9 ก.ย. 2021 เวลา 13:43 • หุ้น & เศรษฐกิจ
สิ่งที่คนลงทุนหลายคนอาจจะไม่เข้าใจโดยเฉพาะมือใหม่ (EP.2)
นักลงทุนรายย่อยที่ปริมาณเงินในมือไม่ได้มากพอจะส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ กับ นักลงทุนรายใหญ่โดยเฉพาะระดับสถาบันที่การขยับแต่ละครั้งต้องคอยระวังว่าจะกระทบกับราคารึเปล่า นักลงทุน 2 แบบนี้มี mindset ในการลงทุนที่ค่อนข้างจะแตกต่างกันมาก ๆ
นักลงทุนรายย่อยแบบเรา ๆ มักจะลงทุนโดยคาดหวังว่าเงินของเราจะเติบโตขึ้น ชนะเงินเฟ้อ ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้นกว่าฝากธนาคารอย่างเดียว หรือแม้แต่หวังรวย หากเป็นเทรดเดอร์ฟูลไทม์ก็อาจจะหวังกระแสเงินสดเพื่อการเลี้ยงชีพ
ดังนั้นการซื้อขายสินทรัพย์ของเรามักจะตัดสินใจโดยมีพื้นฐานอยู่บนมุมมองที่มีต่อสินทรัพย์นั้น ๆ เป็นหลัก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค
แต่ถ้าเป็นนักลงทุนระดับสถาบัน การซื้อขายสินทรัพย์ของพวกเขามักจะตัดสินใจโดยมีพื้นฐานอยู่บน การบริหารความเสี่ยง (Risk management) เป็นหลัก ถ้าใครเคยดู Margin Call (2011) ก็จะเห็นว่าพวกเทรดเดอร์ของ Lehman Brothers ก็สังกัดอยู่แผนก Risk management
อธิบายคร่าว ๆ ก็คือ นักลงทุนถาบันหรือรายใหญ่ ๆ เค้าจะถือสินทรัพย์กันหลายประเภท (Asset allocation) โดยแบ่งสัดส่วนมากน้อยตามมุมมองทางเศรษฐศาสตร์มหภาคเป็นหลัก แต่ก็จะประกอบด้วยมุมมองต่อสินทรัพย์นั้น ๆ ร่วมด้วย เมื่อมุมมองเปลี่ยนหรือมีปัจจัยเข้ามากระทบ พวกเขาก็จะต้องปรับสัดส่วนของสินทรัพย์ในพอร์ตใหม่ โดยลดสัดส่วนสินทรัพย์ที่ราคามีแนวโน้มจะลงหรือไม่ไปต่อ แล้วเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่ราคามีโอกาสลงต่ำกว่าเพื่อจัดการกับ "ความเสี่ยง" นั่นเอง
การปรับสัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตของรายใหญ่พวกนี้ทำให้สินทรัพย์ที่ถูกซื้อราคาขึ้น และสินทรัพย์ที่ถูกขายราคาลง ดังนั้นหากรายย่อยอย่างเรา ๆ ศึกษาวิธีการปรับสัดส่วนแบบที่รายใหญ่ทำเอาไว้บ้าง ก็จะทำให้เข้าใจเหตุผลเวลาที่สินทรัพย์แต่ละชนิดมีการเปลี่ยนแปลงราคาขึ้นลง ไม่ตื่นตระหนก และสามารถตัดสินใจได้ตามแผนการของตัวเองวางไว้ได้มากขึ้น
โฆษณา