มีบัญชีอยู่แล้ว?
#โอลิมปิก​รำลึก
โดย มิสมาต้า
เรื่องเล่าริมสระ
การเกิดมาเป็นผู้ชายที่รูปร่างหน้าตาดี และ มี 4 เหรียญทอง 1 เหรียญเงินจากกีฬา​โอลิมปิก​ 3 สมัย คือสิ่งที่หลายคนฝันอยากจะเป็น
ซึ่ง เกรกอรี เอฟธิมิออส ลูกานิส เป็นคนๆ นั้น
แต่สำหรับยอดนักกระโดดน้ำชาวอเมริกัน​ ชีวิตของเขาไม่ได้ถูกโปรยด้วยทุ่งลาเวนเดอร์​อันสวยงามอย่างที่คนทั้งโลกเห็น
เกร็ก ลูกานิส คือชื่อเรียกที่คนทั่วไปใช้เรียกขาน เขาเกิดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 1960 ที่แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะลูกครึ่งซามัว -​ สวีดิช ที่ถูกครอบครัวอุปถัมภ์​นำมาเลี้ยงดูตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ด้วยวัยแค่ 8 เดือน
นามสกุลลูกานิสของเขาก็ได้มาจาก ฟรานเซส กับ ปีเตอร์​ ลูกานิส พ่อแม่บุญธรรมที่มีเชื้อสายกรีก
ซึ่งกว่าที่เกร็กจะได้เจอกับ Fouvale Lutu พ่อแท้ๆ ก็ล่วงเลยมาที่ปี 1984 จากนั้นจึงเกิดการตรวจดีเอ็นเอจนทราบถึงพี่น้องต่างมารดา ที่นำพาให้เขาได้พบกับมารดาผู้ให้กำเนิดในปี 2017
เกร็กเริ่มต้นเรียนกายกรรม และ ยิมนาสติก​ ตั้งแต่อายุแค่ 18 เดือน เพราะเห็นพี่สาวเรียนแล้วเกิดความชื่นชอบจนไปขออนุญาต​ครอบครัวเรียนตาม ด้วยความที่ตนเองเป็นโรคภูมิแพ้​ และ หอบหืด ครอบครัว​จึงสนับสนุน​ให้ออกกำลังกายอย่างเต็มที่​
ชีวิตทางน้ำของเกร็กเริ่มต้นขึ้นเมื่อเข้าวัย 9 ปี เมื่อเขาได้เรียนดำน้ำที่สระส่วนตัว ในขณะที่​ครอบครัวยังได้ซื้อเครื่อง​เล่นแทรมโปลินมาให้เด็กๆ เล่นด้วย
เมื่อนำกายกรรม , ยิมนาสติก​ , ดำน้ำ และ แทรมโปบินมาฟิวชั่นกัน เกร็กจึงกลายเป็นนักกีฬา​กระโดด​น้ำดาวรุ่งชั้นแนวหน้า​ของประเทศ จนติดทีมโอลิมปิก​ไปแข่งรายการจูเนียร์​ และ ฟอร์มเกิดไปเข้าตา แซมมี ลี ที่ไม่ใช่อดีตกองกลางพันธุ์​ดุ​ของลิเวอร์พูล​
แต่ แซมมี ลี เป็นอดีตนักกระโดดน้ำ 2 เหรียญ​ทองโอลิมปิก 2 สมัย เมื่อปี 1948 และ 1952 ซึ่งโค้ชท่านนี้เป็นคนสัญชาติ​เอเชียน-อเมริกันคนที่สองที่ได้รับเหรียญ​ทอง​โอลิมปิก​
เขาเทรนให้เกร็กสามารถคว้าเหรียญ​เงินกระโดดน้ำ ประเภทแพลตฟอร์ม​ 10 เมตร ที่มอนทรีออลเกมส์ เมื่อปี1976 ด้วยวัยเพียง 16 ปี
เกร็กแพ้ให้กับ เคลาส์ ดิบิอาสซี ตำนานนักกระโดด​น้ำเหรียญ​ทอง 3 สมัยชาวอิตาเลียน​เพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งนี่ยังเป็นการยืนบนโพเดียม​อันดับสองในโอลิมปิกเพียงครั้งเดียวของเขาอีกด้วย
จากนั้นเกร็กก็กลายเป็นหนุ่มฮอตของประเทศ รอยยิ้มพิมพ์​ใจของเกร็กเข้าขั้นพิฆาตทุกคนที่ได้เห็น และ ได้ไปเข้าฝึกกับ รอย โอ'เบรียน ยอดโค้ชของประเทศในเวลาต่อมา
แต่น่าเสียดายที่ความขัดแย้ง​อันเป็นสงครามเย็น​ของสองขั้ว​อำนาจโลก จึงทำให้ทัพนักกีฬา​อเมริกันต้องอดไปแข่งที่มอสโกเกมส์ จากคำสั่งบอยคอต​ของประธานาธิบดี​จิมมี คาร์เตอร์
เกร็กจึงไปหยิบเหรียญ​ทองรายการแพนอเมริกัน​เกมส์  และ รายการชิงแชมป์​โลก​มาแก้เบื่อเพื่อไม่ให้ขาดรายการแข่งอันเข้มข้น
ซึ่งในรายการชิงแชมป์​โลก​ปี 1982 ที่ประเทศ​เอกวาดอร์​ มีการกระโดดของเกร็กอยู่หนึ่งครั้ง ที่การกระโดดของเขาสมบูรณ์​แบบในทุกท่วงท่าจนทำให้เหล่ากรรมการ​ทั้ง 7 คน กดคะแนนให้เต็มสิบโดยพร้อมเพรียง​กัน ซึ่งนี่คือครั้งแรกของโลกที่เคยเกิดขึ้น
ในระหว่างนั้นเกร็กได้แต่งตั้ง​ให้ อาร์ เจมส์ "จิม" แบ็บบิท เป็นผู้จัดการ​ส่วนตัว​เมื่อปี1983 จากนั้นชีวิตของเกร็กก็ได้ทะยานสู่จุดสูงสุด​ในปีต่อมา
เมื่อโอลิมปิกที่รอคอยได้เดินทางมาถึง แถมยังเป็นโอลิมปิก​ที่ชาติ​บ้านเกิดอีกด้วย แอลเอเกมส์ 1984 ชื่อของ เกร็ก ลูกานิส คือโดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งของทัพนักกีฬา​จากเกือบทั่วทุกสารทิศ​
เขากวาด 2 เหรียญ​ทองจาก สปริงบอร์ด​ 3 เมตร และ แพลตฟอร์ม​ 10 เมตร อย่างง่ายดายชนิดคะแนนทิ้งห่างกันแบบไม่เห็น​ฝุ่น​ เรียกได้ว่าผู้ชมหันไปลุ้นอันดับอื่นๆ ยังสนุกกว่าลุ้นให้นักกระโดด​คนอื่นทาบชั้นเกร็กได้ใกล้ๆ
เกร็กจึงถูกยกเป็นหนึ่งในสุดยอดนักกระโดดน้ำชายของโลกโดยไม่มีใครคัดค้าน​ และ เดินหน้าสร้างความยิ่งใหญ่​ต่อไปได้เรื่อยๆ
ชีวิตทางน้ำของเกร็กไปได้ด้วยดีภายใต้การมีผู้จัดการคู่ใจที่ชื่อจิม ไม่มีใครเก่งไปกว่าเขาอีกแล้วในยุคสมัยนั้น  ทุกรายการระหว่างปี 1984-1987 เกร็กไม่เคยเป็นที่สองรองใคร
::
และแล้วกีฬา​แห่งมวล​มนุษยชาติ​ก็เวียนกลับมาที่กรุงโซล​ ประเทศ​เกาหลีใต้​ เกร็กมาแข่งด้วยวัย 28 ปีเต็ม และ เขาไม่ได้มาแข่งเพื่อแพ้ใครเช่นเดิม
ซึ่งที่นี่นี่เอง การกระโดดของเกร็กในประเภทสปริงบอร์ด​ได้สร้างเหตุการณ์ช็อคโลกขึ้นชนิดเลือดสาดคาจอการถ่ายทอดสด
เมื่อเขากระโดดไม่พ้นขอบของสปริงบอร์ดจนทำให้ศีรษะฟาดแผ่นกระดานอย่างจังจนเลือดอาบ  ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเมื่อปี 1979 เกร็กเคยสลบไป 20 นาที เพราะหัวฟาดขอบแพลตฟอร์ม​ของประเภท 10 เมตร
ซึ่งตัวเกร็กเองได้ออกมาบอกว่าเขาโชคดีที่นั่นคือขอบแผ่นบอร์ด​ที่ไม่ใช่ขอบคอนกรีต​ เพราะนั่นอาจทำให้เขาตายไปแล้ว
ปี 1988 เขาจึงไม่เป็นอะไรมากจนสามารถกลับมาแข่งต่อได้หลังจากเย็บแผล​เสร็จ​
เหตุการณ์​ในวันนั้นคือจุดเริ่มต้นของการอยากระบายความอึดอัด​ใจ​ของเขา
เกร็กจบโอลิมปิก​สุดท้ายในชีวิต​ด้วย 2 เหรียญ​ทองเช่นเดิม แม้จะคะแนนลดลงจากเดิมอยู่พอสมควร แถมเหรียญ​ทองประเภทแพลตฟอร์ม​ของเกร็กก็ไม่ได้มาง่ายๆ เหมือนทุกครั้ง
เมื่อเขาต้องกระโดดในรอบชิงด้วยท่าความยาก 3.4 เพื่อให้ได้คะแนนจากกรรมการทั้งหมดรวม 85.50 คะแนนขึ้นไป เขาจึงจะชนะคู่แข่งดาวรุ่งวัย 14 ปีจากจีนได้ สุดท้ายเกร็กทำได้ 86.70 คะแนน เฉือนเอาชนะ เซียง-หนี ไปเพียง.1.14 คะแนนเท่านั้น
::
ใครจะไปคิดว่าชีวิตหลังจากนั้นของเกร็กจะเปลี่ยนไป
เขาออกมาเปิดเผยว่าในวันที่เขาเลือดสาดคาขอบสระที่กรุง​โซล เขาอยากบอกกับทุกคนที่เข้ามาช่วยเหลือว่า "ระวังเลือดของผม มันอาจมีเชื้อ HIV !!!" และ "ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอัมพาต​ในเวลานั้น และ รู้สึกแย่ที่ทำให้คนอื่นมีความเสี่ยง"
ใช่ เกร็กรู้ตัวว่ารับเชื้อ HIV จากการตรวจเลือดเพราะตนเองรู้สึกผิดปกติ​ก่อนโอลิมปิก​จะเริ่ม 6 เดือน และทานยาต่อต้านไวรัส AZT ทุก 4 ชั่วโมงตามคำแนะนำของแพทย์
ซึ่งหนึ่งในทีมแพทย์​ที่ร่วมวินิจฉัย​เป็นญาติของเกร็ก ที่แนะนำว่าชีวิตคนเราต้องเดินหน้าต่อ คุณแค่ทานยา และ ระมัดระวัง เกร็กจึงยอมมาแข่ง รวมทั้งยังโชคดีที่คลอรีนในสระน้ำสามารถทำลายเชื้อที่เจือจางได้ เขาจึงค่อย​รู้สึก​ดีขึ้น
ในยุคสมัยที่โรคเอดส์​คือเชื้อร้ายที่สังคมรุมประณาม​ด้วยความรังเกียจ ในโลกตะวันตกเองยังรับกันไม่ได้จนหลายครั้งมีการเนรเทศ​ให้คนติดเชื้อย้ายที่อยู่ออกไป
1
เกร็กจึงไม่กล้าที่จะบอกเรื่องราวนี้กับใคร
เขาคือขวัญใจ​อเมริกัน​ชน และ เป็นบุคคลตัวอย่างของเยาวชน​ พื้นฐาน​ของเกร็กคือคนดี
แล้วเขาไปรับเชื้อมาจากใครล่ะ
จิม แบ็บบิท ผู้จัดการส่วนตัวของเกร็กคือไอ้เวรตะไลคนนั้น
คนภายนอกเคยจับสังเกต​ว่าคู่นี้ดูหวานกัน แต่เกร็กเล่าว่ามันเป็นความสัมพันธ์​ที่เริ่มต้นอย่างย่ำแย่ เมื่อจิมลงมือข่มขืนเขาตั้งแต่ปี1983 จนต้องจำยอมรับความสัมพันธ์​นี้ให้เดินหน้าต่อไป
จิมเป็นแฟนที่ไม่ดี และ มีพฤติกรรม​นอกใจอยู่เป็นระยะ แถมยังเป็นผู้จัดการที่แย่ที่สุด เมื่อรายได้ราว 80% ของเกร็กถูกจิมนำเอาไปใช้เป็นการส่วนตัว
เมื่อความอดทนถึงขีดสุด ปี1989 เกร็กไล่จิมออกจากงาน และ มีการขอให้ศาลออกคำสั่งห้ามมายุ่งเกี่ยวใดๆ ในอนาคต
ในอีก 1 ปีต่อมา จิม แบ็บบิท เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์​ เกร็กเริ่มคิดถึงโลกหลังความตายแบบคนจิตตก
ชีวิตของเกร็กไม่มีอะไรจะต้องปิดบังอีกแล้ว เขาใช้ชีวิตอย่างเปิดเผย และ ตอบรับเข้าร่วมมหกรรม​กีฬา​ Gay games 1994 พร้อมกับประกาศตัวว่าเป็นเกย์อย่างเป็นทางการในพิธีเปิดกีฬา​นี้เลย
ในปี 1995 เกร็กยังยอมรับว่าได้รับเชื้อ HIV ในช่วงเปิดตัวอัตชีวประวัติของตัวเองชื่อ Breaking The Surface  ที่ต่อมาได้ถูกนำมาสร้างเป็นซีรีส์​เมื่อปี 1997
นอกจากนี้เรื่องของเขาในหนังสือ​ยังเคยถูกนำโครงเรื่องมาดัดแปลงเป็นละครเวทีในประเทศ​ไทย ซึ่งใช้ชื่อเรื่องว่า "ผ่าผิวน้ำ" ช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2008
::
เกร็กเคยบอกว่า การกระโดดของเขาเร้าใจเหมือนการวิ่ง 100 เมตร ได้ในเวลา 9.5 วินาที (สถิติโลกตอนนั้นคือ 9.9 วินาที)​ หรือ เหมือนการกระโดดไกลได้ระยะ 9.15 เมตร
ชีวิตนอกสระน้ำของเกร็กจึงดำเนินไปได้ด้วยดี เขาเคยแต่งงาน และ เพิ่งหย่าร้างไปเมื่อเดือนมิถุนา​ยนที่ผ่านมา แต่นั่นคือการจบความสัมพันธ์​ที่ดี
เขาเรียนรู้​ได้ว่าการเลิกรักกันไม่จำเป็นต้องจบด้วยการเกลียดชัง​ การเคยทำดีต่อกันต่างหากคือสิ่งที่ควรจำ
ในเดือนมกราคม ปี 2022 จะเป็นการจัดงานวันเกิดครั้งที่ 29 หลังจากที่เกร็กเคยชวนทุกคนที่เขารักมาร่วมงานวันเกิดที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเมื่อปี 1993 ที่เขาเรียกมันว่างานวันเกิดครั้งสุดท้าย เพราะคิดว่าตัวเองจะต้องตายตามจิมไปอย่างแน่นอน
คนเราที่เคยมีจุดสูงสุดของชีวิตล้วนเคยผ่านการเจ็บ เคยทำพลาด เคยล้มเหลว หรือ เคยทำไม่ดีกันมาทั้งนั้น
แต่เราสามารถนำความผิดพลาดเหล่านั้นมาสอนตัวเองได้ รวมทั้งยังส่งต่อประสบการณ์​ที่ถูกต้องให้คนอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะในฐานะโค้ช , ไลฟ์โค้ช หรือ นักกิจกรรม​
โรคเอดส์​ไม่น่ากลัวเท่าการหยุดเป็นมนุษ​ย์ที่​ดี เพียงแค่คุณ​ทานยา และ ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน คุณก็รับผิดชอบสังคมมากพอแล้ว
#PlayNowThailand #khelnow #football #PlayNowThailand #khelnow #HIV #Olympic

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์