1 ก.ย. 2021 เวลา 01:37 • ปรัชญา
"พ้นทุกข์โดยไม่ต้องจุดธูปบนบานศาลกล่าว ร้องขอ"
" ... แล้วผิดมั้ย
แล้วคนที่ทำอย่างนั้นผิดมั้ย
ไม่มีอะไรผิด
มีคนทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยเรื่องนี้
มันไม่ได้พึ่งมีหรอกเรื่องนี้
มันมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว
คนก็ทูลถามท่านว่า
แล้วคนที่ไปเคารพสิ่งอะไรนู่นนี่ อย่างนี้
เค้าบาปมั้ย
พระพุทธเจ้าก็บอกว่า
บาปแปลว่าทำผิดศีล 5 นะ
คนที่เคารพศรัทธาอะไรเนี่ย
มันดีกว่าคนที่ไม่มีอะไรเคารพเลย
เพียงแต่ว่าวันนี้เค้ายังไม่เกิดปัญญา
เค้ายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นที่พึ่งอันเกษม
เค้าไม่เคยรู้ความจริงของโลก
จิตใจที่มันยังไม่เต็ม
มันต้องวิ่งเแสวงหาที่เกาะ ที่ให้ช่วยเหลือ
จะดูหมอ เขย่าเซียมซีอะไรก็ตาม
มันก็เลยต้องหาเครื่องที่พึ่งทางใจเอาไว้
แต่ผู้ที่ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ
หรือว่า พระโสดาบันขึ้นไป
เมื่อเค้าเห็นความจริงแล้ว
จะไม่มีใครทำอย่างนั้นอีก
เค้าไม่ได้ไปว่าอะไรสิ่งนั้นหรอก
แต่จะไม่มีใครทำแบบนั้นอีก
จะไปยกมือไหว้ขอให้สุขภาพแข็งแรง
ก็พูดไม่เต็มปาก
เพราะว่าเห็นแล้วว่าสรรพสิ่งทั้งหลาย
มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
จะไปขอใครทำไม
เมื่อมันปล่อยวางความยึดถือ
ก็ไม่มีใครทุกข์
มันจะเป็นอะไร มันก็เป็นไปเถิด
เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าใจความจริง
เป็นสัมมาทิฏฐิต่างหากล่ะที่จะไม่ทุกข์
ไม่ใช่ว่าต้องเปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นไปดั่งใจเรา
ถึงจะไม่ทุกข์
คนทั่วไปไปบนบานศาลกล่าว เพื่ออะไร
เพื่อให้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเรา
มันเป็นไปอย่างที่ใจเราคิด
แล้วใจของเรามันยังไง
ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทั้งวัน
ถ้าชั้นมีสุขภาพดี ชั้นจะมีความสุข
ผมเห็นคนสุขภาพดีก็ตั้งเยอะแยะ
ก็ไม่เห็นมีความสุขอะไร
แล้วเดี๋ยวสุขอยู่ดี ๆ
สุขภาพเปลี่ยนแปลง
ก็กลายเป็นความทุกข์
แล้วของมันต้องเกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไปอยู่แล้ว
ถ้าเราเห็นความจริงต่างหากล่ะ
เกิดสัมมาทิฏฐิ เราจะไม่ทุกข์
แล้วเราจะไม่อ้อนวอนขออะไรทั้งสิ้น
เราจะไม่อ้อนวอนขออะไรจากใครทั้งสิ้น
จะไม่ไปจุดธูปบนบานอะไรทั้งสิ้น
พระพุทธเจ้าถึงได้กล้ายืนยันเลย
ไม่มีพระโสดาบันที่ไหนไปจุดธูปร้องขอ ไม่มี
ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป
ไม่มีใครจุดธูปร้องขอ
ถ้าถามต่อไปว่า ทำไม ?
ก็จะย้อนถามให้แทนว่า จะให้ท่านร้องขออะไร
ขอสุขภาพดี ...
กายนี้เนี่ยนะ ขันธ์นี้เนี่ยนะ ?
ที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่ตลอดเวลาเนี่ยนะ ?
จะไปขอให้มันมีสุขภาพดี
ที่มันเปลี่ยนแปลงไปไม่หยุด
จนกระทั่งแก่ แล้วก็แตกทำลายไป เนี่ยเหรอ ?
ขอให้มีความสุข ...
สุขอยู่ที่ไหน ? ขออะไร ?
สุขอยู่ที่วาง
วางแล้วก็เย็น
เย็นแล้วก็สงบ
ถ้าสุขแบบนั้นไม่ต้องขอใคร
ฝึกไป ทำไป จิตใจก็จะตั้งมั่นสงบขึ้นมา
ขอใคร ?
ถ้าได้ดั่งใจแล้วจะมีความสุข
ดั่ง "ใจ" เนี่ยเหรอ ?
เพราะฉะนั้น จะกี่เหตุผลที่ผู้คน
ไปจุดธูปบนบานศาลกล่าว
ไม่อยู่ในเปลือกกระพี้ ในเหตุผลแม้แต่น้อยนิด
ที่ท่านจะต้องยอมไปทำสิ่งหนึ่ง เพื่อให้ได้ความสุข
ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักเน้อ นั่นล่ะ
เพราะฉะนั้นขันธ์ทั้งห้าเนี่ยเหรอ
ที่จะไปขอให้มันเป็นสุข
บุคคลนั้นแหละเป็นผู้แบกของหนักพาไป
เพราะฉะนั้น ปล่อยวางความยึดถือในขันธ์ได้
เมื่อนั้นก็จบหน้าที่นะ เรื่องมีแค่นี้
คนที่ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า
แล้วคนทั่วไปที่เค้ายังไปเคารพบูชาบนบานศาลกล่าวล่ะ
เค้าจะมีโอกาสเป็นพระโสดาบันมั้ย
ท่านก็บอกว่า บุคคลเหล่านั้นเนี่ย
เค้ายังไม่รู้
เค้ายังไม่รู้ ... เนื่องจากเค้าไม่มีที่พึ่ง
ใจของเค้าไม่มีที่พึ่ง
เค้ายังไม่เห็นความจริง
เค้าก็จะต้องไปพึ่งอาศัย
อย่างที่เราสวนมนต์กันน่ะ
ภูเขา ป่าไม้ ทะเล น้ำตกอะไร
ไปจุดธูปอ้อนวอนขอ
ขอให้ฝนตก ขออย่าให้ฝนตก
ขอให้น้ำมีพอ อะไรก็แล้วแต่
ไม่ต้องขอให้ฝนตกเลย
ถ้าไปจุดธูป วันนี้เราจะขอไม่ให้ฝนตก
ก็ไม่รู้จะขออะไรนะ
ก็ธรรมชาติ ก็เข้าใจธรรมชาติ
วันนี้ตากผ้า ขออย่าให้ฝนตก
แล้วชาวนาก็แย่เลยนะ
เพราะเราตากผ้า
เราขอไม่ให้ฝนตก ชาวนาก็ขอให้ฝนตก
พระอินทร์ พระพรหม ก็เลยไม่รู้จะฟังใคร
มันก็เลยลำบากอย่างนี้ ... "
.
จากการบรรยาย
คอร์สวันแม่ 8 - 12 สิงหาคม 2563
ตอน Positive thinking ของหลอกเด็ก
และคอร์สภาวนา 21 - 25 ตุลาคา 2563
ตอน เมื่อเข้าใจความจริง ก็ไม่ต้องไปขออะไร !
โดย อ. ประเสริฐ อุทัยเฉลิม
ณ สวนยินดีทะเล จ. นครศรีธรรมราช
ขอบคุณรูปภาพจาก : Unsplash

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา