18 ก.ค. 2021 เวลา 09:43 • ประวัติศาสตร์
หลวงพ่อสืบ ปริมุตโต ( เจ้าอธิการลำดับที่ 8 )
วัดสิงห์ ต.ท่าพระยา อำเภอนครชัยศรี จ.นครปฐม
ช่วงประมาณปี พศ.2526-พศ.2559
พระครูพิทักษ์วีรธรรม ฉายา ปริมุตฺโต
นามเดิมของท่าน ชื่อ สืบสันต์ นามสกุล ยวดยงค์
เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พศ.2475
พื้นเพเดิมท่านอาศัยอยู่บ้านตลาดบน ตำบลท่ากระซับ
อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
ท่านเกิดในครอบครัวเกษตรกรรม
ประวัติการศึกษา
1.ระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดไทร
นครชัยศรี จ.นครปฐม
2.ระดับชั้นมัธยม โรงเรียนเพิ่มวิทยา
วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม
3.โรงเรียนพลตำรวจ นครปฐม
4.โรงเรียนนายสิบทหารม้ายานเกราะรุ่นที่ ๕
ประวัติการทำงาน
1.เข้ารับข้าราชการตํารวจปฎิบัติงานที่
สถานีตำรวจลุมพินี กรุงเทพฯ
2.เข้ารับราชการทหารสังกัด
กองพันทหารม้ายานเกราะจังหวัดสระบุรี
เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ 2 ครั้ง
 
อุปสมบทครั้งแรก
ปีพศ.2497 เป็นการอุปสมบทครั้งแรก
ของหลวงพ่อสืบเพื่อทดแทนคุณ บิดามารดาตาม
ประเพณีนิยมในช่วงนั้นหลวงพ่อสืบอายุ 22 ปี
ได้จัดพิธีอุปสมบท ณ.วัดท่าใน ตำบลท่าพระยา
อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยมี
1.พระครูสิริวุฒาจารย์ (ห่วง สุวัณโณ )
วัดท่าใน เป็นพระอุปัชฌาย์
2.พระอาจารย์ ปิ่น วัดศรีษะทอง
เป็นพระกรรมวาจาจารย์
3.พระอธิการม้วน วัดไทร
เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ได้รับฉายา "ทานรโต" หลังจากอุปสมบทแล้ว
จำพรรษาอยู่ที่วัดท่าในท่านได้ศึกษาธรรมและ
ปฏิบัติรับใช้ หลวงพ่อห่วง ที่วัดท่าในได้ 1 ปี
ได้เรียนวิชาก้าวหน้าพอสมควร
จิตใจเกิดรุ่มร้อน อยากจะลองวิชาที่เรียนมา
ว่าเป็นอย่างไรกันแน่ ร้อนรุมอยู่ไม่ได้จึง
ตัดสินใจลาสิกขานึกถึงคำพูดของเพื่อนว่า
"เป็นลูกผู้ชายต้องเป็นทหารกล้า" หลังจากนั้น
ท่านจึงได้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายสิบทหารม้าฯ
อุปสมบทครั้งที่ 2 ในช่วงปี พศ. 2514
เมื่อครั้งหลวงพ่อสืบท่านรับราชการทหารได้
ใช้ชีวิตลูกผู้ชายคุ้มค่าโลดโผนโจนทะยานจน
เบื่อหน่ายเต็มที่ หันหน้ากลับท้องทุ่งท่าพญา
อำเภอนครชัยศรี เพื่อไปพบหลวงพ่อม้วนซึ่งใน
สมัยบวชครั้งแรกเป็นพระคู่สวดในขณะนั้นซึ่ง
ในเวลาต่อมาหลวงพ่อม้วนท่านได้รับตำแหน่งเป็น
"พระครูอินทรสิริชัย" หลวงพ่อสืบ(ขณะเป็นฆราวาส)
ได้ระบายความในใจว่าชีวิตฆราวาสมีแต่ทุกข์สับสน
วุ่นวายกิเลสตัญหามากมายแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น
มีแต่อิจฉาริษยาได้ไปทดลองท่องดินแดนฆราวาส
มานานหลายปีรับรู้รสชาติหมดทุกอย่างจึงคิดว่ามิใช่
หนทางแห่งการสิ้นทุกข์มีแต่ทุกข์เพิ่มขึ้นเหมือนอยู่
ในวังวนแห่งกิเลสหลวงพ่อท่านจึงได้ข้อคำปรึกษา
และปรับทุกข์จาก พระครูอินทรสิริชัย (หลวงพ่อม้วน)
แล้วจึงตัดสินใจออกบวชอีกครั้ง
ครั้งนี้จะใช้ชีวิตบรรพชิตจนชีวิตจะหาไม่
หลวงพ่อสืบท่านจึงตัดสินใจอุปสมบทอีกครั้งและ
ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่สึก โดยมี
1.พระครูอินทสิริชัย (ม้วน อินทสุวัณโณ) เป็นพระอุปัชฌาย์
2.พระอธิการ ง้อ ปัญญาพโล เป็นพระกรรมวาจาจารย์
3. พระอาจารย์ทับทิม กตปุญฺโญ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ได้รับฉายาว่า "ปริมุตโต" จำพรรษาอยู่วัดไทร
ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมจนแตกฉาน
แล้วจึงหันมาสนใจเวทวิทยาคม
ระลึกถึงภูมิเก่าวิชาที่ได้รํ่าเรียนมาจาก หลวงพ่อห่วง วัดท่าใน
ทบทวนจนแม่นยำและศึกษาเพิ่มเติมจาก
หลวงพ่อม้วน วัดไทร อุปนิสัยของหลวงพ่อสืบเป็น
คนมีจิตใจแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว เป็นวาจาสิทธิ์พูดคำ
ไหนคำนั้น จนได้รับความไว้วางใจในการจัดการ
งานต่างๆจากหลวงพ่อม้วนอยู่บ่อยครั้ง
ตำแหน่งที่ท่านปฎิบัติรับใช้พระพุทธศาสนา
1.ดำรงตำแหน่งเป็นพระอธิการและเป็นเจ้าอาวาสวัดสิงห์
ได้รับการแต่งตั้งเมื่อปีพศ.2526
2.ดำรงตำแหน่งเป็นพระสมุห์
ได้รับการแต่งตั้งเมื่อปีพศ.2527
3.ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการตรวจประโยค
นักธรรมสนามหลวงได้รับการแต่งตั้งปีพศ.2528
4.ดำรงตำแหน่งเป็นพระครูสัญญาบัตร
ได้รับการแต่งตั้งปีพศ.2532
5.ดำรงตำแหน่งเป็นพระอุปัชฌาย์
ได้รับการแต่งตั้งเมื่อปีพศ.2534
6.ดำรงตำแหน่งพระครูสัญญาบัตร
เจ้าคณะตำบลชั้นโทได้รับการแต่งตั้งเมื่อปีพศ.2539
7.ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลท่าพระยา
ได้รับการแต่งตั้งปีพศ.2555
8.ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานมูลนิธิปิยสีโล
(หลวงปู่เจือ ปิยสีโลเป็นประธาน) ไม่ทราบปี
การศึกษาพุทธาคมและคณาจารย์ของ
พระครูพิทักษ์วีรธรรม (สืบสันต์ ปริมุตฺโต)
ท่านเป็นพระที่ใฝ่ทั้งทางธรรมและด้านพุทธาคม
เรียกได้ว่าครบเครื่องอีกท่านหนึ่งของหน้า
ประวัติศาสตร์พระเกจิเมืองไทยในยุคปีพศ.2550
ท่านได้เรียนพุทธาคมจากหลายคณาจารย์ที่เป็น
เพชรนํ้าเอกของแวดวงพระเกจิในสมัยนั้นซึ่งปัจจุบัน
บางท่านก็มรณภาพไปและและอีกหลายท่านยังคงอยู่
ปฐมบทในการเรียนพุทธาคมของหลวงพ่อสืบเริ่มต้น
ที่วัดท่าใน จังหวัดนครปฐม เนื่องจากหลวงพ่อสืบตั้ง
แต่เด็กจนเข้าสู่วัยรุ่นก็เป็นพื้นเพเป็นคน ท่าพระยา
โดยกำเนิด ไปมาหาสู่วัดท่าในตั้งแต่เด็กและได้มา
ช่วยงานหลวงพ่อห่วง วัดท่าในตั้งแต่เป็นวัยรุ่น
ด้วยหลวงพ่อสืบท่านเคารพหลวงปู่ห่วงเป็นอย่างมาก
ในสมัยก่อนคนในระแวกคลองบางแก้วก็ให้ความเคารพ
นับถือหลวงปู่ห่วงเนื่องจากท่านเป็นพระที่สร้างความ
เจริญให้กับพื้นที่แถบนี้ รวมไปถึงท่านยังให้ความเมตตา
สอนญาติโยมโดยไม่แบ่งชั้นวรรณะ ใครมาได้กราบไหว้
ก็ได้ชื่นใจและท่านยังสร้างวัตถุมงคลไว้ให้ชาวบ้านแถบนี้
ได้คุ้มตัวจนเกิดประสบการณ์มากมายมีชื่อเสียงเป็นที่ยอม
รับทั้งในบริเวณนครชัยศรีและนครปฐม
อีกท่านนึงก็มีบทบาทในช่วงปฐมบทของหลวงพ่อสืบนั้นก็
คือหลวงพ่อม้วน วัดไทร องค์นี้จะเรียกได้ว่าเป็นศิษย์เอก
ของหลวงปู่ห่วงเลยก็ว่าได้ ดังนั้นหลวงพ่อสืบจึงมีความ
สนิทสนมและนับถือและคอยช่วยงานหลวงปู่ห่วงและ
หลวงพ่อม้วนมาตั้งแต่เป็นฆารวาสจนได้บวชเข้ามา
ที่วัดท่าในในครั้งแรกเมื่อปี พศ.2497
นอกจากนี้ยังมีหลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว
หลวงปู่เจือและหลวงพ่อสืบท่าน รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก
หลวงปู่เจือท่านจะมีอายุมากกว่าหลวงพ่อสืบ 6 ปี
หลวงพ่อสืบท่านเรียกหลวงปู่เจือว่า "พี่่่เจือ"
พอมาในช่วงที่หลวงพ่อสืบบวชครั้งที่2 และ
ได้รํ่าเรียนเวทวิทยาคมมาพอสมควรแล้ว
เวลามีกิจนิมนต์ที่ไหนหลวงพ่อสืบและหลวงปู่เจือ
ก็จะออกกิจนิมนต์ด้วยกันเสมอ
หลวงปู่เจือเมื่อท่านว่างหรืออยากพักผ่อนท่านก็
จะมาจำวัดที่กุฏิของหลวงพ่อสืบท่านเสมอ
เมื่อมีงานพุทธาภิเษกวัตถุมงคลของหลวงปู่เจือ
หลวงพ่อสืบท่านก็จะถูกเรียกให้มาร่วมงานด้วย
กันทุกครั้ง
หลวงปู่เจือในช่วงนั้นเป็นประธานมูลนิธิปิยสีโล
หลวงพ่อสืบท่านดำรงตำแหน่งเป็นรองประธาน
จนกระทั่งมูลนิธิปิดตัวลงหลังจากหลวงปู่เจือมรณภาพ
หลวงพ่อสืบท่านเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบ
และดูแลทรัพย์สินของหลวงปู่เจือในขณะนั้นจนเป็น
ที่เรียบร้อย
เมื่อครั้งหลวงพ่อสืบท่านออกวัตถุมงคลครั้งแรก
หลวงปู่เจือท่านก็บอกให้หลวงพ่อสืบทำเบี้ยแก้ด้วย
เพราะเรียนวิชาไปนานแล้วแต่หลวงพ่อสืบท่านไม่
ยอมทำเพราะถือว่าหลวงปู่เจือยังอยู่
จึงเลือกทำตะกรุดแทนไม่ยอมทับสายของผู้เป็นพี่
จนกระทั่งวันที่ 14 ตุลาคม พศ.2552 จากพี่และ
น้องเปลี่ยนเป็นลูกศิษย์และพระอาจารย์อีกครั้งเมื่อ
หลวงปู่เจือท่านมาปลุกเสกวัตถุมงคลรุ่นไตรมาส 52
ของหลวงพ่อสืบหลวงปู่เจือท่านจึงถามหลวงพ่อสืบ
ท่านว่า"ได้ทำเบี้ยแก้บ้างหรือยัง"
หลวงพ่อสืบท่านก็ตอบไปว่า "ยังครับ"
หลวงปู่เจือจึงถามหลวงพ่อสืบท่านว่า
" ชันโรง หอยเบี้ยปรอท และอุปกรณ์ที่ให้มาอยู่ที่ไหน
ไปเอามาซิ" หลวงพ่อสืบท่านจึงได้ให้ลูกศิษย์ไปขน
ของต่างๆที่หลวงปู่เจือท่านให้ไว้มาที่กุฎิหลวงพ่อสืบ
ในขณะนั้น หลวงปู่เจือท่านกล่าวว่า
" ให้ลูกศิษย์ไปรับท่านพร (พระครูพิจิตรสรคุณ) มา
เราจะมอบวิชาให้อีกครั้งและอนุญาติให้ทำได้เลยไม่
ต้องรออะไรแล้ว เรียนไปก็นานแล้วแต่ทำไมไม่ยอม
ทำกันสักที"
ในวันนั้นหลวงปู่เจือท่านจึง ทำการจับมือตีเบี้ยแก้ซึ่ง
มีทั้งหมดรวม 3องค์ และทุกท่านก็เป็นที่ยอมรับใน
เวลาต่อมาในการทำเบี้ยแก้ คือ
1.พระครูพิทักษ์วีรธรรม(หลวงพ่อสืบ)วัดสิงห์
2.พระครูพิจิตรสรคุณ(พระอาจารย์พร)วัดบางแก้ว
3.ท่านมหาไพบูลย์ (มหาป๊ะ) วัดท่าใน
และอีกองค์ที่เคยเรียนมากับหลวงปู่เจือ คือ
ท่านพระมหาสุรศักดิ์ วัดประดู่พระอารามหลวงฯ
 
ในคราวแรกหลวงพ่อสืบท่านก็จะไม่ทำเบี้ยแก้
ท่านตั้งใจจะทำเพียง 9ตัวที่หลวงปู่เจือท่านกรอก
ไว้ให้ เแต่พอข่าวการตีเบี้ยแพร่สะพัดออกไปทำ
ให้มีคนมาขอเช่าบูชากันเป็นอันมาก
หลวงพ่อสืบจึงต้องนั่งทำเบี้ยแก้มาตลอดจน
หลวงพ่อสืบท่านมรภาพลงโดยเบี้ยแก้ที่หลวงพ่อสืบ
สร้างนั้นจะทำตามฤกษ์ยามตามแบบโบราณตาม
สายวิชาเบี้ยวัดกลางบางแก้ว
โดยได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงปู่เจือที่
ได้สอนไว้ทุกประการ
(เบี้ยที่หลวงปู่เจือกรอกไว้นั้นหลวงพ่อสืบได้
เก็บไว้บนกุฎิโดยไม่ได้นำออกมาเปิดให้บูชา)
หลวงพ่อสืบท่านได้เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อเปิ่น
วัดบางพระ นครปฐม และเริ่มนั่งปรกครั้งแรกพร้อม
กับหลวงพ่อเปิ่น ซึ่งมีภาพเป็นหลักฐานอยู่ในภายใน
กุฏิหลวงพ่อ หลวงพ่อสืบท่านเป็นผู้แสวงหาความรู้
ทางพุทธาคมท่านจึงเป็นศิษย์หลายสำนักโดยจำแนก
ได้คราวๆดังนี้
การลูกอมโลกธาตุและการเสกไหม
ท่านได้เรียนวิชาเสกไหมมาจากหลวงพ่อหยอด
วัดแก้วเจริญจ.สมุทรสงครามโดยหลวงพ่อหยอด
ท่านจะทำไหม 7 สีเพื่อไม่เปรียบท่านกับอาจารย์
หลวงพ่อสืบท่านจะทำไหมเพียง 5สี
การเสกปลัดขิก ท่านได้ไปเรียนมาจากสาย
หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก และกับสายวิชา
หลวงพ่อโศก วัดปากคลองบางครกและมาเรียนเพิ่ม
เติมจากหลวงพ่อตัด วัดชายนา จ.เพชรบุรี
และหลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร จ.ฉะเชิงเทรา
การเสกมีดหมอ เป็นสายวิชาเวทของ
หลวงพ่อแจ่ม วัดวังแดงเหนือจ.อยุธยาซึ่งหลวงพ่อเอื้อน
วัดวังแดงใต้ จ.อยุธยา เป็นผู้ถ่ายทอดให้กับหลวงพ่อสืบ
วิชาทำตะกรุดหนังเสือ หลวงพ่อท่านได้เล่าเรียนจาก
หลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม จ.กาญจนบุรี และท่านยังได้เรียน
วิชาตระกรุดหนังเสือเพิ่มเติมจากหลวงพ่อเอื้อน วัดวังแดงใต้
เกจิอาจารย์ที่มีพุทธาคมแก่กล้าแห่งอยุธยา
หลวงพ่อเอื้อนท่านเรียนวิชามาจาก
หลวงพ่อตาบ วัดมะขามเรียง
ผู้เป็นปรมาจารย์ การสร้างตะกรุดหนังเสือ
ของหลวงพ่อตาบนั้นได้รับการสืบทอดมาจาก
หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ
 
การสร้างตะกรุด ท่านเรียนมาจาก หลวงพ่อตัด วัดชายนา
โดยประมาณช่วงปี 50 หลวงพ่อตัดท่านไปช่วยเสกช่วย
สอนวิชามหาอุตให้หลวงพ่อสืบเพราะหลวงพ่อตัดอยาก
ช่วยบูรณะเจดีย์ที่วัดสิงห์ในตอนนั้นต่อมามีข่าวร่ําลือกัน
เกี่ยวกับตะกรุดหลวงพ่อสืบว่านำไปใช้ หรือลองกัน
แล้วปืนแตกคือผลเหมือนตะกรุดของวัดชายนา
วิชาเสกหนุมาน ท่านเรียนมาจากหลวงพ่อฟู วัดบางสมัคร
ท่านเก่งการเสกหนุมานกับลิงจับหลักซึ่งทำให้ความเข็มขลัง
ของวัตถุมงคลหลวงพ่อสืบ ท่านเด่นครบ ทุกด้านทั้ง เมตตา
แคล้วคลาด มหาลาภ ด้วยบารมีครูอาจารย์ที่หลวงพ่อท่าน
ได้ศึกษามาจนครบถ้วนเพื่อให้ ศิษย์ของท่านมีของดีไว้
ใช้จนเกิดประสบการณ์มากมาย
เครดิตข้อมูล
พระมหาไพบูลย์ วิปุโล (วัดท่าใน จ.นครปฐม)
ข้อมูลวัดสิงห์และประวัติหลวงพ่อสืบ ลงข้อมูลเว็ปสวนขลัง
และเว็ปพลังจิต ผู้ลงข้อมูล คุณปรัช ไทยภักดี
หนังสือพระราชทานเพลิงศพ
พระครูพิทักษ์วีรธรรม(สืบสันต์ ปริมุตโต)
โฆษณา