1 ก.ย. 2021 เวลา 00:00 • สิ่งแวดล้อม
สืบ นาคะเสถียร รำลึก 31 ปี อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
ธันวาคม 2532
สืบ นาคะเสถียร ชายผู้มีนิสัยมุ่งมั่นจริงจังมาตั้งแต่วัยเด็ก ชายที่มุมานะช่วยเหลือสัตว์ป่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และชายที่ประกาศกร้าวพร้อมยอมแลกชีวิตตัวเองเพื่อลูกน้อง ตัดสินใจปฏิเสธทุนเรียนต่อปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษ เพื่อเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง - ผืนป่าที่ในเวลานั้นแทบไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เว้นเสียแต่บรรดาพราน นักทำไม้ ผู้ที่จ้องเข้ามาขโมยทรัพย์สมบูรณ์ออกไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน
ก่อนเข้ามาเป็นหัวหน้าห้วยขาแข้ง เขาและกัลยาณมิตรเคยร่วมกันสำรวจศึกษาข้อมูลทางระบบนิเวศ ทำความเข้าใจถึงความสมบูรณ์ของป่าแห่งนี้กันมาก่อน
ทั้งยังเป็นแนวหน้าในการคัดค้านการทำสัมปทานไม้ในห้วยขาแข้ง และคัดค้านเขื่อนน้ำโจนในผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรที่มีอาณาเขตเชื่อมต่อกัน
ในห้วงความทรงจำของสืบที่มีต่อผืนป่า ผลักดันให้เขาได้ตะโกนก้องออกไปว่า...
“ถ้าเรามีพื้นที่ป่าที่ดีที่สุดคือห้วยขาแข้ง แล้วเรายังไม่รักษา แม้แต่กรมป่าไม้เองก็ยังไม่สนใจรักษา ก็อย่าหวังว่าจะรักษาที่อื่นให้รอดได้”
สืบ อาศัยความเข้าใจ และความจริงใจ กระโดดเข้าปกป้องผืนป่าและสัตว์ป่า - หาใช่มีเพียงความรู้สึกอย่างเดียว - แต่ยังประสานเข้ากับการเรียนรู้ศึกษาในเชิงวิชาการ เกิดเป็นความเข้าใจอันถ่องแท้
ภาพคุ้นชินของคนรู้จัก จะเห็นสืบสะพายกล้องถ่ายภาพ กล้องส่องทางไกล พกสมุด ปากกา จดและบันทึกสิ่งที่เห็น
หลังเลิกงาน ภายใต้แสงเทียนดวงน้อยตรงระเบียงบ้านพัก สืบจะนั่งเขียนรายงานข้อมูลที่ออกไปพบเห็น
นำสิ่งที่พบและสิ่งที่คิดมาบรรจบกัน จนเกิดรากฐานการดูแลรักษาผืนป่าห้วยขาแข้ง
ผลงานที่สำคัญ 2 ชิ้น ขณะอยู่ที่ห้วยขาแข้ง คือ การทำแผนแม่บทการจัดการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ห้วยขาแข้งร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
และยังทำรายงาน (ร่วมกับเบลินดา สจ๊วต ค็อกซ์) ยกระดับให้ผืนป่าทุ่งใหญ่และห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของไทย
ปัจจุบัน ผลงานทั้งสองได้กลายเป็นต้นแบบการจัดการพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ที่มีห้วยขาแข้งทำเป็นตัวอย่าง
สืบ ไม่ได้มองว่าการดูแลป่าห้วยขาแข้งเป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือเพียงข้าราชการกรมป่าไม้ผูกขาดเพียงกลุ่มเดียว
สิ่งสำคัญของการทำงานรักษาผืนป่า คือ การสร้างแนวร่วม และการทำงานสื่อสาร
ข้อมูล งานวิชาการ ได้รับการบรรจงเรียงร้อยเรื่องราวขึ้นใหม่ สำหรับใช้บรรยายแก่สาธารณะ โดยเฉพาะกับเยาวชนรอบผืนป่าห้วยขาแข้ง
สืบใช้เวลากลางดึก ออกแบบงานนิทรรศการ เขียนโปสเตอร์ ทำบอร์ดสื่อความหมายด้วยตัวเอง
หากอันไหนทำไม่สวย จะทำใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเก่า ในทุกย่ำค่ำถึงรุ่งเช้า
เมื่อตะวันทอแสง สืบจะขับรถออกไปทำความเข้าใจกับชุมชน บรรยายให้ความรู้กับเด็กนักเรียนในจังหวัดอุทัยธานี
หากมีโอกาสเดินทางไกลจากป่าสู่เมือง สืบก็ยินดีที่จะอธิบายให้สาธารณชนได้เข้าใจถึงสภาพของผืนป่าและสถานะของสัตว์ป่า
ห้วยขาแข้งเป็นป่าที่มีพื้นที่ขนาด 1 ล้าน 6 แสนกว่าไร่เศษ แต่มีงบประมาณสำหรับดูแลป่าแห่งนี้ได้เพียงไร่ละ 80 สตางค์ต่อปี (ใน พ.ศ. 2533) ต้นทุนที่มีกับเหตุการณ์ที่ปรากฏ ช่างสวนทางกันยิ่งนัก
ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า การลักลอบล่าสัตว์ เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทุกวัน ในจำนวนเรื่องที่พบ บางครั้งมีเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง
แม้สืบเป็นคนจริงจัง ไม่กลัวอิทธิพลใดๆ แต่พลังของคนคนหนึ่งกับจำนวนลูกน้องเพียงหยิบมือที่มีอุปกรณ์ไม่พร้อมสรรพ คงไม่เพียงพอต่อการรักษาป่าผืนแห่งนี้เอาไว้ได้
สืบเคยระบายออกมาอย่างเหลืออดว่า “จะให้ผมไปรักษาอะไร มาเคี่ยวเข็ญให้ผมรักษาป่า แถมยังต้องมาชี้แจงอีกว่ารักษาอย่างไร...”
หลากปัญหาที่ถาโถมเข้ามายังป่าห้วยขาแข้ง ทั้งการลักลอบทำไม้ อิทธิพลเถื่อน การสูญเสียผู้ใต้บังคับบัญชา กลายเป็นความกดดันทับถบกำลังใจ
สืบเคยคิดที่จะหยุด แต่เขาไม่อาจหนีจากสิ่งที่รัก…
นั่นเพราะสืบเคยบอกกับคนรอบข้างว่า “ผมสามารถให้ทุกสิ่งกับห้วยขาแข้งได้”
แต่ถึงกระนั้น ในบางห้วงคำนึงนั้น สืบรู้สึกว่ากำลังต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว และไม่อาจจะคาดหวังจากใครได้อีกต่อไป
ถึงที่สุด คำตอบของปัญหาทุกอย่างก็ถูกแก้ไขลงในวันที่ 1 กันยายน 2533
จากจุดเริ่มต้น นำไปสู่จุดสิ้นสุด และกลายเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้ง
จากความคิด ความมุ่งมั่น และการลงมือกระทำ จากอดีต เป็นปัจจุบัน และก้าวต่อไปสู่อนาคต
ผ่านมา 31 ปี สืบ นาคะเสถียร ยังคงอยู่ ไม่จากไปไหน
เพียงแต่เปลี่ยนจากรูปกาย เป็นความรัก ความศรัทธา เป็นเจตนา และความมุ่งมั่นอันแรงกล้า แฝงเร้นอยู่ในจิตวิญญาณของนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามาสืบสานปณิธานนั้นให้ยังคงอยู่
และยังสืบต่อไปในวันข้างหน้า
#IsLIFE #สืบนาคะเสถียร
PHOTO อนุพงษ์ สงวนทรัพยากร นิตยสาร IMAGE
โฆษณา