15 ส.ค. 2021 เวลา 12:19 • หุ้น & เศรษฐกิจ
"อุตสาหกรรมนาฬิกา" กับ อิทธิพลต่อเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์
1
ถ้านึกถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่หลายท่านน่าจะนึกถึงนาฬิกาสวิส โดยเฉพาะนาฬิกาหรูยี่ห้อต่าง ๆ เช่น Patek Phillippe Rolex และ Audemars Piguet เป็นแบรนด์ที่ทั่วโลกให้การยอมรับและไว้วางใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคที่มีฐานะยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพราะความเชื่อมั่นในคุณภาพและภาพลักษณ์ของแบรนด์เหล่านี้ วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังถึงอิทธิพลของอุตสาหกรรมนาฬิกาต่อเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์ และเกร็ดอื่นอื่นที่น่าสนใจให้ฟังครับ
3
อุตสาหกรรมนาฬิกา กับอิทธิพลต่อเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์
📌 มูลค่าทางเศรษฐกิจ
1
อุตสาหกรรมนาฬิกา มีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 3 ของสวิตเซอร์แลนด์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 7 ของการส่งออกทั้งหมด รองจาก เคมีภัณฑ์กับเครื่องจักร มีการส่งออกไปทุกประเทศทั่วโลก มีตั้งแต่นาฬิการะบบควอตซ์แบบใส่ถ่านที่มีราคาไม่แพง ไปจนถึง นาฬิกา Mechanical ที่ไม่ต้องใส่ถ่าน มีกลไกซับซ้อน ราคาสูง มีราคาหลายแสนบาทขึ้นไป
สวิตเซอร์แลนด์ ส่งออกนาฬิการ้อยละ 95 ของยอดการผลิตทั้งหมดในประเทศ โดยส่งออกไป เอเชียร้อยละ 53 ยุโรปร้อยละ 31 และอเมริการ้อยละ 14 และตลาดที่สำคัญที่สุด คือ จีน ฮ่องกง และ สหรัฐอเมริกา
1
ในปี 2020 จากผลกระทบวิกฤติโควิดส่งผลให้มูลค่าการส่งออกนาฬิกาของสวิตเซอร์แลนด์หดตัวลงร้อยละ 21.8 ใกล้เคียงกับการหดตัวในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลกในปี 2009 ถ้ามองในเชิงปริมาณ
1
ในปี 2020 สวิตเซอร์แลนด์ส่งออกนาฬิกาจำนวน 13.8 ล้านเรือน น้อยกว่าในปี 2019 ถึง 6.9 ล้านเรือน หรือหดตัวถึงร้อยละ 33.3 เทียบกับปีก่อน
1
ส่วนแบ่งการตลาดนาฬิกาข้อมือในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2019
ส่วนแบ่งการตลาดนาฬิกาข้อมือในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2019
📌 ทำไมสวิตเซอร์แลนด์ ถึงเป็นผู้นำทางด้านนาฬิกาของโลก
ในปี 1541 สวิตเซอร์แลนด์มีการห้ามใส่เครื่องประดับเลยทำให้พวกช่างฝีมือ และเกษตรกรที่ไม่มีงานทำ ในช่วงฤดูหนาว หันมาเป็นช่างนาฬิกาและต่อมาเจนีวากลายเป็นศูนย์กลางการผลิตนาฬิกาของสวิตเซอร์แลนด์ แต่ในช่วงนั้น ผู้นำด้านนาฬิกาคือ อังกฤษ ฝรั่งเศสและเยอรมนี ในส่วนของชื่อเสียงของนาฬิกาสวิส คือ เป็นของปลอม เลียนแบบ และมีราคาไม่แพง ในช่วงเริ่มต้นนั้น สวิตเซอร์แลนด์เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ในช่วงศตวรรษที่ 19 นั้น สวิตเซอร์แลนด์ผลิตนาฬิกากว่า 2 ล้านเรือนในขณะที่คู่แข่งอันดับสองในยุคนั้น คือ อังกฤษ ผลิตได้เพียง 200,000 เรือน ต่อปี
1
Zytglogge หอคอยนาฬิกาดาราศาสตร์โบราณ ถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 1530 ณ เมืองเบิร์น
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 คนเริ่มนิยมมาใส่นาฬิกาข้อมือ จากความสะดวกและการใช้งานจริงในช่วงสงคราม ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้ชายจะใช้ นาฬิกาพก (Pocket Watch) มากกว่า ในขณะที่ผู้หญิงจะใส่นาฬิกาข้อมือเป็นเครื่องประดับ แต่หลังจากที่ Rolex ผลิตนาฬิกากันน้ำในปี 1926 จึงทำให้นาฬิกามีความทนทาน สมบุกสมบันมากขึ้น บวกกับการที่สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้เข้าร่วมสงครามโลกทั้งสองครั้งจึงทำให้อุตสาหกรรมนาฬิกาไม่โดนกระทบเหมือนในของประเทศอื่น ๆ
2
ในช่วงทศวรรษ 1970 และ1980 อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเกือบเอาตัวไม่รอด จากการทำนาฬิกาที่ราคาถูกและดี ที่เป็นนาฬิกาใส่ถ่าน หรือ นาฬิกา Quartz จากญี่ปุ่นนำโดยบริษัท Seiko ทำให้เกิดวิกฤตควอตซ์ขึ้นมา ทำให้ธุรกิจทรุดหนัก จากมีการจ้างงาน 90,000 คนในปี 1970 เหลือเพียง 30,000 คน ในปี 1984
2
นาฬิกาควอตซ์ดีกว่านาฬิกากลไกอย่างไร ทำไมถึงกระทบกับนาฬิกาสวิสอย่างมาก ก่อนมีนาฬิกาใส่ถ่าน นาฬิกาทุกเรือนจำเป็นต้องมีกลไก ต้องไขลาน มีชิ้นส่วนหลายร้อยชิ้น เวลาก็ไม่เที่ยงตรง นาฬิกาที่มีชื่อเสียงเรื่องความเที่ยงตรงมากอย่าง Rolex ประกาศว่าจะมีความคลาดเคลื่อน +/- 2 วินาทีต่อวัน ถ้าไม่ได้มีการสวมใส่หรือไขลาน นาฬิกายิ่งไม่เที่ยงตรงเข้าไปอีก และไม่ควรใส่วิ่งเล่นกีฬาอย่าง กอล์ฟและเทนนิส เพราะจะเกิดแรงกระแทก ไปกระทบกับกลไกข้างในได้
4
เมื่อเทียบกับ นาฬิกาควอตซ์ที่เที่ยงตรงตลอดเวลา ตราบใดที่ถ่านไม่หมด และใส่ออกกำลังกาย ลุยได้ทุกอย่าง แถมราคาถูกกว่ามาก นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ นาฬิกา Quartz ได้รับความนิยมอย่างมาก ถ้าใครเป็นคอหนัง 007 เจมส์ บอนด์ จะเห็นได้ว่า ในช่วงทศวรรษ 1970 1980 เราจะสังเกตได้ว่า เจมส์ บอนด์เปลี่ยนมาใช้ นาฬิกา Seiko ที่มีหน้าปัดเป็นดิจิตอล แทน Rolex ซึ่งเป็นนาฬิกาคู่กายตั้งแต่ หนังเจมส์ บอนด์เรื่องแรก คือ Dr.No ในปี 1962
3
แต่ทางอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส ก็ได้มีการปรับตัว เพื่อความอยู่รอด โดยการเน้นภาพลักษณ์และเน้นผลิตนาฬิการาคาแพง เน้น Craftsmanship มาสู้กับนาฬิกาควอตซ์แทน จึงทำให้อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสฟื้นตัวขึ้นมาได้ ในปัจจุบันมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นมาอยู่ราว 60,000 คน
📌 รู้หรือไม่ จีนเป็นผู้ผลิตนาฬิกาเป็นปริมาณที่มากสุดในโลก
1
ในปี 2019 จีนได้ส่งออกนาฬิกากว่า 664 ล้านเรือน เป็นอันดับหนึ่งของโลก ในขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ ส่งออก 20.6 ล้านเรือน แต่ราคาเฉลี่ยของนาฬิกาสวิส คือ 1000 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับนาฬิกาจีนที่มีราคาเฉลี่ยเพียง 4 ดอลลาร์ สูงกว่ากันถึง 250 เท่า! แต่ทางจีนก็มีความพยายามจะสร้างแบรนด์หรู เพื่อจะมาแข่งกับนาฬิกาสวิส แต่ยังได้รับความนิยมไม่มากนัก จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เราเห็นได้ว่าสวิตเซอร์แลนด์ใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าจะพัฒนามาเป็นผู้นำด้านคุณภาพของนาฬิกาในปัจจุบันนี้
2
📌 Smart Watch จะมาเป็นตัวทำให้อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสล่มสลายหรือไม่
2
ในปี 2020 Apple ขาย Apple Watch ได้กว่า 33.9 ล้านเรือน มากกว่าปริมาณการส่งออกนาฬิกาของทั้งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีหลายคนมองว่า Smart Watch จะทำให้ธุรกิจนาฬิกาสวิสจะต้องเผชิญกับวิกฤติอีกครั้ง แต่เราจะเห็นได้จากการปรับตัวของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสหลังจากวิกฤตควอตซ์ ว่าการวาง Positioning นั้นสำคัญมาก
1
Apple Watch สามารถตีตลาดแซงหน้านาฬิกาที่ผลิตในประเทศ
สังเกตได้จากในปี 2017 ได้มีการประมูลนาฬิกา Rolex Daytona ของดาราดัง Paul Newman ที่ราคา 17.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเป็นเงินไทยกว่า 590 ล้านบาท เป็นนาฬิกา Rolex ที่มาราคาสูงสุดในประวัติศาสตร์ เราจะเห็นได้ว่า นาฬิกาสวิสเป็นเหมือนงานศิลปะที่มีคนอยากเก็บสะสม ไม่ได้ลงไปแข่งขันโดยตรงกับ Smart Watch ซึ่งเป็น คอมพิวเตอร์แบบ Wearable
3
Paul Newman ดาราฮอลลีวูดระดับตำนาน กับนาฬิกา Rolex รุ่น Daytona ถูกประมูลในราคา 17.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2017
มีนักวิเคราะห์ได้เปรียบเทียบ Rolex Submariner กับ Apple Watch ว่า Rolex ได้แค่บอกเวลาได้เที่ยงตรงเพียงแค่วินาที (จริง ๆ แล้ว แค่ถึง 1/8 วินาที แต่สายตาเราแยกไม่ได้อยู่ดี) แถมทุกวัน เวลาจะคลาดเคลื่อนไป +/- 2 วินาที ในขณะที่ Apple Watch บอกเวลาได้ทุกเมืองทั่วโลก เที่ยงตรงถึงเสี้ยววินาที มีแผนที่ในตัว และหาข้อมูลที่เราอยากรู้ได้ทุกอย่าง ที่ยิ่งเหลือเชื่อไปกว่านั้น คือ Apple Watch ราคาเพียง 13,000 บาท ในขณะที่ Rolex Submariner ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 280,000 บาท
2
นี่จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า Rolex กับ Smart Watch ไม่ใช่เป็นคู่แข่งกัน เราสามารถเดินไปซื้อ Smart Watch ได้เลย แต่ในขณะที่ ถ้าเราต้องการนาฬิกาสวิส อย่าง Patek Philippe และ Rolex เรามีเงินก็ซื้อที่ร้านไม่ได้ เพราะของมีจำกัดและต้องไปต่อคิว ราคาในตลาดชี้ให้เห็นว่า ราคาที่แท้จริงสูงกว่า ราคาตามป้ายที่ตัวแทนจำหน่ายมาก ยกตัวอย่าง Rolex Submariner ราคาในตลาดอยู่สูงกว่า 400,000 บาท ทั้งที่ราคาที่ตัวแทนขายอยู่ที่ประมาณ 280,000
1
Patek Philippe Grandmaster Chime
ยิ่งกว่านั้น ถ้า Apple Watch ตกรุ่น ราคาจะตกอย่างหนัก แต่ในขณะที่ นักสะสมนาฬิกาอย่าง Rolex อยากให้นาฬิกาตกรุ่น เพราะราคาจะเพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ เราอาจจะงงว่านี่ไม่เป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่บางคนบอกว่า นาฬิกาสวิสเป็นศิลปะ เพราะฉะนั้น ราคาเป็นไปตามความอยากได้ของคน (Want) มากกว่า ความจำเป็น (Need) หรือปัจจัยสี่ เคยมีคนเปรียบเทียบว่า ทำไมนาฬิกาถึงมีราคาแพง เพราะมหาเศรษฐี ไม่สามารถ เอา Picasso กับ Ferrari เข้าร้านอาหารได้
6
ผมจะนำอีกเกร็ดหนึ่งมาเสนอ ล่าสุด บุคคลที่รวยที่สุดในโลกคือ ชาวฝรั่งเศส Bernard Arnault ที่เป็นประธานกลุ่ม LVMH ที่เป็นเจ้าของแบรนด์อย่าง Louis Vuitton , Christian Dior, Bulgari, Tag Heuer, Sephora, Tiffany เป็นต้น แซงหน้า Jeff Bezos แห่ง Amazon หรือ Elon Musk แห่ง Tesla แสดงให้เห็นว่าธุรกิจ Luxury Good ก็เป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้มหาศาล
1
บทสรุป อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส เป็นมากกว่าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าส่งออกเป็นอันดับ 3 ของประเทศ เพราะคุณภาพและภาพลักษณ์ของนาฬิกาสวิส สะท้อนถึงคุณภาพของแรงงานชาวสวิส ความน่าเชื่อถือ ความเที่ยงตรง และ Craftsmanship ในสินค้าและบริการอื่นๆ ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย และอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสจะคงอยู่กับเราไปอีกนาน
3
#นาฬิกาสวิส #Patek_Philippe #Rolex #smart_watch #switzerland #
#Bnomics #Economics #เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
ผู้เขียน: บุรินทร์ อดุลวัฒนะ Chief Economist, Bnomics
ภาพประกอบ : จินดาวรรณ อรรถมานะ Graphic Designer, Bnomics
1
▶︎ ติดตามช่องทางของ Bnomics ได้ที่
Line OA : @Bnomics https://bit.ly/3eYkTJC
Bnomics - Bangkok Bank Economics
'Be an Economist for Everyone'
วิเคราะห์ เจาะทุกประเด็นเศรษฐกิจ ให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ
References :
โฆษณา