีพ่นยาฆ่าแมลงภายในยานพาหนะที่เข้า-ออกในพื้นที่ไม่ให้เป็นพาหะนำโรค และขอให้ยกระดับการเฝ้าระวัง ป้องกันในอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศอีกด้วย
 
พร้อมประสานผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อขอความร่วมมือยกระดับการควบคุมการระบาดของโรคลัมปี สกิน โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้เขตป่า โดยให้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและทรัพยากรธรรมชาติจังหวัดร่วมเฝ้าระวังด้วย
ทั้งนี้สั่งการให้ปศุสัตว์จังหวัดเร่งฉีดวัคซีนให้กับโค-กระบือของเกษตรกรที่เลี้ยงในพื้นที่ใกล้เขตป่า อุทยานแห่งชาติและและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
พร้อมร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าฉีดพ่นสารกำจัดแมลงพาหะบริเวณคอกโค-กระบือ เพื่อป้องกันไม่ให้บินไปกัดสัตว์ป่าได้แก่ กระทิง วัวแดง และควายป่า
 
รวมทั้งแนะนำให้เกษตรกรหมั่นรักษาความสะอาดบริเวณคอกโค-กระบือ ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงพาหะ
ติดหลอดไฟไล่แมลงหรือร่วมกับการกางมุ้งที่คอกสัตว์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการป้องกันโรคในสัตว์ที่เลี้ยงไว้ด้วย
นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้วางแผนจัดสรรวัคซีน 5 ล้านโดส ที่ ครม. อนุมัติงบกลางให้จัดซื้อเพื่อควบคุมโรค
โดยแผนกระจายวัคซีนเป็นไปตามหลักวิชาการอย่างทั่วถึงเป็นธรรม โดยครอบคลุมประชากรโค-กระบือไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของประชากรสัตว์กลุ่มเสี่ยงทั้งประเทศ
 
ซึ่งประเทศไทยมีโค-กระบือ รวม 10,249,349 ตัว แบ่งเป็นโคเนื้อ 7,969,519 ตัว โคนม 811,688 ตัว กระบือ 1,568,042 ตัว
สำหรับการฉีด วัคซีนลัมปี สกิน ของกรมปศุสัตว์นั้น ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ จากเกษตรกรทั้งสิ้น
ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดปัจจุบันสถานการณ์พบสัตว์ป่วยใหม่มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก มั่นใจว่า เมื่อดำเนินการฉีดวัคซีนตามเป้าหมาย โรคจะสงบได้ภายใน 3 เดือน
ส่วนกรณีของการเยียวยาโค-กระบือที่ป่วยตายด้วยโรคลัมปี สกิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งกระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว เพื่อช่วยเกษตรกรให้มากที่สุด
โฆษณา