20 ส.ค. 2021 เวลา 07:12 • ประวัติศาสตร์
“การปิดล้อมเลนินกราด (Siege of Leningrad)” ฝันร้ายของชาวเลนินกราด
เหตุการณ์ “การปิดล้อมเลนินกราด (Siege of Leningrad)” เป็นฝันร้ายที่ชาวเลนินกราดไม่มีวันลืม
เหตุการณ์นี้ นักประวัติศาสตร์หลายรายได้จัดให้เป็นหนึ่งในการปิดล้อมที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สงครามโลก โดยบางรายถึงกับจัดให้เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เลยทีเดียว
จากเหตุการณ์การปิดล้อมนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1.5 ล้านคน โดยการปิดล้อมนี้ เป็นคำสั่งของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)” โดยเมืองเลนินกราด สหภาพโซเวียต ถูกฝ่ายเยอรมนียิงโจมตีทุกวัน และปิดล้อมไม่ให้มีการเข้าออก
ผลที่ตามมาก็คือ การขาดเสบียงอาหารและน้ำดื่ม ทำให้เกิดภาวะอดอยากไปทั่วทั้งเมือง
“การปิดล้อมเลนินกราด (Siege of Leningrad)” เริ่มต้นในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ.1941 (พ.ศ.2484) และจบลงในวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1944 (พ.ศ.2487) โดยมีระยะเวลากว่า 872 วัน
ช่วง 872 วันนั้น เป็นเหมือนนรกสำหรับชาวเลนินกราด ผู้คนต้องเผชิญกับความหิวโหย โรคระบาด และความทรมานต่างๆ และถึงแม้เลนินกราดจะเป็นอิสระในปีค.ศ.1944 (พ.ศ.2487) แต่ประชากรชาวเลนินกราดที่เคยมีกว่าสองล้านคน ก็ล้มตาย เหลือเพียง 700,000 คนเท่านั้น
เหตุการณ์นี้ต้องเริ่มเล่าย้อนไปยัง “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)” ผู้นำพรรคนาซีเยอรมัน
1
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler)
ภายหลังจากที่ฮิตเลอร์เข้ายึดครองฝรั่งเศสได้ในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ฮิตเลอร์ก็มุ่งจะยึดสหภาพโซเวียตเป็นลำดับถัดไป
หากแต่สหภาพโซเวียตก็เข้มแข็ง มีกองทหารจำนวนมาก ทำให้ยังสามารถยึดตำแหน่งที่มั่นของตนไว้ได้ หากแต่ฮิตเลอร์ก็ยังมุ่งมั่นที่จะพิชิตสหภาพโซเวียต โดยนอกเหนือจากเพื่อขยายดินแดนให้เยอรมนีแล้ว จะได้กวาดล้างชาวยิวในสหภาพโซเวียตอีกด้วย
1
และเพื่อจะพิชิตสหภาพโซเวียต กองทัพของฮิตเลอร์ก็ได้ทุ่มเทสรรพกำลังราวๆ 80% เพื่อที่จะบุกสหภาพโซเวียต
กลยุทธ์ในการพิชิตนี้ คือการมุ่งโจมตีดินแดนจากสามด้าน นั่นคือเลนินกราดทางเหนือ มอสโควทางภาคกลาง และยูเครนทางใต้ ซึ่งกองทัพของสหภาพโซเวียตก็ไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการโจมตีนี้
ภายในฤดูร้อน ค.ศ.1941 (พ.ศ.2484) ทหารเยอรมันกว่า 500,000 นาย ก็ได้มุ่งไปยังเลนินกราด เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสหภาพโซเวียต
แต่แทนที่จะเข้ายึดเมือง ฮิตเลอร์กลับสั่งให้ทำการปิดล้อมเมืองไว้ ทำให้ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้
3
ในเวลานั้น ทหารในเมืองเลนินกราด มีอยู่ราวๆ 200,000 นาย และก็ไม่สามารถจะฝ่ากองทัพเยอรมันที่ปิดล้อม ชาวเลนินกราดจึงไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากรอคอย
1
ฝ่ายเยอรมนีนั้นระดมยิงปืนใส่เลนินกราดทุกวัน ทำให้การสื่อสารทุกอย่างในเมืองถูกตัดขาด และภายในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1941 (พ.ศ.2484) รางรถไฟสายสุดท้ายที่เชื่อมเลนินกราดกับโลกภายนอก ก็ถูกปิดล้อม
1
หนทางเดียวที่ยังเปิดสู่โลกภายนอก ก็คือต้องข้ามทะเลสาปลาโดกา ซึ่งในเวลานั้นเป็นน้ำแข็ง หากแต่ก็เสี่ยงมาก แต่ก็มีชาวเลนินกราดบางรายหนีออกจากเมืองโดยเส้นทางนี้
1
ภายหลังการปิดล้อมผ่านไปหลายเดือน ชาวเลนินกราดต่างประสบปัญหาอดอยาก เนื่องจากขาดเสบียง ตามมาด้วยอาการเจ็บป่วย โรคระบาด ผู้คนล้มตายจากความอดอยาก
1
การจัดสรรปันส่วนอาหารนั้นก็เข้มงวด ผู้ที่ได้รับอาหารแต่ละคนก็ได้ไม่เท่ากัน โดยผู้ที่ทำหน้าที่ป้องกันเมืองหลักๆ จะได้รับอาหารมากที่สุด นั่นก็คือเหล่าทหาร และคนงานโรงงาน ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่ได้น้อยที่สุด คือคนแก่และเด็ก จะได้รับอาหารน้อยที่สุด
ผู้ที่ได้รับอาหารน้อยที่สุดนั้น จะได้รับอาหารตกวันละ 125 กรัม เทียบเท่ากับขนมปังหั่นบางเพียงสามชิ้นเท่านั้น หากแต่เฉลี่ยแล้ว ผู้คนก็ได้รับอาหารเพียงแค่วันละ 300 แคลอรีต่อวัน ซึ่งไม่เพียงพอ
เมื่อฤดูหนาวมาถึง ความโหดร้ายสำหรับชาวเลนินกราดก็ยิ่งโหมกระหน่ำ
อุณหภูมิเหลือ -40 องศาเซลเซียส ใครที่โชคดีมีบ้านให้พักอาศัย ต่างก็ออกันเข้าไปอยู่ในบ้าน หากมีคนตาย ก็ทำได้เพียงแค่ให้ศพอยู่ในบ้าน กินนอนกับศพ
ฤดูหนาวมาพร้อมกับความตาย โดยในช่วงฤดูหนาวนี้ ชาวเลนินกราดล้มตายเป็นจำนวนมาก ศพนอนเกลื่อนถนน โรงพยาบาลเพียงแห่งเดียวก็มีศพกว่า 700 ศพ
และด้วยความสิ้นหวังนี้เอง ทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา ผู้คนเริ่มทำการขโมย ผู้ชายและผู้หญิงหลายรายต้องขายตัวแลกอาหาร บางรายถึงขั้นกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเอง
ในช่วงเวลาของการปิดล้อมเลนินกราด มีรายงานถึงการกินเนื้อมนุษย์กว่า 2,000 เคส โดยบางรายนั้น แม่ต้องเฉือนเนื้อลูกน้อยที่ตายแล้ว ให้ลูกที่ยังเหลือกิน
นอกจากนั้น ประชาชนก็เริ่มมีภาวะทางจิต บางรายส่องกระจกแต่เห็นเงาของตนเองเป็นคนอื่น เกิดภาวะจิตหลอน
ประชาชนหลายรายเริ่มทิ้งครอบครัว พ่อแม่ทอดทิ้งลูกเพื่อความอยู่รอด พี่น้องสู้กันเองเพื่อแย่งอาหาร และตัวเลขอาชญากรรมก็พุ่งสูงขึ้นมาก
แต่ในขณะที่ประชาชนชาวเลนินกราดกำลังอดอยาก แต่บุคคลสำคัญในรัฐบาลและกองทัพ ต่างมีชีวิตที่สุขสบาย มีอาหารเลิศหรูพรั่งพร้อม ทั้งไข่ปลาคาร์เวียร์ ไก่งวง และเนื้อต่างๆ
ภายในฤดูร้อน ค.ศ.1942 (พ.ศ.2485) จำนวนประชากรในเลนินกราดก็ลด จาก 2.5 ล้านคน เหลือเพียง 750,000 คน ทำให้นักประวัติศาสตร์หลายรายจัดให้เหตุการณ์ปิดล้อมนี้เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เลยทีเดียว
แต่แล้วในวันที่ 12 มกราคม ค.ศ.1944 (พ.ศ.2487) กองกำลังโซเวียตก็ได้ฝ่าทัพเยอรมันที่ปิดล้อม และสามารถนำเสบียงจำนวนมากเข้ามาในเลนินกราดได้
ในที่สุด ภายหลังจากอยู่อย่างทุกข์ทรมานมาถึง 872 วัน เลนินกราดก็เป็นอิสระ ทัพเยอรมันได้ถูกตี ถอยร่นไปทางตะวันตก
แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การปิดล้อมเลนินกราด ก็เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่ชาวโซเวียตไม่มีทางลืมได้ลง และทำให้ประชาชนล้มตายไปเป็นจำนวนมหาศาล
1
โฆษณา