15 ส.ค. 2021 เวลา 00:00 • หนังสือ
บทความ หลวงปู่ดีเนาะ
จากหนังสือ ลำธารริมลานธรรม
เขียนโดย พระไพศาล วิสาโล
3
เมื่อ ๕๐ ปีก่อน หากไปถามคนอุดรว่า รู้จักพระเทพวิสุทธาจารย์ไหม ส่วนใหญ่คงได้แต่ส่ายหน้า แต่ถ้าถามถึง“หลวงปู่ดีเนาะ” ทุกคนจะรู้จักเป็นอย่างดี เพราะท่านเป็นพระที่ชาวอุดรให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง
2
หลวงปู่ดีเนาะ มีนามเดิมว่า บุ ปลัดกอง เกิดที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อพ.ศ. ๒๔๑๕ ต่อมาครอบครัวของท่านได้อพยพมาอยู่ที่อำเมือง จังหวัดอุดรธานี ท่านอุปสมบทเมื่ออายุ ๒๓ ปี บวชได้ ๓ พรรษาก็ได้ไปจำพรรษาที่วัดมัชฌิมาวาส และอยู่ประจำที่วัดนี้โดยตลอด จนได้เป็นเจ้าอาวาส และได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นลำดับ จนเป็นพระราชาคณะชั้นเทพ
1
เหตุที่ท่านมีฉายาว่า “หลวงปู่ดีเนาะ” ก็เพราะว่าเวลาท่านพูดคุยกับใครก็ตาม ท่านชอบกล่าวคำว่า “ดีเนาะ” อยู่เป็นนิจ ไม่ว่าเรื่องที่ท่านได้รับฟังนั้นจะเป็นเรื่องร้ายเพียงใดก็ตามมิใช่แต่เรื่องที่ท่านได้ยินเท่านั้น เวลามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นกับท่าน แม้เป็นเรื่องไม่ดีหรือเรื่องร้าย ท่านก็กล่าวคำว่า “ดีเนาะ”
และไม่ได้มีทีท่าเป็นทุกข์ร้อนแต่อย่างใด ท่านมีอารมณ์ดีอยู่เสมอเพราะมองทุกอย่างเป็นเรื่องดีไปหมด
มีเรื่องเล่าว่าวันหนึ่ง ท่านได้รับนิมนต์ไปเทศน์ที่บ้านโยมเจ้าภาพแจ้งว่าจะมารับแต่เช้า แต่หลวงปู่นั่งรอจนสายโยมก็ไม่มาสักที ท่านจึงว่า “ไม่มา ก็ดีเหมือนกันเนาะ เราฉันข้าวของเราดีกว่า”
ฉันได้สักพัก โยมก็มารับ พร้อมกับขอโทษหลวงปู่ที่มาช้าเนื่องจากรถเสีย ท่านหยุดฉันกลางคัน พูดกับโยมว่า “อือ ก็ดีเนาะ ไปฉันที่งานเนาะ”
นั่งรถไปได้สักพัก ปรากฏว่าเครื่องดับ คนขับแจ้งว่ารถเสีย หลวงปู่ก็ว่า “ดีเนาะ ได้หยุดพักชมวิวเนาะ”
1
หลังจากคนขับซ่อมรถพักใหญ่ ก็เอ่ยปากขอให้หลวงปู่ช่วยเข็นรถ ท่านยิ้มแล้วบอกว่า “โอ้ดีเนาะ ได้ออกกำลังเนาะ” ว่าแล้วก็ออกแรงช่วยเข็นรถจนวิ่งได้
กว่ารถจะไปถึงบ้านงาน ก็เลยเที่ยงแล้ว เป็นอันว่าวันนั้นหลวงปู่แทบไม่ได้ฉันข้าวเลย แต่ท่านก็ยังยิ้มได้ ท่านนั่งพักสักครู่เจ้าภาพก็นิมนต์ท่านขึ้นเทศน์
“ดีเนาะ มาถึงก็ได้ทำงานเลยเนาะ” ว่าแล้วท่านก็ขึ้นธรรมมาสน์เทศน์จนจบ มีคนชงกาแฟถวาย แต่เผลอตักเกลือใส่แทนน้ำตาล หลวงปู่จิบกาแฟไปหนึ่งคำ แล้วก็บอกโยมว่า “โอ้ดีเนาะ ดี ๆ” แล้วก็วาง
1
ลูกศิษย์เห็นหลวงปู่ไม่ฉันกาแฟแล้ว จึงอยากดื่มต่อเพื่อเป็นสิริมงคล ครั้นดื่มกาแฟไม่ทันจะกลืนก็พ่นพรวดออกมา “เค็มปี๋เลยหลวงปู่ ฉันเข้าไปได้ยังไง”
“ก็ดีเนาะ ฉันกาแฟหวาน ๆ มานาน” หลวงปู่ว่า “ฉันเค็ม ๆบ้างก็ดีเหมือนกัน”
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นที่กล่าวขานกัน คราวหนึ่งโจรได้ขึ้นกุฏิหลวงปู่ พร้อมกับเอาปืนจี้ท่าน แล้วประกาศว่า “นี่คือการปล้น อย่าขัดขืนนะหลวงปู่”
1
หลวงปู่แทนที่จะสะทกสะท้าน กลับยิ้มให้โจร แล้วกล่าวว่า “ปล้นก็ดีเนาะ”
โจรชะงักด้วยความแปลกใจ ถามหลวงปู่ว่า ถูกปล้นทำไมถึงว่าดี หลวงปู่ตอบว่า “ทำไมจะไม่ดีละ ก็ข้าต้องทนทุกข์ทรมานเฝ้าไอ้สมบัติบ้า ๆ นี่ตั้งนานแล้ว เอ็งเอาไปเสียให้หมดข้าจะได้ไม่ต้องเฝ้ามันอีก”
โจรขู่ว่า นี่ไม่ใช่แค่ปล้นนะ แต่เขาตั้งใจจะฆ่าหลวงปู่ด้วยเพื่อปิดปากเจ้าทรัพย์ “ฆ่าก็ดีเนาะ” หลวงปู่ตอบ
โจรแปลกใจจึงถามว่า ถูกฆ่ามันดีตรงไหน หลวงปู่ตอบว่า “ข้ามันแก่แล้ว ตายเสียได้ก็ดี จะได้ไม่ทุกข์ร้อนอะไร”
โจรรู้สึกอ่อนใจเลยบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ฆ่าหรอก”
“ไม่ฆ่าก็ดีเนาะ”
โจรสงสัยถามหลวงปู่ว่า “ทำไมฆ่าก็ดี ไม่ฆ่าก็ดีอีก”
หลวงปู่ตอบว่า “การฆ่ามันเป็นบาป เอ็งจะต้องชดใช้เวรทั้งชาตินี้และชาติหน้า อย่างน้อยตำรวจเขาจะต้องตามจับเอ็งเข้าคุก เข้าตะราง หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย ตายแล้วก็ยังตกนรกอีก”
ในที่สุดโจรก็เปลี่ยนใจ บอกหลวงปู่ “ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ปล้นหลวงปู่แล้ว” หลวงปู่ตอบเหมือนเดิมว่า “ไม่ปล้นก็ดีเนาะ”
โจรผู้นี้ภายหลังได้สำนึกบาป มอบตัวกับตำรวจ เมื่อพ้นโทษออกมา ก็ขอบวชกับหลวงปู่
1
เป็นเพราะหลวงปู่มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ ขณะเดียวกันคำว่า “ดีเนาะ” ของท่านก็เตือนใจให้ผู้คนรู้จักหาประโยชน์จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าดีหรือร้าย เป็นเสมือนการสอนธรรมที่กระชับสั้น แต่มีความหมายลึกซึ้ง ดังนั้นเมื่อท่านได้รับ
พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ จึงมีราชทินนามว่า “สาธุอุทานธรรมวาที” ซึ่งแปลว่า “ผู้สอนธรรมโดยกล่าวคำว่าดีเนาะ”
3
ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดมัชฌิมาวาสเป็นเวลานานถึง ๖๒ ปี จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๑๓ จึงได้ถึงแก่มรณภาพลง สิริอายุ ๙๘ ปี
โฆษณา