เส้นทางของ Nintendo กว่าจะเป็นเจ้าแห่งคอนโซลเกม
เครื่องเล่นเกมยอดนิยมอย่างเช่น Nintendo Switch, Wii, Game Boy และ Famicom
หรือเกมสุดฮิตอย่างเช่น Animal Crossing, Super Mario Bros. และ Pokémon
คือตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง “Nintendo”
แต่กว่าจะกลายมาเป็นผู้ผลิตเกมที่ครองใจเหล่าเกมเมอร์ทั่วโลกมาอย่างยาวนาน
Nintendo มีจุดเริ่มต้นมาจากอะไรและต้องผ่านอะไรมาบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไป 132 ปี หรือในปี 1889 ที่ประเทศญี่ปุ่น “ไพ่ฮานาฟูดะ” หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่าไพ่ดอกไม้ กำลังได้รับความนิยมสูงมาก
ศิลปินชายวัย 26 ปีที่ชื่อ “ฟูซาจิโร ยามาอุจิ” เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจจากไพ่ฮานาฟูดะ
เขาจึงเปิดร้านขายไพ่ที่วาดลวดลายด้วยมือ โดยใช้ชื่อว่า “Nintendo Koppai” ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเกียวโต
ไพ่ของ Nintendo Koppai ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จน Nintendo Koppai สามารถขยายกิจการและกลายมาเป็นผู้ผลิตไพ่ฮานาฟูดะที่ใหญ่สุดในญี่ปุ่น
จนมาถึงผู้นำรุ่นที่ 3 อย่าง “ฮิโรชิ ยามาอุจิ” ที่มีศักดิ์เป็นเหลนของฟูซาจิโร
ปี 1949 คุณตาของฮิโรชิ ซึ่งเป็นผู้นำรุ่นที่ 2 อยู่ในขณะนั้นเกิดป่วยและเสียชีวิตลง
โดยเขาได้สั่งเสียฮิโรชิ ว่าให้เลิกเรียนมหาวิทยาลัยและมารับช่วงต่อกิจการครอบครัวทันที
เนื่องจากคุณพ่อของฮิโรชิได้ไปมีครอบครัวใหม่ตั้งแต่ ฮิโรชิ อายุ 5 ขวบ
ซึ่งธุรกิจของตระกูลจะอยู่ที่ฝั่งแม่ของฮิโรชิ
ดังนั้น ฮิโรชิในวัย 21 ปี จึงกลายมาเป็นผู้นำคนใหม่ของ Nintendo Koppai นับตั้งแต่นั้น
แต่ด้วยความที่ฮิโรชิอายุยังน้อยและไม่มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน พนักงานในบริษัทจึงยังกังขาในความสามารถ ซึ่งก็คงไม่มีใครคิดว่าฮิโรชิคนนี้เองจะกลายเป็นผู้ที่นำพา Nintendo ให้กลายมาเป็นเจ้าพ่อวิดีโอเกมของโลกในปัจจุบัน
แต่กว่าจะถึงจุดนั้น เรื่องราวก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
หลังจากวางแผนอยู่ 4 ปี ฮิโรชิก็เริ่มลงมือปฏิรูปบริษัท จากการปรับปรุงสินค้าหลักอย่างไพ่ฮานาฟูดะ ที่แต่เดิมทำจากกระดาษ ให้เปลี่ยนมาเคลือบด้วยพลาสติก ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกในประเทศญี่ปุ่น
1
นอกจากนี้ ก็ได้ซื้อลิขสิทธิ์จาก Disney เพื่อนำตัวการ์ตูนมาเป็นลวดลายหลังไพ่เพราะต้องการเจาะตลาดครอบครัวและกลุ่มวัยรุ่น
รวมถึงการขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ไปที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และร้านขายของเล่น
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ Nintendo Koppai ยังมีอุปสรรคสำคัญ นั่นคือคู่แข่งอย่างแบรนด์สินค้าในหมวดเดียวกัน ที่นำเข้ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกา
ฮิโรชิจึงมองว่าการเติบโตในตลาดไพ่ฮานาฟูดะคงมาถึงทางตันแล้ว และเพื่อให้เหมาะสมกับการเริ่มต้นธุรกิจในประเภทอื่นด้วย จึงนำคำว่า Koppai ออกจากชื่อบริษัท เหลือเพียงคำว่า “Nintendo” และได้นำบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนสำหรับการต่อยอดธุรกิจครั้งใหม่นี้
Nintendo ได้ลองทำธุรกิจหลากหลายประเภท ตั้งแต่ขายข้าวสวยกึ่งสำเร็จรูป ให้บริการรถแท็กซี่ไปจนถึงเลิฟโฮเต็ลที่คล้ายกับโรงแรมม่านรูด
แต่จากการลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ สร้างรายได้ให้ Nintendo เพียงเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งที่ตามมาจึงกลายเป็นหนี้จำนวนมหาศาลแทน
ฮิโรชิตัดสินใจเลิกทำกิจการที่ผลาญเงินทุนทั้งหมด แล้วกลับมาทบทวนแนวทางธุรกิจใหม่อีกครั้ง
เขาเริ่มสังเกตว่าขณะที่บริษัทหันไปโฟกัสการขยายธุรกิจประเภทอื่น สินค้าดั้งเดิมอย่างไพ่ฮานาฟูดะ ที่แม้จะไม่ได้มียอดขายเติบโต แต่ยังคงขายได้สม่ำเสมอ และสิ่งที่ Nintendo มีอยู่แล้วในมือ ก็คือช่องทางขายในห้างสรรพสินค้าและร้านขายของเล่น ฮิโรชิจึงหันกลับมาโฟกัสที่สิ่งเหล่านี้
ปี 1965 “กุนเป โยโคอิ” ที่เพิ่งเรียนจบวิศวกรรมไฟฟ้ามา ได้เริ่มทำงานที่ Nintendo โดยเป็นช่างซ่อมบำรุงเครื่องจักรที่โรงงานผลิตไพ่ฮานาฟูดะ
หลังเริ่มงานไปได้ไม่ถึงปี มีอยู่วันหนึ่งที่กุนเปลองตัดแผ่นไม้เล่น ให้ออกมาเป็นรูปฟันปลา 2 แท่ง ความยาวประมาณ 1 ช่วงศอก แล้วนำไม้ทรงฟันปลา 2 แท่งนี้มาประกบเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ยืดหดได้ โดยปลายข้างหนึ่งออกแบบให้ใช้มือจับได้ถนัด ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งออกแบบให้หนีบของได้
Cr.beforemario
ระหว่างที่กุนเป กำลังสนุกกับการใช้เครื่องมือที่เขาคิดค้นมาลองเล่นหยิบของจากระยะไกล ฮิโรชิได้เดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี แต่แทนที่จะโดนตำหนิ ฮิโรชิกลับพูดกับกุนเปว่าสนใจนำสิ่งประดิษฐ์นั้นมาเป็นสินค้าชนิดใหม่ของบริษัท
1
กุนเปจึงดัดแปลงสิ่งประดิษฐ์ของเขาให้ทำด้วยพลาสติกแทน และเสนอไอเดียว่าควรขายเป็นเซตที่มีลูกบอลพลาสติกหลากสีสันไปด้วย เพื่อให้ใช้คีบเล่นได้ โดยตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ว่า “Ultra Hand”
Ultra Hand ได้กลายเป็นของเล่นชนิดแรกที่ Nintendo วางขาย และประสบความสำเร็จแบบถล่มทลาย โดยขายไปได้มากกว่า 1 ล้านชิ้น จนกลายเป็นสินค้าที่ช่วยชุบชีวิตให้กับ Nintendo
1
หลังจากนั้นกุนเปก็ได้คิดค้นของเล่นชนิดใหม่ที่สร้างความสำเร็จให้กับ Nintendo อีกมากมาย โดยเฉพาะปืนยิงเลเซอร์ จนเขาได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัท
1
และแล้ว จุดเริ่มต้นที่ทำให้ Nintendo เข้าสู่การผลิตเครื่องเล่นวิดีโอเกม เกิดขึ้นในปี 1975
ฮิโรชิได้เจอกับเพื่อนวัยเด็กที่ตอนนี้เป็นผู้บริหารบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งได้เล่าเกี่ยวกับการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์และไมโครโพรเซสเซอร์ให้ฟังว่าต้นทุนการผลิตถูกลงจนสามารถนำมาใช้ในสินค้าเพื่อความบันเทิงรวมถึงเครื่องเล่นเกมได้แล้ว
1
ฮิโรชิได้ฟังแล้วก็ตื่นเต้น และพยายามคิดว่าจะนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้มาใช้พัฒนาสินค้าได้อย่างไรบ้าง และเขาก็พบว่าที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เครื่องเล่นวิดีโอเกมคอนโซลที่เชื่อมต่อกับโทรทัศน์กำลังได้รับความนิยมสูงมาก
2
ฮิโรชิคิดว่าสิ่งนี้แหละ ที่น่าจะเป็นสินค้าที่ขายดีชนิดต่อไปของ Nintendo
เขาจึงได้ตัดสินใจร่วมมือกับ Mitsubishi เพื่อคิดค้นและพัฒนาสินค้าอยู่ 2 ปี
1
จนในปี 1977 Nintendo ได้เริ่มวางขายวิดีโอเกมคอนโซลเป็นครั้งแรก โดยใช้ชื่อว่า “Color TV-Game”
แม้ว่า Color TV-Game จะขายได้ราว 3 หมื่นเครื่อง ซึ่งถือว่าเป็นไปตามความคาดหมาย แต่ฮิโรชิมองว่าคนน่าจะตื่นเต้นได้ไม่นานแล้วเริ่มเบื่อ เขาจึงแนะนำให้ทีมงานร่วมกันสร้างสรรค์เครื่องเล่นเกมชนิดใหม่ขึ้นมา
และกุนเปคนเดิม ก็ได้นำเสนอไอเดียที่ได้มาจากตอนที่เขากำลังนั่งรถไฟ
กุนเปเห็นชายคนหนึ่งกดเครื่องคิดเลขเล่นแก้เบื่อ เลยเกิดเป็นไอเดียเครื่องเล่นเกมที่มีขนาดเล็ก พกพาได้ หลังจากกุนเปเล่าไอเดียให้ฮิโรชิฟัง ฮิโรชิก็ได้เสนอไอเดียเกมนี้ให้ทีมบริหารของบริษัท Sharp
1
3 ปีผ่านไป ในปี 1980 Nintendo ก็ได้เริ่มขายเครื่องเล่นเกมพกพาขนาดฝ่ามือ ที่ชื่อว่า “Game & Watch” ซึ่งตั้งเป้ายอดขายไว้ 1 แสนเครื่อง แต่กลับขายได้มากกว่านั้น 6 เท่าภายในปีแรก จนสามารถต่อยอดพัฒนารุ่นใหม่ออกมาได้เรื่อย ๆ
2
ในปีเดียวกัน เกม Arcade หรือพวกเกมตู้หยอดเหรียญ กำลังได้รับความนิยมสูงมากในประเทศสหรัฐอเมริกา ฮิโรชิก็ไม่พลาดและได้ตั้งเป้าที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในตลาดนี้ด้วย
ฮิโรชิจึงตั้งบริษัทที่สหรัฐอเมริกาโดยใช้ชื่อว่า Nintendo of America และได้ชักชวน “มิโนรุ อาราคาวะ” ลูกเขยของเขามาเป็นประธาน ซึ่งมิโนรุทำงานในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาอยู่แล้ว และมีประสบการณ์ด้านการบริหารงานจากบริษัทอื่นมาแล้ว
Nintendo จึงได้เริ่มให้บริการตู้เล่นเกมเป็นครั้งแรก แต่ภายหลังทางบริษัทก็พบว่าเกมเหล่านี้มักได้รับความนิยมสูงแค่ช่วงที่เพิ่งเปิดตัวเท่านั้น ทำให้ต้องคอยพัฒนาเกมใหม่อย่างรวดเร็ว
นั่นจึงทำให้การเปิดตัวตู้เกมครั้งที่ 2 อย่าง Radar Scope ต้องล้มเหลว เพราะแม้จะพิสูจน์ความนิยมในญี่ปุ่นมาแล้ว แต่กว่าจะเข้าไปเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาได้ ก็สายไป จนเกมหมดความนิยมไปแล้ว มิโนรุเลยบอกฮิโรชิว่าถ้าจะกู้สถานการณ์ได้ ต้องพัฒนาเกมที่ใหม่กว่านี้ออกมาให้ได้เร็วที่สุด
ฮิโรชิมอบหมายให้ “ชิเงรุ มิยาโมโตะ” ที่เป็นนักออกแบบของบริษัท ลองออกแบบเกมดู
หนึ่งปีหลังจากนั้น Nintendo ได้เปิดตัวเกมที่ชื่อว่า “Donkey Kong” ซึ่งมีตัวเอกที่ชื่อว่า “Mario”
และนี่คือจุดกำเนิดของเกม Super Mario ที่ได้รับความนิยมแบบถล่มทลายทันทีที่เปิดตัวและยังกลายเป็นเกมที่สร้างตำนานให้กับ Nintendo มาจนถึงปัจจุบัน
Cr.nintendo
อย่างไรก็ตาม ฮิโรชิยังคงเห็นจุดอ่อนของการผลิตเกมคอนโซล นั่นก็คือทุกครั้งที่จะสร้างเกมใหม่ บริษัทก็ต้องผลิตเครื่องเล่นเกมชนิดใหม่ตามไปด้วย
ทีมวิศวกรและนักออกแบบของ Nintendo จึงได้ช่วยกันระดมความคิดว่าแทนที่จะพัฒนาหนึ่งเกมต่อหนึ่งเครื่องกลายมาเป็นเกมคอนโซลเครื่องเดียวที่สามารถเปลี่ยนแผ่นเกม เล่นได้หลากหลาย
ซึ่งนั่นก็จะทำให้บริษัทสามารถหันไปพัฒนาเกมและออกเกมได้ไว ซึ่งเป็นวิธีที่มีอัตรากำไรสูงกว่าและขายง่ายกว่าด้วย
แม้ว่าไอเดียจะน่าสนใจ แต่การผลิตเกมคอนโซลแบบนี้ยังถือเป็นเรื่องที่ยาก ทำให้ Nintendo ต้องหาพาร์ตเนอร์ที่เป็นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อออกแบบและผลิตชิปให้โดยเฉพาะ
ซึ่ง Nintendo โดนบริษัทผลิตชิปชั้นนำปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วน จนในที่สุดก็มาพบกับบริษัทที่ยอมร่วมงานด้วยอย่าง Ricoh
และนี่จึงทำให้ในปี 1983 Nintendo ได้เปิดตัวเกมคอนโซลเปลี่ยนตลับเกมได้ โดยใช้ชื่อว่า “Famicom” ซึ่งขายดีแบบถล่มทลายจนผลิตไม่ทัน และทำรายได้ให้ Nintendo ได้มากที่สุดตั้งแต่บริษัทเริ่มก่อตั้งมา
1
แต่นั่นเป็นช่วงที่ตลาดเกมในสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในวิกฤติที่คล้ายกับฟองสบู่แตก
เพราะหลังจากตลาดเกมบูมอย่างรวดเร็ว ก็มาถึงช่วงที่ไม่มีเกมที่ได้รับความฮือฮาติดต่อกัน จนยอดขายเกมทั้งอุตสาหกรรมตกฮวบลงอย่างรวดเร็ว การเปิดตัว Famicom จึงต้องรอไปก่อน
ประธาน Nintendo of America อย่างมิโนรุ ได้ใช้เวลาช่วงนั้นต่อยอดเครื่อง Famicom มาเป็น Nintendo Entertainment System หรือที่รู้จักกันว่า “NES” และเปิดตัวที่สหรัฐอเมริกาในปี 1985
แต่กระแสตอบรับกลับแย่กว่าที่คาดและดูเหมือนว่าชาวอเมริกันยังเบื่อหน่ายกับผลิตภัณฑ์เกมอยู่
จนมิโนรุถามฮิโรชิว่าควรเลิกขายเลยหรือไม่ แต่ฮิโรชิบอกว่าให้พยายามต่อไป
1
มิโนรุจึงทำทุกวิถีทาง อย่างเช่น ยินดีให้ร้านค้าส่งคืนเครื่องเล่นเกมที่ขายไม่ออกหรือติดต่อให้ข้อมูลกับนักวิเคราะห์ใน Wall Street เพื่อให้ศักยภาพของบริษัทถูกพูดถึงมากขึ้น อย่างการที่ Nintendo ครองส่วนแบ่งตลาดเกมในญี่ปุ่นกว่า 90% และการที่บริษัทมีสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง ไม่มีหนี้สิน
และความพยายามทั้งหมดนี้ก็ส่งผลให้ NES กลับกลายมาเป็นเครื่องเล่นเกมขายดีในสหรัฐอเมริกาได้ในที่สุด โดยขายไปได้กว่า 7 ล้านเครื่องและตลับเกมอีกกว่า 33 ล้านชิ้น
แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ Nintendo ดีใจได้ไม่นาน เพราะในปี 1988 กลับเกิดวิกฤติชิปขาดแคลนไปทั่วโลก ซึ่งกระทบการผลิตเครื่อง NES อย่างจัง
1
กุนเปคนเดิม ก็ยังคงเป็นผู้กอบกู้สถานการณ์ โดยเขาได้คิดค้นเครื่องเล่นเกมชนิดใหม่ ที่รวมฟังก์ชันพกพาสะดวกของ Game & Watch เข้ากับการเปลี่ยนแผ่นเกมได้หลากหลายของ NES จนเกิดเป็น “Game Boy” ที่เริ่มวางขายในปี 1989 และสินค้าก็ขายหมดเกลี้ยงภายใน 2 สัปดาห์
และภายใน 3 ปี ยอดขายของ Nintendo ก็พุ่งขึ้นกว่า 2.3 เท่า มาอยู่ที่ราว 1.7 แสนล้านบาทเมื่อคิดเป็นมูลค่าในปัจจุบัน ซึ่งมีส่วนแบ่งของกำไรมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากแผ่นเกม
Nintendo กลายมาเป็นหนึ่งในบริษัทเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าบริษัทในปัจจุบันกว่า 2.5 ล้านล้านบาท และได้ทำให้ฮิโรชิกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยสุดในประเทศญี่ปุ่นในปี 2008 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินในขณะนั้นกว่า 2.5 แสนล้านบาท
จนกระทั่งในปัจจุบัน Nintendo ก็ยังคงสร้างความฮือฮาให้วงการเกมทั่วโลกได้ ด้วยเกมคอนโซลล่าสุดอย่าง Nintendo Switch พร้อมกับเกมที่นำมาปัดฝุ่นใหม่อย่าง Animal Crossing รวมถึงเกมอมตะที่ไม่ว่าจะนำมาทำใหม่กี่เวอร์ชันก็ฮิตแทบทุกครั้งอย่าง Mario
Cr.sanook
โดยหลังจากเปิดตัวในปี 2017 Nintendo Switch ขายไปแล้วกว่า 84 ล้านเครื่อง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Nintendo มีกำไรเติบโตกว่า 80% ในปี 2020 ที่ผ่านมา
มาถึงตรงนี้ เราก็คงสรุปได้ว่า กว่า Nintendo จะกลายมาเป็นเจ้าแห่งเกมคอนโซลในยุคนี้ บริษัทแห่งนี้ก็ต้องผ่านวิกฤติ รวมถึงตัดสินใจเปลี่ยนธุรกิจใหม่ไปหลายครั้งก่อนที่จะมาพบกับธุรกิจเกมตลอดระยะเวลา 132 ปีที่ผ่านมา
นอกจากความน่าทึ่งของฮิโรชิ ยามาอุจิ ที่ต้องเข้ามารับบทบาทผู้นำบริษัท Nintendo ตั้งแต่มีอายุได้เพียง 21 ปีแล้ว
คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอีกส่วนสำคัญที่นำพา Nintendo มาถึงจุดนี้ได้ ก็ต้องให้เครดิตกับ ชิเงรุ มิยาโมโตะ ผู้ให้กำเนิด “Mario” ที่เป็นจุดเริ่มต้นแครักเตอร์อมตะที่เป็นตำนานไปแล้ว แม้แต่โอลิมปิก 2020 ที่จัดขึ้นประเทศญี่ปุ่นก็ได้นำ Mario มาเป็นพรีเซนเตอร์ของงานนี้ ซึ่งเชื่อได้ว่า เมื่อเรานึกถึง Nintendo ครั้งใด หน้า Mario ก็จะลอยมาคู่กันเสมอ
2
และคนสุดท้ายก็คือ นักศึกษาจบใหม่ที่ชื่อว่า กุนเป ที่แม้จะเริ่มต้นจากการเป็นช่างซ่อมบำรุงเครื่องจักรที่โรงงาน แต่ไอเดียของเขาก็ได้ทำให้ Nintendo วิวัฒนาการจากบริษัทขายไพ่ กลายมาเป็นบริษัทผลิตเครื่องเล่นรวมถึงก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าแห่งเกมคอนโซล จนถึงปัจจุบัน..
1
    ผู้ชายอบอุ่น ที่สุดในจักรวาฬ
    ให้ลองอ่านเรื่องนี้ประกอบครับ https://www.longtunman.com/26812