Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Future Perfect
•
ติดตาม
6 ก.ย. 2021 เวลา 23:39 • สิ่งแวดล้อม
รู้จักกลไก Arctic Amplification ต้นตอหลักของสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว (Extreme Weather) (ตอนที่ 2)
Cr. iStock by Getty Images, Photo by donwogdo
จากบทความที่แล้วที่ Future Perfect กล่าวถึงกลไก 5 อย่างที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Arctic Amplification หรือการที่อาร์กติกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้หิมะหรือน้ำแข็งที่อาร์กติกละลายมากขึ้นเรื่อย ๆ น้ำแข็งสีขาวที่ลดลงส่งผลต่อเนื่องไปถึงการลดความสามารถในการสะท้อนแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาบนผิวโลก ทำให้น้ำทะเลอมความร้อนมากขึ้น อุณหภูมิที่สูงขึ้นของอาร์กติกส่งผลให้ชั้นบรรยากาศที่บางลงแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วในโซนขั้วโลกเหนือ ผลกระทบที่ตามมาจากปรากฏการณ์นี้เป็นอย่างไร ลองมาติดตามและเปิดมุมคิดกับ Future Perfect ได้เลยครับ
Cr. iStock by Getty Images, Photo by SeppFriedhuber
จากผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่า ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของดินแดนอาร์กติกสูงขึ้นเร็วกว่าส่วนอื่น ๆ ของโลกถึง 2 เท่า จากผลการศึกษาของ Scripps Institution of Oceanography รัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี 2014 พบว่าตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 มาจนปี 2014 อาร์กติกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียส หากนับตั้งแต่ปี 1979 พื้นที่ของน้ำแข็งของอาร์กติกหายไปประมาณ 40% ในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา (วัดในช่วงที่มีน้ำแข็งน้อยที่สุดในเดือนกันยายน) คิดเป็นพื้นที่น้ำแข็งที่หายไปคือ 35,000 ตารางไมล์ต่อปี (เทียบได้เกือบเท่ากับพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย)
โดยจากสิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้ดินแดนอาร์กติกสะท้อนแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาได้ลดลง หรือมืดลงไป 8% (ช่วงเวลาปี 1979-2011) ซึ่งจากความมืดที่เพิ่มขึ้นนั้นทำให้เกิดการดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์ในช่วงเวลาดังกล่าว คิดเป็น 1 ใน 4 ของพลังงานความร้อนทั้งหมดที่เกิดจากการกักเก็บของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศในช่วงเวลาที่เท่ากัน จะเห็นว่าเป็นปริมาณความร้อนที่ดูดซับไปไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ
ถามว่าถ้าน้ำแข็งที่อาร์กติกละลายเร็วขนาดนี้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นมันคืออะไรบ้าง สามารถไล่เรียงประเด็นหลัก ๆ ได้ดังนี้
1. เมื่อดินแดนอาร์กติก หรือมหาสมุทรอาร์กติกร้อนขึ้น เกาะกรีนแลนด์ซึ่งอยู่ในแถบขั้วโลกเหนือ ก็จะละลายเร็วขึ้นด้วย หากสงสัยว่าเกาะกรีนแลนด์สำคัญอย่างไร เกาะกรีนแลนด์ถือเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกและปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง (แต่ขนาดน้ำแข็งใหญ่ไม่เท่ากับแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาทางขั้วโลกใต้) แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์ช่วงที่มีความหนาที่สุด วัดความหนาได้ประมาณ 3 กิโลเมตร ว่ากันว่าถ้าน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ละลายทั้งหมด จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร หรือสูงกว่าตึก 2 ชั้นบ้านเรา)
จากผลการศึกษาของนักวิจัย โดยใช้ดาวเทียมสำรวจ CryoSat-2 ที่สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงความหนาของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ได้นั้น พบว่าตั้งแต่ปี 2009 จนถึงปี 2014 ที่มีการเปิดเผย กรีนแลนด์มีอัตราการละลายของน้ำแข็งเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ด้วยอัตรา 375 ลูกบาศก์กิโลเมตรต่อปีโดยประมาณ หากจินตนาการไม่ออกว่าก้อนน้ำแข็งขนาด 375 ลูกบาศก์กิโลเมตรนี่ใหญ่แค่ไหน ให้ลองนึกถึงความจุของสนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถานประมาณกว่า 300,000 สนามเอามารวมกัน
1
iStock by Getty Images, Photo by Mario_Hoppmann
2. เมื่อดินแดนอาร์กติกร้อนขึ้น จนน้ำแข็งละลาย จะทำให้ชั้นดินที่ถูกแช่แข็งที่อาร์กติก ซึ่งเรียกว่า Permafrost นั้นละลาย การละลายของชั้นดินเยือกแข็งดังกล่าว จะทำให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศในปริมาณมาก ชั้นดินเยือกแข็งมีการเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้มากกว่าชั้นบรรยากาศถึง 2 เท่า ในขณะเดียวกันก๊าซมีเทนที่ปลดปล่อยออกมา ก็ถือเป็นก๊าซเรือนกระจกอีกตัวหนึ่งที่ส่งผลต่อการเกิดสภาวะเรือนกระจกได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า
นักวิทยาศาสตร์มีการคาดการณ์ไว้ว่า ทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทน ที่ปลดปล่อยออกมาจากชั้นดินเยือกแข็งนี้ จะส่งผลต่อภาวะโลกร้อนภายในศตวรรษนี้ได้ถึง 10% จากผลกระทบทั้งหมด ก๊าซที่ถูกกักเก็บไว้นั้นโดยเฉพาะก๊าซมีเทนนั้นเกิดจากซากฟอสซิลและจุลชีพต่าง ๆ ที่ทับถมและถูกแช่แข็งไว้อยู่ใต้พื้นน้ำแข็งนั่นเอง ซึ่งเมื่อน้ำแข็งละลายและก๊าซเหล่านี้ถูกปลดปล่อยออกมา ก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเร่งให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเร็วกว่าเดิมที่คาดการณ์ไว้
3. จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบความเชื่อมโยงของปรากฏการณ์ Arctic Amplification ไปสู่การเกิดสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว (Extreme Weather) ดังเช่นภัยพิบัติที่หลายภูมิภาคได้เผชิญภัยอันเกิดจากวิกฤติสภาพอากาศของโลกในปี 2563 เราได้เห็นการเกิดพายุเฮอริเคนเกิดขึ้นบ่อยครั้งที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มหาสมุทรแอตแลนติก เราได้เห็นไฟป่าที่ป่าอเมซอนของบราซิลและที่ออสเตรเลียที่เป็นข่าวใหญ่ เราได้เห็นข่าวการเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่จีน รวมไปจนถึงเรื่องสภาพอากาศหนาวเย็นผิดปกติที่สหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในฤดูหนาวภายใน 2 ปีที่ผ่านมา
การละลายของน้ำแข็งที่ดินแดนอาร์กติก อันเกิดจากอุณหภูมิของอาร์กติกที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น ส่งผลถึงอุณหภูมิของอากาศและน้ำทะเลใต้น้ำแข็งที่อุ่นขึ้น ซึ่งทำให้การไหลเวียนของกระแสลม กับกระแสน้ำเปลี่ยนไป ตามที่เคยกล่าวไว้ในบทความฉบับที่แล้ว โดยปกติแล้ว ลม (อากาศ) และน้ำ ซึ่งเป็นของไหล (Fluid) ทั้งคู่ จะเกิดการไหลเวียนตามธรรมชาติได้จากความแตกต่างของอุณหภูมิเป็นสำคัญ ด้วยเหตุนี้ ความแตกต่างที่ลดลงของอุณหภูมิในสองบริเวณ ก็จะส่งผลให้การไหลเวียนกระแสลมและกระแสน้ำในมหาสมุทรเปลี่ยนไปจากเดิมด้วย
หลักการหนึ่งที่หลายบทความได้เคยมีการวิเคราะห์และอธิบายแล้ว นั่นก็คือ ปรากฏการณ์กระแสลมวนที่ขั้วโลกเหนือ (Polar Vortex) อธิบายได้ง่าย ๆ ดังนี้คือ มวลอากาศเย็นที่ขั้วโลกเหนือ ถูกล้อมรอบด้วยมวลอากาศอุ่นจากเขตอบอุ่นทางตอนใต้ จุดที่ปะทะกันระหว่างมวลอากาศทั้งสองจะทำให้เกิดกระแสลมแรงที่มีชื่อเรียกว่า Polar Jet Stream พัดในทิศทางหมุนทวนเข็มนาฬิกาตามทิศการหมุนรอบตัวเองของโลก ล้อมกรอบดินแดนอาร์กติไว้เป็นวงกลม และทำหน้าที่เหมือนเป็นกำแพงกักเก็บความเย็นของดินแดนอาร์กติกไว้ ไม่ให้แผ่ลงมาตอนล่าง
ปรากฏการณ์กระแสลมวนที่ขั้วโลกเหนือ (Polar Vortex) Cr. The science behind the polar vortex. (NOAA)
อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์ Arctic Amplification ทำให้ความแตกต่างของอุณหภูมิของมวลอากาศทั้งสองฝั่งลดลง กระแสลม Polar Jet Stream จึงเริ่มอ่อนกำลัง และทำให้กำแพง Polar Jet Stream ที่กั้นอยู่ เกิดการบิดเบี้ยวไปจากเดิม และในบางช่วงของกำแพง Polar Jet Stream ก็มีการเคลื่อนตัวลงในมาอยู่ในโซนที่อบอุ่นมากขึ้น เป็นผลให้มวลอากาศเย็นที่เคยถูกกับเก็บไว้ที่ขั้วโลกเหนือ แผ่ขยายและนำพาความหนาวเย็นลงมาในโซนอบอุ่นเขตละติจูดที่ตำลงมาในบางพื้นที่ ดังเช่นบางพื้นที่ในสหรัฐอเมริกาที่เคยเกิดขึ้นด้วย
นอกจากกระแสลมแล้ว กระแสน้ำก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ Arctic Amplification ด้วยเช่นกัน แต่กระแสน้ำอาจจะทำให้เราเห็นภาพไม่ชัดนักว่าจะส่งผลกระทบต่อโลกเราอย่างไร เมื่อน้ำแข็งจากดินแดนอาร์กติกและเกาะกรีนแลนด์ละลาย น้ำจืดที่ละลายลงไปในมหาสมุทรจะไปรบกวนการไหลเวียนของกระแสน้ำตามปกติที่ขับเคลื่อนจากความเข้มข้นของเกลือในมหาสมุทร
กระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็น โดยปกติแล้วจะมีหน้าที่ปรับสมดุลของอากาศในแต่ละภูมิภาค ไม่ให้ร้อนหรือหนาวเย็นจนเกินไป กระแสน้ำอุ่นจะเป็นตัวนำพาความอบอุ่น แร่ธาตุ และสารอาหารจากโซนเขตร้อนไปยังเขตซีกโลกด้านบน ถ้ากระแสน้ำอุ่นหยุดไหล หรือไหลอ่อน ก็แน่นอนว่าจะมีผลกระทบเกิดขึ้น อุณหภูมิผิวน้ำ และมวลอากาศที่อยู่ด้านบนผิวน้ำก็จะเย็นตัวลง สภาพอากาศในภูมิภาคนั้นก็จะหนาวเหน็บและแห้งแล้ง เนื่องจากอุณหภูมิที่ต่ำและการระเหยของน้ำที่ลดลง ในทางกลับกัน ช่วงฤดูร้อนที่มีการสะสมความร้อนอยู่นิ่ง ๆ ในจุดใดจุดหนึ่ง โดยไม่มีการถ่ายเทความร้อนด้วยกระแสน้ำหรือกระแสลม ก็อาจจะเกิดเป็นคลื่นความร้อนได้เช่นกัน โดยสรุปก็คือส่งผลกระทบต่อความสมดุลของอุณหภูมิอากาศในแต่ละภูมิภาค ความรุนแรงที่ต่างกัน และช่วงเวลาที่ต่างกันด้วย
นอกจากนี้แล้ว เนื่องจากกระแสน้ำอุ่นเป็นตัวพาแร่ธาตุและสารอาหารจากเขตร้อนไปยังเขตอบอุ่นทางตอนเหนือ เมื่อกระแสน้ำอุ่นไหลช้าหรือหยุดไหล หรือน้ำจืดจากน้ำแข็งที่ละลายลงมาทำให้ความเค็มเปลี่ยนไป (สัตว์บางชนิดปรับตัวไม่ได้) ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศ สิ่งมีชีวิตในทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้พืชพรรณและสัตว์หลายชนิดอาจสูญพันธ์ไปด้วย
Cr. iStock by Getty Images, Photo by sharply_done
จากการเก็บสถิติที่ผ่านมาของนักวิจัยจึงสรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ Arctic Amplification ที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็วนั้น มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว (Extreme Weather) ไม่ว่าจะเป็นพายุหิมะ คลื่นความร้อน พายุฝน น้ำท่วม ภัยแล้ว ความหนาวเย็นผิดปกติ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นได้ชัดเจนทางซีกโลกเหนือทางเขตอบอุ่นหรือละติจูดช่วงกลาง ๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และเป็นสิ่งที่ทุกประเทศทั่วโลกจะต้องเผชิญและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตทั้งในด้านการลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Mitigation) และการปรับตัวในการดำเนินชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Adaptation)
หากผู้อ่านสนใจในสาระที่ช่วยเปิดมุมคิดไปสู่แนวคิดใหม่ ๆ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในทุกมิติ โปรดติดตามได้จาก Future Perfect ในบทความถัด ๆ ไป ผู้อ่านท่านใดที่ยังไม่ได้กดติดตามเพจ Future Perfect สามารถกดติดตามได้เลยครับ และทุกท่านสามารถ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ Future Perfect ได้ผ่านการแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันเรื่องราวกันได้ที่ด้านล่างนี้ครับ
3 มุมคิดที่ Future Perfect ขอฝากไว้: สรุปผลกระทบ 3 ประการจาก Arctic Amplification
1) ส่งผลต่อการละลายของแผ่นน้ำแข็งที่เกาะกรีนแลนด์ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วโลกในอนาคต
2) ส่งผลให้ชั้นดินเยือกแข็ง (Permafrost) ละลายและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์+ก๊าซมีเทน ออกสู่บรรยากาศในปริมาณมาก
3) ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำและกระแสลม ส่งผลให้เกิดสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว (Extreme Weather)
#FuturePerfect #อนาคตกำหนดได้ #อาร์กติก #สภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว #ArcticAmplification #PolarVortex #Greenland
References
1.
https://www.noaa.gov/multimedia/infographic/science-behind-polar-vortex-you-might-want-to-put-on-sweater
2.
https://www.esa.int/Applications/Observing_the_Earth/CryoSat/Ice_sheet_highs_lows_and_loss
3. Cohen, J. and others. "Recent Arctic Amplification and Extreme Mid-Latitude Weather". Nature Geoscience 7(9):627-637, 2014.
6 บันทึก
6
3
6
6
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย