25 ส.ค. 2021 เวลา 08:31 • ประวัติศาสตร์
• ซาลาดีน | ขุนศึกมุสลิมผู้ยิ่งใหญ่แห่งสงครามครูเสด
1
ในบทความนี้ แอดมินจะขอพาทุกท่านพบกับเรื่องราวของสุลต่านซาลาดีน ขุนศึกมุสลิมผู้ยิ่งใหญ่ผู้ประกาศเกียรติยศในสงครามศักดิ์สิทธิ์ครูเสด จนนำไปสู่ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของกองทัพมุสลิม พบกับเรื่องราวอันยิ่งใหญ่นี้ได้ ณ บัดนี้ ...
• จุดกำเนิดของซาลาดีน
ซาลาดีนเกิดในปี 1137 ณ เมืองไทกริต (Tikrit) ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอิรัก โดยเขาเป็นบุตรชายของ อัยยูบ (Ayyub) ซึ่งเป็นขุนพลของซังกี (Zangi) เจ้าผู้ครองนครอเลปโป (Aleppo) ในขณะนั้น
เมื่อซาลาดีนมีอายุได้ 7 ปี ครอบครัวของเขาได้เดินทางอพยพไปยังเลบานอน เพื่อติดตามรับใช้ซังกี
เมื่อซาลาดีนเติบโตขึ้น เขาได้รับการศึกษาจากศาสตร์หลากหลายด้าน อาทิคณิตศาสตร์ ปรัชญา กฎหมาย และหลักศาสนาอิสลาม โดยเป้าหมายชีวิตแรกของเด็กหนุ่มซาลาดีนก็คือ การเป็นครูสอนศาสนา
1
• ฉายาและนามของซาลาดีน
สำหรับซาลาดีนนั้น เขามีชื่อเต็มว่า "ยูซุฟ อิบน์ อัยยูบ" (Yusuf Ibn Ayyub) ซึ่งแปลว่า ยูซุฟผู้เป็นบุตรชายของอัยยูบ
1
และเขาก็ได้รับฉายาจากผู้เป็นพ่อว่า "ซอลาฮุดดีน" (Salahuddin) ซึ่งมีความหมายว่า ผู้มีสัจธรรมแห่งศรัทธา และฉายานี้เอง ที่จะกลายเป็นที่รู้จักกันในนาม "ซาลาดีน" (Saladin)
1
• เข้าสู่วิถีนักรบ
1
ซาลาดีนเข้าสู่วิถีการเป็นนักรบตั้งแต่ในวัยหนุ่ม
ซาลาดีนได้เข้าสู่วิถีการเป็นนักรบ ในขณะที่เขามีอายุได้ราว 14 ปี เมื่อเขาได้ติดตามรับใช้ซิกูร์ (Shirkuh) ผู้เป็นลุงของเขา และยังเป็นขุนศึกของนูอัลดีน (Nur al-Din) ทายาทของซังกีอีกด้วย
เหตุนี้เองที่ทำให้จากเดิมที่ซาลาดีนมีความสนใจในด้านศาสนา ก็ได้เปลี่ยนให้เขาหันมาสนใจในด้านการศึกสงครามแทน เขาได้ศึกษากลยุทธ์ต่าง ๆ และเรียนรู้การใช้อาวุธและการขี่ม้า
• ขึ้นสู่อำนาจในอียิปต์
ในปี 1169 ได้เกิดศึกระหว่างกองทัพครูเสด (Crusade) กับราชวงศ์ฟาติมิต (Fatimid) แห่งอียิปต์
โดยทางด้านของนูอัลดีนได้สั่งการให้สองขุนศึกลุงหลานยกทัพไปยังอียิปต์ โดยวางแผนว่าจะแกล้งให้การช่วยเหลือราชวงศ์ฟาติมิต ในการต่อสู้กับกองทัพครูเสด แต่ในขณะเดียวกันจะถือโอกาสในการโค่นล้มราชวงศ์ฟาติมิต
3
โดยกองทัพของซิกูร์และซาลาดีน ก็สามารถเอาชนะกองทัพครูเสดได้ และเคลื่อนทัพเข้าสู่อียิปต์ โดยคอลิฟห์แห่งอียิปต์ (หรือเจ้าผู้ปกครองอียิปต์) ได้ประกาศยอมรับอำนาจของขุนศึกทั้งสอง และแต่งตั้งให้ซิกูร์เป็นอัครเสนาบดี ส่วนซาลาดีนได้รับการแต่งตั้งเป็นเอมีร์ (Emir) หรือเจ้าชายในทางอิสลาม
1
ซาลาดีนนำกองทัพเข้าสู่อียิปต์
• สุลต่านแห่งอียิปต์และซีเรีย
1
ไม่นานนักซิกูร์ได้เสียชีวิตลง ทำให้ซาลาดีนกลายเป็นอัครเสนาบดีแห่งอียิปต์ แม้ว่าในตอนนี้ซาลาดีนจะกลายเป็นผู้นำสูงสุดของอียิปต์โดยปริยายแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ทำตามคำสั่งของนูอัลดีนผู้เป็นเจ้านาย นั้นคือการโค่นล้มราชวงศ์ฟาติมิต
นั่นก็เป็นเพราะ ซาลาดีนยังคงให้ราชวงศ์ฟาติมิตปกครองอียิปต์ต่อไป เหตุนี้ทำให้นูอัลดีนเชื่อว่าซาลาดีนกำลังก่อกบฏต่อเขา และเตรียมทำศึกกับซาลาดีน (ต่อมาปี 1171 ราชวงศ์ฟาติมิตได้สิ้นสุดลง ทำให้ซาลาดีนกลายเป็นผู้นำสูงสุดของอียิปต์)
1
ซาลาดีนจากภาพยนตร์เรื่อง Kingdom of Heaven (2005)
ปรากฏว่าในปี 1174 นูอัลดีนได้เสียชีวิตลง ทำให้ซาลาดีนประกาศว่า เขาเป็นผู้สืบทอดของนูอัลดีนอย่างถูกต้อง ซาลาดีนจึงได้ยกทัพไปยังซีเรีย และยึดครองดินแดนซึ่งเคยเป็นของนูอัลดีน
2
และในที่สุดซาลาดีน ก็ได้สถาปนาราชวงศ์อัยยูบิด (Ayyubid) และขึ้นเป็นสุลต่านแห่งอียิปต์และซีเรีย (Sultan of Egypt and Syria) ทำให้ซาลาดีนได้รับสมญานาม "อัล-มาริค อัล-นาเซอร์" (Al-Malik Al-Nasir) แปลว่า ราชันย์ผู้พิชิต
5
• บุกพิชิตนครศักดิ์สิทธิ์
กรุงเยรูซาเล็ม (Jerusalem) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (Holy Land) ได้ตกเป็นของฝ่ายกองทัพชาวคริสต์ครูเสดตั้งแต่สงครามครูเสดครั้งที่ 1 (1095-1099) ทำให้ชาวมุสลิมต่างตั้งเป้าหมาย ที่จะทวงคืนนครแห่งนี้ให้จงได้
1
ในปี 1187 สุลต่านซาลาดีนจึงได้ยกทัพบุกเยรูซาเล็ม เพื่อชิงนครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กลับคืนสู่ชาวมุสลิมอีกครั้ง
• การศึกที่ฮัททิน
การสู้รบะหว่างกองทัพครูเสดกับกองทัพซาลาดีน ได้เริ่มขึ้นเมื่อ กองทัพซาลาดีนได้บุกโจมตีเมืองไทบีเรียส (Tiberias) เพื่อล่อให้กองทัพครูเสดยกทัพออกมาจากเยรูซาเล็ม
1
โดยสุลต่านซาลาดีนทราบมาว่า เส้นทางจากเยรูซาเล็มมายังไทบีเรียสนั้น เป็นบริเวณทะเลทรายอันแห้งแล้ง เขาจึงวางแผนที่จะซุ่มกองทัพในบริเวณบ่อน้ำในตำบลฮัททิน (Hattin) ซึ่งกองทัพครูเสดจะต้องแวะมาดื่มน้ำที่นี้
เมื่อกองทัพครูเสดเดินทัพมาถึงฮัททิน จึงถูกกองทัพของซาลาดีนโจมตี จนเกิดเป็นศึกที่นองเลือด ซึ่งจบลงที่ชัยชนะอันเด็ดขาดของซาลาดีน หลังชัยชนะที่ฮัททิน กองทัพซาลาดีนก็ยกทัพไปยังเยรูซาเล็ม และสามารถพิชิตนครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้สำเร็จ
• สงครามครูเสดครั้งที่ 3
หลังชัยชนะของซาลาดีนที่มีต่อนครเยรูซาเล็ม ในปี 1187 ได้ทำให้กองทัพครูเสดจากยุโรปได้ยกทัพบุกมาเพื่อทวงคืนนครศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง ก่อให้เกิดเป็นสงครามครูเสดครั้งที่ 3 (1189-1192) โดยกองทัพครูเสดครั้งนี้ นำทัพโดยกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่าง พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์แห่งอังกฤษ (Richard the Lionheart)
พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์แห่งอังกฤษนำกองทัพเข้าโรมรันกับกองทัพซาลาดีน
พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ นำกองทัพครูเสดต่อสู้กับกองทัพสุลต่านซาลาดีนได้อย่างสูสี จนเอาชนะได้ในการศึกที่เอเคอร์ (Acre) และอาร์ซูฟ (Arsuf) แม้ว่ากองทัพครูเสดจะชนะได้หลายศึก แต่ก็ไม่สามารถยึดคืนนครเยรูซาเล็มจากสุลต่านซาลาดีนได้
• สงบศึกกับนักรบครูเสด
ในที่สุดปี 1192 สุลต่านซาลาดีนและพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ ได้ตกลงทำสนธิสัญญาสงบศึกที่เมืองจัฟฟา (Jaffa) โดยกองทัพครูเสดตกลงถอยทัพกลับยุโรป ส่วนฝ่ายมุสลิมจะรับรองความปลอดภัยให้กับผู้แสวงบุญชาวคริสต์ ที่เดินทางมายังกรุงเยรูซาเล็ม เป็นอันสิ้นสุดสงครามครูเสดครั้งที่ 3
1
• อวสานสุลต่านซาลาดีน
ภายหลังการศึกในสงครามครูเสดครั้งที่ 3 สุลต่านซาลาดีนเริ่มมีสุขภาพที่อ่อนแอ และล้มป่วยอย่างหนัก
ท้ายที่สุดวันที่ 4 มีนาคม 1193 สุลต่านซาลาดีนได้สิ้นพระชนม์ลง ณ พระราชวังกรุงดามัสกัส (Damascus) บนแผ่นดินซีเรีย พระชนม์ได้ 56 ชันษา นับเป็นจุดสิ้นสุดของสุลต่านผู้ยิ่งใหญ่ และขุนศึกผู้กล้าแห่งชาวมุสลิมในสงครามครูเสด
** Reference
• หนังสือ ซอลาฮุดดีน : วีรบุรุษแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์ สำนักพิมพ์ยิปซี
#HistofunDeluxe
โฆษณา