ห้องในท้องเรือ​
⛵🥨🥯🥗🎂🍺🥃
ถ้าเปรียบข้างในเรือกับข้างในมนุษย์ทางด้านนามธรรมแล้ว ก็คงจะเป็นเหมือนจิตใจของเรานี่เอง สิ่งสำคัญที่สุดแต่กลับถูกมองข้ามที่สุด
ข้างในเรือนั้นสามารถแบ่งได้หลาย ๆ ห้อง แต่มีอยู่ห้องหนึ่งที่อยู่ลึกลงไปข้างล่างสุด มันคือห้องที่มองไม่เห็นแต่ใช่ว่าจะลงไปไม่ได้
คือห้องลับของกัปตันที่บางทีกัปตันเองก็ไม่รู้ว่ามีอยู่และมันก็มีอิทธิพลควบคุมการกระทำและการตัดสินใจ ความคิดต่าง ๆ ทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว โดยจิตวิญญาณของกัปตันเองก็ได้ผูกติดและฝังไว้ในที่แห่งนี้และห้องนั้น
มันก็คือ “ห้องในท้องเรือ” หรือที่อยู่ของจิตใต้สำนึกนั่นเอง
เพราะห้องในท้องเรือนี้มันได้อยู่ลึกลงไปข้างล่างสุดและเนื่องจากมันอยู่ลึกลงไปล่างสุดก็จะไม่ค่อยได้ใช้งานและบางครั้งเมื่อมีห้องที่ไม่ค่อยได้ใช้งานมนุษย์ก็จะใช้มันเป็น “ห้องเก็บของ”
แล้วมนุษย์เราชอบทำอะไรกับห้องเก็บของล่ะ?
คุณมีของบางอย่างที่ไม่จำเป็นจะต้องใช้งานหรือเปล่าแต่ก็ไม่อยากทิ้งไปเลยนำของนั้นไปไว้ในห้องเก็บของหรือเก็บไว้ที่ไหนสักแห่งในจิตใจเบื้องลึกของเรา
ของสิ่งนั้นมันอาจจะใช้ได้อีกหรือมันอาจจะเป็นแค่ขยะสำหรับเราที่ต้องกำจัดทิ้งในอนาคต และความคิด ความทรงจำ ประสบการณ์ทั้งที่ดีหรือไม่ดีที่สั่งสมมาตั้งแต่เราจำความได้ก็เช่นกัน
เราเก็บของเหล่านี้รวมไว้ทุกอย่างในห้องเก็บของที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจ มันมีทั้งความทรงจำที่ดีมาก ๆ ความทรงจำที่เลวร้ายสุด ๆ และมีหลาย ๆ ความทรงจำที่เราได้ลืมมันไปแล้วอีกด้วย
🤕🤒😷
ที่แห่งนี้คือชนวนการกำเนิดบุคคลในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ศิลปินผู้โด่งดัง นักพูด ผู้ช่วยเหลือสังคมหรือแม้แต่ฆาตกร และผู้ที่จบชีวิตด้วยมือของตัวเอง
สำหรับคนทุกคน ช่วงวัยเด็กคือช่วงเวลาที่จะได้ทำความรู้จักคนคนหนึ่งได้อย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นสมัยเด็กจะส่งผลต่อการกำหนดนิสัยเมื่อโตขึ้น
ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนดีหรือคนเลว คนปากร้าย คนนิสัยเสีย คนมักง่าย คนอ่อนโยน คนเข้มแข็ง นิสัยเหล่านี้คือนิสัยที่เป็นผลผลิตจากเหตุการณ์ที่สั่งสมเรื่อยมาตั้งแต่วัยเด็ก
ในห้องเก็บของเรานั้นมีของต่าง ๆ มากมายแต่ที่แน่ ๆ น่าจะมีเชือกสักเส้นแน่นอน
ฉันเปรียบชีวิตหนึ่งชีวิตเป็นเหมือนเชือกหนึ่งเส้น และเปรียบปัญหา ประสบการณ์ สิ่งแย่ ๆ ที่สะสมมาตั้งแต่สมัยเด็กเป็นปมเชือก
ยิ่งเชือกผูกปมมากเท่าไหร่เชือกก็จะยิ่งสั้นลง นั่นหมายความว่ายิ่งชีวิตมีประสบการณ์เลวร้ายสะสมมาตั้งแต่สมัยเด็กมากเท่าไหร่เมื่อโตขึ้นถ้าหากไม่รู้ว่ามีปมหรือรู้แต่ไม่หาวิธีแกะปมออก
ปมนั้นก็นำมาได้ทั้งหายนะและประโยชน์ขึ้นอยู่กับวิธีเลือกเดินของผู้ที่มีปม
งั้นลองจินตนาการว่าเอาเชือกกระสอบมัดปมหลาย ๆ ปม แล้วผูกปลายเชือกทั้งสองด้านกับอะไรสักอย่างไว้คนละฝั่ง​ (เหมือนผูกราวตากผ้า)​ ก็จะพบว่าปมนั้นจะยิ่งถ่วงเชือกนั้นให้ลดต่ำลง และเมื่อเราพยายามขึงเชือกให้ตึงไม่ให้ถ่วงลงต่ำก็จะพบว่าปมนั้นแน่นขึ้น
เมื่อความเจ็บนั้นมันถาโถมเข้ามาและยิ่งฝืนที่จะใช้ชีวิตต่อไปโดยทนกับความเจ็บปวดของการบีบรัดปมนั้น
ในที่สุดเมื่อเชือกทนกับแรงดึงทั้งสองฝั่งไม่ได้เชือกก็จะขาด
แต่ไม่ว่าเชือกนั้นแข็งแรงแค่ไหนทางด้านกายภาพแต่เชือกที่เป็นชีวิตหนึ่งชีวิตจริง ๆ นั้นมีกำลังหนุนเป็นความแข็งแกร่งของจิตใจ
ไม่ว่าปมนั้นจะเล็กจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับชีวิตและความคิดของคนแต่ละคนที่เติบโตมา
เราทุกคนเติบโตมาคนละที่ คนละแบบ พ่อแม่เลี้ยงดูไม่เหมือนกัน มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน
ดังนั้นประสบการณ์ก็จะบีบให้ชีวิตเลือกหนทาง และความเจ็บปวดก็จะเป็นเหมือนมีด เมื่อชีวิตไม่สามารถเดินทางโดยลากปมที่หนักอึ้งนี้ต่อไปได้ เมื่อเชือกนั้นขาด
และผู้มีปมนั้นก็เหมือนผู้ที่ถือมีดคมกริบยิ่งกว่ามีดคว้านท้องของซามูไรที่มีชื่อว่ามีดแห่ง "ความเจ็บปวดทรมานทางใจ"
มีสิทธิ์ที่จะหันคมเข้าหาตัวเองหรือหันคมใส่คนอื่นก็ได้
ดูตัวอย่างได้จากภาพยนตร์เรื่องโจ๊กเกอร์ที่เป็นตัวอย่างฆาตกรที่มีชีวิตอยู่ในโลกของภาพยนตร์หรือบุคคลจริงนั่นก็คือ ฮิตเลอร์ ยิ่งปมที่มีในจิตใจแสดงถึงความเจ็บปวดมากเท่าไหร่พลังทำลายล้างก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น
นี่ก็เป็นสาเหตุเดียวกันที่ทำให้คนบางคนชอบพูดทำร้ายจิตใจ ชอบกระทำบางสิ่งที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกเจ็บ นั่นเพราะจิตใจของเขาไม่เคยหาความสุขได้เลย เลยอยากให้คนที่อยู่รอบข้างรับรู้ถึงความเจ็บเหมือนในจิตใจของเขา
แต่ใช่ว่าทุกคนที่มีปมแล้วจะกลายเป็นคนร้ายไปซะทุกคน ยังมีคนหลาย ๆ คนที่เติบโตมาโดยใช้ปมเป็นแรงผลักดัน
หากเราจินตนาการที่จะปีนขึ้นที่สูงหรือลงมาจากที่สูงโดยใช้เชือกเส้นเดียวหากเราผูกปมกับเชือกนั้นก็จะยิ่งทำให้เราไต่เชือกได้ง่ายขึ้นใช่ไหม
มีคนหลายคนที่รู้ว่าตัวเองมีปมแต่อาจจะด้วยการอบรมเลี้ยงดู หรือประสบการณ์หรือวิธีการคิดในด้านดีของเจ้าตัวเองทำให้เป็นแรงผลักดันโดยการใช้ปมนั้นก้าวต่อไปข้างหน้า
เจ้าตัวอาจจะเคยลองแกะปมนั้น หรืออาจจะลองพิจารณาปมนั้นแล้วเก็บให้มันเป็นบทเรียนชีวิตที่จะได้เข้าใจชีวิตตัวเองและเข้าใจคนอื่นมากขึ้น
คนบางคนสามารถยอมรับปมนั้นและปล่อยวางมันได้โดยไม่เก็บให้มันเป็นเรื่องหนักอึ้งในใจซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก ๆ เพราะการปล่อยวางการโดนทำร้ายทางด้านจิตใจเป็นเรื่องที่ปล่อยวางได้ยาก
บุคคลที่ทำแบบนี้ได้ก็คือโอปราห์ วินฟรีย์ ที่ชีวิตวัยเด็กของเธอโดนพ่อแม่เลี้ยงดูแบบทุบตีเป็นประจำและในวัยเด็กของเธอก็โดนล่วงละเมิดทางเพศจากญาติของตัวเองและคนอื่น ๆ
เพื่อนของฉันเองพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ยังเด็กและไม่เจอพ่อแม่อีกหลายปีจนโตขึ้นแต่แทนที่จะน้อยเนื้อต่ำใจว่าตัวเองโดนทิ้งให้อยู่กับปู่กับย่าแต่กลับเข้าใจพ่อแม่และไม่ถือโทษโกรธเพราะคิดว่าอย่างน้อยตัวเองก็โตขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น เข้าใจชีวิตของผู้ใหญ่และไม่เก็บเรื่องนั้นให้มาเป็นปมหนักอึ้งในใจ
นอกจากเชือกเส้นนี้ก็ยังมีของชิ้นอื่น ๆ เก็บไว้ขึ้นอยู่กับว่าของสิ่งนั้นแท้ที่จริงเป็นแค่ขยะหรืออุปกรณ์ตัวช่วยยามคับขัน
เพราะถ้าเป็นขยะมันจะหมายถึงความคิดด้านลบ ความคิดที่ขัดขวางชีวิต ความคิดดักขาตนเองและคนอื่น การดูถูกตนเองและคนอื่น ซึ่งหากคุณมีขยะในห้องเก็บของเยอะก็ไม่ต่างอะไรกับหลุมขยะดี ๆ เลย ชีวิตก็จะดึงดูดแต่สิ่งแย่ ๆ ที่จะกลายเป็นขยะในจิตใจของคุณนั่นเอง
เอาล่ะฉันกล่าวมาขนาดนี้ก็เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจตัวเอง ว่าลึกลงไปแล้วนั้นในจิตใจของเรามีอะไรซ่อนอยู่บ้าง ทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ขอให้รู้ว่าจิตใต้สำนึกของเราเป็นส่วนสำคัญมาก ๆ ในการดำรงชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดนิสัย กำหนดอนาคต กำหนดผู้คนที่เข้ามา กำหนดความสำเร็จหรือล้มเหลว เป็นส่วนที่ใช้กฎแรงดึงดูด เป็นส่วนที่เชื่อมต่อกับจักรวาลและการเข้าใจผู้คนกับสิ่งรอบข้าง
ในเมื่อตัวเราเองยังมีสิ่งที่เราไม่รู้เกี่ยวกับตัวเรา ยังมีสิ่งที่ยังค้นหาไม่เจอ ยังมีสิ่งที่ยุ่งวุ่นวายในจิตใจและคนอื่นก็มักจะเป็นแบบนั้น บางครั้งที่เราไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรลงไป คนรักหรือครอบครัวของเราแสดงพฤติกรรมแปลก ๆ หรือโมโหเรื่องไม่เป็นเรื่องนั่นก็เป็นผลจากปมที่มีในจิตใต้สำนึกนั่นเอง
วิธีศึกษาจิตใต้สำนึกตัวเองนั้นก็คือการลองไปไหนคนเดียว ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ทำกิจกรรมบางอย่างคนเดียว นั่งสมาธิ สังเกตอารมณ์ว่าเป็นคนที่ใช้อารมณ์หนักไปทางไหน อ่อนไหวเกินไปหรือเปล่า บางทีก็ร้องไห้โดยไม่มีเหตุผลหรือไม่ ขี้โกรธ ขี้งอแง ขี้น้อยใจ หนักนิดเบาหน่อยก็โวยวายหรือเปล่า แล้วลองสาวไปถึงต้นเหตุว่าเกิดจากอะไรทำไมเราถึงเป็นคนแบบนี้
คุณอาจจะพบเจอคำตอบบางอย่างในชีวิตที่กำลังตามหามานานก็ได้
ลองเปลี่ยนการใช้คำ​ ยกเลิกการใช้คำพูดลบๆ​ แล้วสรรหา​คำพูดที่สร้างสรรค์​ให้กับตัวเอง​
เช่น​ การด่าว่าตัวเอง​ โง่​ เปลี่ยนเป็น​ ฉันยังฉลาดไม่พอ​ (ทำให้รู้สึกอยากฉลาดกว่านี้)​ คำว่า​ ไม่เก่ง​เท่าเขา เปลี่ยนเป็น​ ยังฝึกฝนไม่พอ​ การไม่ใช้คำพูดลบ ๆ​ กับตัวเองก็เพื่อที่จะบำบัดใจตัวเอง​และพัฒนาตัวเอง​และมันยังสามารถเป็นประตูขนขยะออกจากใจเราเองได้ด้วย
ในห้องเก็บของของคุณมีของจำเป็นในอนาคตหรือเป็นแค่ขยะที่ควรกำจัดทิ้ง ลองเข้าไปค้นมันและลองพิจารณาดูว่าสิ่งไหนควรเก็บสิ่งไหนควรตัดใจทิ้งและปมอันไหนที่สามารถแก้ได้บ้างหรือยอมรับปมนั้นแล้วใช้ปมนั้นเป็นแรงผลักดันชีวิตแทน
“เมื่อถึงเวลาที่ต้องหนีศัตรูหรือเมื่อเวลาที่ความซวยมาเยือน โจรสลัดก็ยังต้องสละทรัพย์สินส่วนตัวบางสิ่งทิ้งลงมหาสมุทรเพื่อให้เรือได้เดินต่อไป เพราะเพื่อความก้าวหน้ามันถึงเวลาที่จะต้อง โยนทิ้ง”
-The​ Sailor
1ถูกใจ
80รับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      บทเรียนชีวิตของมาริโอ บาโลเตลลี่ : ชายผู้ตกเป็นทาสความสนุกของอารมณ์ | Main Stand เจ้าอารมณ์ คลุ้มคลั่ง แปรปรวนง่าย ไม่ค่อยสนใจใคร นี่คือนิยามของ มาริโอ บาโลเตลลี่ นักฟุตบอลชาวอิตาลี ผู้ได้รับฉายาว่า “ซุปเปอร์มาริโอ”
      สรุปทุกฟีเชอร์บน Blockdit ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ตลอดปี 2022 ตลอดปี 2022 ผู้ใช้งาน Blockdit คงจะสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มทั้งด้าน Feature และ UX/UI
      เรากำลังอยู่ในสังคมที่ตอแหล ผมขอโทษที่ใช้ภาษาไม่สุภาพ แต่มันเป็นความจริงนะครับ คนไทยส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะ ที่โดนบังคับ เฉยจนชิน เห็นแต่ทำเป็นไม่เห็น หากไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่ยุ่ง ไม่สน ไม่เสือก รู้แต่ไม่พูด เงียบเข้าไว้ จะได้ไม่เดือดร้อน ต้องทำเป็นไม่ได้ยิน แกล้งโง่เพื่อจะได้อยู่รอด เพิกเฉยต่อสิ่งที่ผิด เพื่อให้มีชีวิตต่อไป แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนที่ไม่มีเสียง เช่น เด็กนักเรียน นักศึกษา ที่กล้าพูดความจริง ทำ เพราะคนอื่นเขาทำ ชอบ เพราะคนอื่นเขาชอบ เกลียด แบบไม่มีเหตุผล รัก แบบไม่ต้องหาคำอธิบาย อ่อนน้อมต่อผู้มีอำนาจที่สูงกว่า เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด แล้วกอบโกยความสำเร็จจนร่ำรวย หากใครทำได้ก็เป็นที่ชื่นชม และได้รับการอวย
      หรือ AI กำลังจะกลืนกินแม้กระทั้งวงการนางแบบ ?? ภาพที่เห็นคือหญิงสาวที่ถูกสร้างโดย AI ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานของ เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ที่ใช้ชื่อว่า The Realist
      ดูทั้งหมด