14 ส.ค. 2021 เวลา 13:58 • ดนตรี เพลง
[รีวิวอัลบั้ม] King’s Disease II - Nas
 
ทวงบัลลังก์อีกหน
-ทุกครั้งที่ศิลปินมีซีรี่ย์อัลบั้มภาคต่อมักจะมีข้อครหามักจะมีแรงกดดันกับข้อครหาตลอดเกี่ยวกับการเปรียบเทียบจากอัลบั้มภาคก่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าว่ากันตามโปรไฟล์ อัลบั้มภาคแรกส่วนใหญ่เป็นอะไรที่คลาสสิคเสมอ นำมาซึ่งความสำเร็จมากมายก่ายกอง การต่อยอดซีรี่ย์ภาคต่อจึงเป็นทางเลือกในการต่อยอดความสำเร็จที่เอาความทรงจำเหล่านั้นกลับมาหวนคืนกันอีกครั้งไม่มากก็ใกล้เคียง แต่สุดท้ายมีอยู่แค่ไม่กี่คนจริงๆที่ดันมีอัลบั้มภาคต่อมีจุดที่เหนือกว่าอัลบั้มภาคแรกจนลืมอัลบั้มแรกๆไปเลย ไม่ง่ายที่จะไปทับถมภาพจำเดิมๆที่ดีอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้เองอัลบั้มภาคต่อกลับกลายเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นน้อยลง เพียงเพราะดูแววไม่น่าจะคลาสสิคกว่าเดิมเป็นแน่นแท้
อีกอย่าง perception ที่มีต่ออัลบั้มภาคต่อเป็นอะไรที่เริ่มกร่อย ไม่น่าจะให้ฟีลที่แตกต่างมากนัก แต่สำหรับแร็ปเปอร์ระดับตำนานแห่ง Queensbridge ที่ยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการอย่าง Nasir bin Olu Dara Jones เรียกๆสั้นว่า Nas ยังคงตอกย้ำถึงความฆ่าไม่ตายง่ายๆ เอาจริง King’s Disease ไม่ใช่อัลบั้มที่ติดทำเนียบความคลาสสิคเทียบเท่า Illmatic ที่ขึ้นหิ้งมิอาจเทียบได้ กระแสก็ค่อนข้างเงียบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากระแสเงียบจะไม่ได้มีดีเสมอไป อย่าลืมว่าอัลบั้มนี้ชนะรางวัล Grammy Award สาขาอัลบั้มแร็ปยอดเยี่ยมไปครองด้วย ถึงผมจะเห็นค้านกับผลรางวัลรอบนี้ เพราะมีอัลบั้ม Alfredo ของ Freddie Gibbs & The Alchemist ที่เข้าชิงด้วยและทำได้ดีกว่า ควรจะได้รางวัลนี้ไป
-อย่างที่ผมเคยรีวิวไปงานก่อนดังกล่าวเป็นงานคืนฟอร์มสำหรับเฮียแกเลย หลังจากที่ Nasir ที่แกให้ Kanye West โปรดิวซ์ให้ทั้งอัลบั้มแทบจะเต็มไปด้วยความเร่งรัด หวือหวาจนเกินไป สาสน์ที่เฮียแกสื่ออกมาเลยผิดเพี้ยนเสียจนแกแทบจะตกชั้นเลยด้วยซ้ำ ส่วนนึงที่เป็นปัญหาคือตัวโปรดิวซ์เซอร์เจ้าของเมกะโปรเจคต์ 7 แทร็ค กลับใส่ความเป็นตัวเองลงไปในงานของเฮียด้วย
ย้อนอ่านรีวิว King’s Disease ได้ที่นี่ >>> https://www.facebook.com/fungpaifungma/photos/a.2241957436099551/2390851061210187
-พอมาถึง King’s Disease เนี่ยแหละคืองานคืนฟอร์มของจริงที่ปรับให้แกเข้าที่เข้าทางมากที่สุด พอเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้พอสมควร สำหรับภาค 2 ก็ปล่อยแบบไม่มีพิธีการอะไรมากเช่นกัน ประกาศล่วงหน้าแค่ 1 สัปดาห์ชิวล์ๆของจริง และยังได้ Hit-Boy มาโปรดิวซ์ให้ทั้งอัลบั้มแบบภาคก่อน เมื่อเปรียบเทียบแล้วผมพอให้คำนิยามทิศทางได้ว่า ภาค 2 มีหน้าค่าตาเป็น King Disease Side B อย่างเห็นได้ชัด ภาคแรกแทบจะเป็นสไตล์เรียกน้ำย่อยที่ย่อยง่ายไหลลื่นกึ่งแมส บางเพลงใกล้เคียงความเป็นป็อปอาร์แอนด์บีเลยด้วยซ้ำ แต่ KD2 โคตร traditional หวนคืนสู่ฮิปฮอป old school ที่คาราวะจิตวิญญาณเก่าๆ และไม่ลืมที่จะปรับตัวเข้าสู่ความร่วมสมัยไปในตัว
Hit-Boy และ Nas
-การได้ร่วมงานกับ Hit-Boy อีกครายังคงเป็นตัวเลือกที่ดีในการสร้างบรรยากาศความเป็นกันเองให้รุ่นพี่แห่ง Queensbridge ได้ถ่ายทอดไรห์มคมๆแก่ชนรุ่นหลังด้วยภาษาผู้ใหญ่ที่เป็นมิตร ไม่ใส่อีโก้เยอะจนเสียกระบวน โดยสาสน์ของภาคต่อนี้ไม่ซ้ำรอยกับภาคแรกที่เสี้ยมสอนเด็กให้รู้จักคุณค่าของความร่ำรวยซ้ำแล้วซ้ำเล่า รอบนี้เฮียแกหยิบยกประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวในอดีตมาสาธยาย ประหนึ่งสำนวนที่รุ่นพี่ชอบพูดให้รุ่นน้องฟังว่า “พี่เคยผ่านจุดนี้มาแล้ว” โดยเฉพาะการดำรงอยู่ในวงการฮิปฮอปอย่างในเพลง The Pressure แทร็คเปิดอัลบั้มที่เปิดด้วยโทนจริงจัง ผิดจากแทร็คเปิดภาคก่อนที่มาแบบชิวล์ๆ เปิดมาด้วย topic พยายามบาลานซ์สภาพจิตใจส่วนตัวที่ไม่ใช่ว่าจะสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ความกดดันของตัวเองและสังคมได้หมดทุกมุม
-สิ่งที่แกให้คำแนะนำคือ ทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดก่อน เรื่องละอันพันละน้อยไม่จำเป็นต้องเก็บหรือให้ค่ามันซะทุกเรื่อง The world on my shoulders is gettin’ too heavy / I been bench pressing the problems ain’t gettin’ too sweaty / Cops brutalizing kids I see it too steadily / Correctional facilities don’t do it correctly.
-หยิบ history ข้อขัดแย้งในอดีตอย่างเพลง Death Row East ที่น้อยคนจะรู้ว่า ครั้งนึงเคยมีความพยายามที่จะตั้งค่าย Death Row สาขา East Coast ซึ่งนับว่าผิดเวลามากๆ เพราะช่วงนั้นทั้งสถานการณ์ภายในค่ายและสองฝากฝั่งยังคงเดือดได้ที่ ข้อขัดแย้งระหว่างแร็ปเปอร์เบอร์ใหญ่ของค่าย 2Pac กับเหล่าคู่ขัดแย้งฝั่ง East Coast ที่มีทั้ง Eric B ว่าที่ CEO สาขา East Coast ที่กำลังจะเกิดขึ้น ร่วมด้วย Big Daddy Kane ในที่สุดโปรเจคต์นี้ถูกพับไปหลัง 2Pac ตาย
-รวมไปถึงการพยายามของเฮีย Nas ในการตีตั๋วบินตรง West Coast เพื่อไปปรับความเข้าใจกับ 2Pac ที่ครั้งนึงตำนานผู้ล่วงลับเคยเข้าใจผิดว่าเพลง The Message ของ Nas เป็นเพลง diss ตนเอง ซึ่งอันที่จริงแล้วเฮีย Nas แกยอมรับว่า สาสน์ในเพลงดังกล่าวจริงๆแล้วจงใจ diss Jay-Z ซึ่งเป็นคู่ปรับ ณ เวลานั้น แต่ตำนานแห่ง West Coast คิดเลยเถิด diss กลับในเพลง Against All Odds เฮีย Nas แกวางแผนไปปรับความเข้าใจกับ Makaveli The Don กันที่ Las Vegas แต่สุดท้ายตำนานแร็ปเปอร์ถูกยิงเสียชีวิตเสียก่อน กลายเป็นโมเมนต์ที่เฮีย Nas ดูระล่ำระลักจนอยากจะย้อนไปแก้ไขมัน
-หากลองสังเกตให้ดีในท่อน Outro มีคลิปเสียงของ Ed Lover ซึ่งเป็น MC ในงานคอนเสิร์ตของเฮีย Nas ใน Las Vegas ประกาศข่าวการเสียชีวิตของ 2Pac ด้วย เบื้องลึกเบื้องหลัง Hit-Boy แอบไปศึกษาประวัติศาสตร์ฮิปฮอปด้วยการย้อนไปฟังผลงานของ Johnny J โปรดิวซ์เซอร์คู่บุญของ Tupac Shakur เพื่อทำบีทให้ฟีลใกล้เคียงกับยุคนั้นมากที่สุดด้วย
-ไฮไลท์สำคัญของงานภาคต่อนี้จริงๆคงหนีไม่พ้นแขกรับเชิญที่แบ่งได้ตามนี้ เริ่มจากที่ไม่ได้ฟีทมานานแล้วอย่าง Lauryn Hill ที่คืนสู่เหย้าในรอบ 25 ปีในเพลง Nobody ทั้งคู่เคยร่วมงานกันในเพลง If I Ruled the World (Imagine That) งานเพลงสุดคลาสสิคจากอัลบั้ม It Was Written คราวนี้มาด้วยบีทแจ๊สโทนสงบเงียบงัน ร่วมแชร์การโหยหาความเป็นส่วนตัวตอนที่ตัวเองเริ่มดังมากๆในอดีต การไปออกทัวร์ต่างเมืองเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆกลายเป็นพื้นที่ที่มีค่าขึ้นมาทันที เมื่อพวกเขาเป็นคนต่างเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก เจ๊ Lauryn ยังคงโชว์สำบัดสำนวนคมๆสมกับแร็ปเปอร์หญิงสมองเพชร เฮีย Nas แกมอบ verse 3 ให้เจ๊แกแร็ปกันยาวๆจนจบเพลงเลย ถือว่าคุ้มค่าที่รอการกลับมาอย่างยาวนานที่ได้เห็นความเก๋าเกมส์ของเจ๊ในเพลงเดียวกับเฮีย Nas อีกครั้ง
-ไม่พูดถึงไม่ได้คือ dream collaboration ที่ไม่มีโอกาสฟีทซักทีอย่าง Eminem ที่ได้เวลาเสียทีจะมาอยู่ร่วมกันในเพลง EPMD 2 โดยชื่อเป็นการ tribute ให้คู่หูดูโอ้แร็ปเปอร์จอมเก๋าในชื่อเดียวกัน ประกอบด้วย Erick Sermon กับ Parrish Smith และทั้งคู่ได้มาร่วมแจม verse แรกพอเป็นพิธีเล็กๆน้อยๆ สไตล์เพลงค่อนข้างฟรีสไตล์ แต่อยู่ภายใต้การคารวะที่ค่อนข้างสนุก Eminem ยังคงสร้างความฮือฮาที่ไม่ใช่รัวโฟล์วพร่ำเพรื่อ แต่แกเล่นคำสัมผัสที่ต่อเนื่องทั้ง verse อย่างสนุกปาก และไม่ลืมที่จะลิสท์ผู้วายชนม์อาทิเช่น DMX, Nipsey Hussle, MF DOOM, MC Ecstasy, Prince Markie Dee การร่วมงานกันครั้งแรกของทั้งคู่จัดว่าสมศักดิ์ศรี ไม่มีใครฉายแสงโดดเด่นกว่าใคร มีแต่ความเก๋าทั้งคู่
-นอกจากเชิญแขกรับเชิญระดับตำนานมาฝอยให้เด็กดูแล้ว อย่าคิดว่าการเชิญคนรุ่นใหม่มาแจมสลับกันบ้างดูจะเสียของเสมอไป YKTV (You Know The Vibes) เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเพลงที่บีทของมันออกแบบมาเพื่อให้ทั้ง A Boogie With Da Hoodie กับ YG ใส่สไตล์ของตัวเองอย่างเต็มที่ ในขณะที่เฮีย Nas ยังคงยืดหยุ่นไหลไปตามโทนบีทที่วูบวาบไปมาได้อย่างลื่นไหล 40 Sides ที่ไม่คิดว่าแกจะมาแร็ปบนบีทสไตล์ Trap ได้ โดยปกติเราจะเห็นแกไปอยู่ในเพลงแร็พที่มีกลิ่นอายไปทางโซลหรือแจ๊สเสียมากกว่า ถ้าลองสังเกตในท่อนฮุก Hit-Boy แกยืมเสียงของ Lil Baby จากอินโทรเพลง Voice of Heroes มาเป็นแซมเปิ้ลในท่อนฮุกด้วย
-ระดับท็อปเลเวลจริงๆที่อยากให้เด็กๆจงฟังคือเพลง Rare ที่โคตรเข้าจังหวะจะโคนแบบจับตัวได้ยากมาก เหมือนรอบนี้ Hit-Boy แกโยนบีทที่ถูกยำแล้วให้ผู้ใหญ่ได้ฝึกปรือสกิลทดสอบเชิงกันเล่นๆ ซึ่งเฮียแกก็รับส่งได้อย่าง professional ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแกถึงเลือกเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลแรก represent อัลบั้มนี้
การยอมรับตัวเองว่าทำได้เพียงเป็น master teacher ในการไกค์พวกรุ่นน้องมากกว่าจะลงสนามไปฟาดฟันให้เสียเวลาในเพลง Moments ที่บรรยากาศเพลงให้อารมณ์วินเทจได้เคลิ้บเคลิ้มมากๆ ราวกับเดาทางผู้ใหญ่ออกว่าอยากจะถวิลหาอดีต No Phony Love ยังคงได้ Charlie Wilson มาขับขาน ลูกคอทองคำอีกครา นำเสนอมุมมองโรแมนติกในแบบที่แร็ปเปอร์ระดับอาวุโสอยากให้เป็นนั่นก็คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นสำคัญ Count Me In การพยายามบาลานซ์ไม่ให้ตัวเองตกเป็นทาสอารมณ์ความกระหายอยากและความยโสโอหังไปมากกว่านี้ เพราะความตะกละตะกรามและอีโก้จะฆ่าคุณเสียเอง Seen ego and greed take over and kill a hundred kings
-มาถึงช่วงท้ายๆของอัลบั้มเฮียแกถึงขั้นหยิบพระคัมภีร์ในแบบฉบับของแกมาให้ฟังราวกับไลฟ์โค้ชมาเองในเพลง My Bible ที่แบ่งเป็น 3 verse 3 chapter ได้ใจความว่า ชาย-เด็ก-หญิงตามลำดับ ไล่ตั้งแต่ verseแรก การทำหน้าที่เป็นยอดชาย กล้าที่จะพูดความจริง ให้ความจริงมันเป็นพลังสะท้อนสังคม ระวังคำพูดหน่อยก็ดี อย่าพูดอะไรเข้าหาตัวมากโดยเฉพาะเรื่องความตาย verse2 อ้างอิงพระคัมภีร์กันหนักๆเลย สรุปเท่าที่เข้าใจคือ รู้จักการให้ คิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ อย่าริอาจไปบูชาซาตาน verse สุดท้ายเป็นการให้ความสำคัญกับผู้หญิง โดยเฉพาะแม่ที่มีแค่คนเดียวเท่านั้น
-ปิดท้ายด้วย Nas Is Good เป็นการบ่งบอกสเตตัสชีวิตของแร็ปเปอร์คนเก๋าที่เริ่มเข้าที่เข้าทางกว่าแต่ก่อน หากจำกันได้แกมีอัลบั้ม Life Is Good เมื่อ 9 ปีที่แล้วเป็นการบอกกล่าวชีวิตหลังหย่าร้างกับ Kelis ที่ขมและแพงพอๆกัน แต่คราวนี้แกอยู่ในจุดที่แกไม่ต้องไปห้ำหั่นกับใครมากแล้ว สั้นๆง่ายๆว่าอยู่ตัวพอจนปรับสมดุลชีวิตได้ดีกว่าเดิม ถ้าใครติดตามเฮีย Nas จะรู้เลยว่า แกจงใจล้อวลีที่เป็นชื่ออัลบั้มเมื่อ 9 ปีก่อน
-ความเจ๋งเกือบถึงระดับ modern classic ที่มีสำเนียงเข้าใจง่าย ไม่มีการยัดความเชื่อเก่าๆไปใส่ในเพลงเยอะจนเกินไป และแน่นอนว่าความดีความชอบยังคงตกอยู่ที่ Hit-Boy อีกเช่นเคย แกอาจจะไม่ใช่โปรดิวซ์เซอร์ที่มีซิกเนเจอร์หนักๆแบบ Kanye West, Swizz Beats ก็ตาม แต่สไตล์การทำเพลงของแกแทบจะตามใจสไตล์ของศิลปินด้วยซ้ำ ถ้าใครได้อ่านรีวิวเพจผมจะรู้เลยว่าผมเขียนถึงผลงานการโปรดิวซ์ของโปรดิวซ์เซอร์มือทองคนนี้มาก็หลายอัลบั้มทั้ง Detroit 2 ของ Big Sean และ Burden of Proof ของ Benny The Butcher เป็นต้น สไตล์ของแกไม่เน้น hype พลุ่งพล่านจนเกินไป เน้นความแน่นของซาวน์ดเป็นหลัก และใส่ความ soul เข้าไปเป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งก็เข้าทางแร็ปเปอร์วัย 47 ปี ผู้มีเพลงโซลในหัวใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย ตอบโจทย์โป๊ะเชะได้อีก
-แต่สิ่งที่ต่างจากภาคแรกอย่างเห็นได้ชัดน่าจะเป็นการใส่ความ insight มากกว่าการหยั่งเชิงแบบภาคแรก จากเมนสตรีมไปสู่จุดที่ลึกขึ้น แกเลยจุดที่จะต้องมาเสียดสีคนชั้นสูงซ้ำสองอีกต่อไป แกพยายามโชว์ให้เห็นไปเลยว่า จะวนอยู่ในวัฎจักร unhealthy ของความร่ำรวยที่แดกกันไม่จบไม่สิ้น หรืออยู่อย่างมั่นคงกันยาวๆจนเลยจุดนั้นไปได้ บทสรุปของภาคสองจึงมาในลักษณะชี้ให้เห็นตัวอย่างในแบบฉบับศิลปินเจ้าของผลงานเสียมากกว่า
-น่าจะเป็นอัลบั้มที่แฟนเพลงสาธุชนเฮีย Nas อยากเห็นกันจริงจังตั้งแต่ Life Is Good เมื่อ 9 ปีที่แล้ว Nasir หรือ The Lost Tape ยังลุ่มๆดอนๆอยู่ King’s Disease เป็นการคืนฟอร์มที่น่าพึงพอใจจริงๆ แต่ King’s Disease II คือการมอบ Legacy รากเหง้าของฮิปฮอปของจริง ให้ไอ้คนรุ่นใหม่ได้ซึมซับกันอย่างราบรื่น ด้วยภาษาที่ร่วมสมัย บรรยากาศเปิดกว้างพอให้คนฟังได้ขบคิดไปตามๆกัน
Top Tracks : Death Row East, 40 Side, EPMD 2, Rare, YKTV, Moments, Nobody, No Phony Love, Count Me In, My Bible, Nas Is Good
Give 8/10
Thx 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา