11 ก.ย. 2021 เวลา 04:38 • ดนตรี เพลง
[รีวิวอัลบั้ม] DONDA - Kanye West
เพื่อแม่ เพื่อพระเจ้า
[รีวิวอัลบั้ม] DONDA - Kanye West
-กำลังหาเหตุผลที่มาอยู่ว่า ทำไมปกดำ? ทำไมจงใจปล่อยให้ว่างเปล่า? Kanye West เองยังไม่เผยที่มาที่ไปของความพิศวงนี้อย่างเป็นทางการ ถ้าให้เดา มันคงไม่ต่างกับชาวโซเชี่ยลทั่วๆไปที่จงใจตั้ง cover profile เป็นสีดำเพื่อเป็นการไว้ทุกข์หลังจากเพิ่งสูญเสียคนรักไปหรือไม่? ที่มาของชื่อ DONDA ไม่ซับซ้อน เพราะเป็นชื่อแม่ของคานเย่ที่จากไปตั้งแต่ปี 2007 เนื่องจากผ่าตัดศัลยกรรม นับว่าเป็นอีกครั้งที่เขาทำอัลบั้ม tribute ให้แม่ผู้เป็นที่รัก ถัดจากผลงานระดับปรากฎการณ์ 808s & Heartbreak อย่างไรก็ตามการปล่อย blank แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด
-การทิ้งความ blank ให้ทุกคนอิหยังวะ ไม่มีงานศิลป์มาเป็นฉากหน้าเคยเกิดขึ้นแล้วในงานเพลงของแร็ปเปอร์สุดติสต์ เฉกเช่น Yeezus ที่มาด้วยรูปแบบซีดีโล้น อันนี้เจ้าตัวบอกชัดเจนว่า อยากให้ทุกคนโฟกัสที่งานเพลงจริงๆ อีกทั้ง Jesus Is King ที่เป็นแค่ไวนิลสีน้ำเงิน การกลับมาคราวนี้คานเย่ที่เลือกจะ keep look ให้ตัวเองเป็นคนลึกลับตลอดเวลา ใส่ชุดดำทั้งตัว ไม่เว้นแม้แต่มาสก์ไอ้โม่งคุมหน้าด้วย เหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลังของการปล่อยให้ดำสนิทในครั้งนี้น่าจะมีเหตุผลหลายทางคือ การไว้ทุกข์ ความรู้สึกมืดแปดด้านหลังการสูญเสีย หรือไม่ก็คงติสต์นึกอยากใส่ความมินิมอลไปเลยก็เป็นได้
1
-นี่ไม่ใช่อัลบั้มที่ดีที่สุดในแง่ของความไม่เรียบร้อยของรูปลักษณ์ภายนอก กระบวนการหลังบ้านอันแสนวุ่นวาย การเคลียร์ปัญหาระหว่างศิลปินที่ไม่ลงตัวแทบทุกคน การดีลกับค่ายที่ปล่อยอัลบั้มโดยไม่ผ่าน approve จากเจ้าตัวก่อน และปัญหาดราม่าที่ตามมาเกี่ยวโยงกับแขกรับเชิญที่มีประเด็นอื้อฉาวทางสังคม แต่ก็ไม่ใช่อัลบั้มที่แย่ที่สุดในแง่ของฝีมือที่ดรอป DONDA ยังคงเผยแพร่ในรูปแบบ clean version เซ็นเซอร์ทุกคำหยาบคายแบบเดียวกับ JIK ก็จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคานเย่ยังคงใช้ประโยชน์จากอีโก้ของตัวเองขับเคลื่อนความอหังการในงานเพลงได้อย่างเต็มที่
Kanye West และ Donda West
-ที่มากไปกว่านั้นยังแอบซ่อนประเด็นแห่งความสูญเสีย การแสวงหาศรัทธาในพระเจ้าอันเป็นที่พึ่งทางใจ วังวนของการเสพติด ชีวิตชื่อเสียง ปัญหาครอบครัวนำพาซึ่งการหย่าร้างกับ Kim Kadashian ผมเลยมองว่า DONDA พอมีแง่มุมของคนที่อยากเอาศาสนาเข้ามาขบตัวเอง มีด้านมิติที่ JIK ไม่มี นั่นก็คือการไม่ละทิ้งความเป็นจริงของคนที่มีไลฟ์สไตล์ไม่ธรรมดาตลอดเวลา แล้วดันจะรับพระบุตรพระจิตเข้ามาทำให้เห็นทางส่องธรรม หาทางสงบจิตสงบใจให้ได้ในเร็ววัน คานเย่เลยจุดนั้นมาแล้วจริงๆ ความสุดโต่งของผู้ชายวัย 44 ปีคงไม่น่าจะรีบเกษียณตัวเองเร็วขนาดนั้น DONDA จึงเป็น Christian music ที่ยังคงความหวือหวา ไม่ปฏิเสธใจตัวเองอย่างถึงที่สุด การจะมองหาความสำรวมในอัลบั้มตีมศาสนาชุดนี้คงจะไม่ใช่คำตอบ บทเพลงเหล่านั้นยังคงเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุ วัตถุนิยม อัตตาส่วนตัวที่ใหญ่โตเหลือเกินระหว่างทาง
-สิ่งที่พอจับใจความได้โดยรวมในความ blank มืดมน สำหรับผมนี่คืออัลบั้มคริสเตียนที่บอกถึงความพยายามฉุดตัวเองออกจากหุบเหวเพื่อไม่ให้ตกขบวนเส้นทางของพระเจ้าก็เป็นได้ โดยมีเรื่องของความสูญเสียเป็นตัวครอบอยู่นั่นเอง ตอนแรกแอบหัวเราะเยาะด้วยความเข้าใจน้อยในแทร็คเปิดอัลบั้ม DONDA CHANT ว่าเป็นการ repeat เพื่อเรียกพลังแบบในงานอีเว้นท์ listening party รึเปล่า จริงๆแล้วนี่คือวิธีการ tribute ที่ไม่ได้มารูปแบบของเพลง แต่เป็นการขานชื่อผู้วายชนม์ด้วยจังหวะท่องมนต์ เทียบเคียงอัตราการเต้นของหัวใจ นัยยะนี้โคตรลึกซึ้ง เป็นการใส่จิตวิญญาณของผู้ล่วงลับให้ฝังลึกเข้าไปในอัลบั้มนี้กันตั้งแต่เนิ่นๆ อย่าด้อยค่าอินโทรเปิดอัลบั้มนี้เชียว
1
-คุณแม่ Donda ก็เป็นตัวละครสำคัญถูกแซมเปิ้ลในเพลง Praise God ที่มาในรูปแบบการอ่านบทกลอน ในงาน Gwendolyn Brooks Writers ในปี 2007 ที่จัดขึ้นในเมืองชิคาโก ถูกใช้เป็นส่วนเกริ่นนำเพลงก่อนที่จะถูกแซมเปิ้ลเป็นประปรายร่วมกับลูกชาย ภายใต้ vibe เพลงสุดไฮป์ที่ออกแบบมาเพื่อ Travis Scott โดยเฉพาะ รวมไปถึง speech เน้นๆในงานเดียวกันก็ถูกแซมเปิ้ลอีกครั้งในไตเติ้ลแทร็ค Donda ที่เป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีที่คุณแม่ยอมละทิ้งการงานมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวพร้อม support ลูกชายอย่างเต็มที่ ใน speech ดังกล่าว แม่ของเขากล่าวชื่นชมลูกชายที่มีความกล้าหาญและไม่กลัวที่จะพูดอะไรออกไปจนทำให้เขาเป็นศิลปินผู้มีอิทธิพลจนถึงทุกวันนี้
-Jail ที่ใช้รีฟกีตาร์สุดร็อคเป็นตัวขับเคลื่อนความฮึกเหิม การกลับมาสมานฉันท์อีกครั้งกับ Jay-Z เป็นโมเมนต์ที่ทุกคนรอคอยถึงการกลับมาของ The Throne ซึ่งทรงพลังเหนือเพลงไปเรียบร้อย จุดร่วมของเพลงนี้คือการไถ่บาปหรือไถ่โทษต่อกัน คานเย่แชร์มุมมองของคนที่ประสบความล้มเหลวในชีวิตคู่จนมองหาพระเจ้าให้มาช่วยไถ่บาปหรือถอนประกันจากการโดนติดคุกนี้ด้วย การโผล่มาของน้าเจย์คงเป็นโมเมนต์ศักดิ์สิทธิ์ของพี่ชายที่เคยแตกคอมาเป็นเวลาหลายปี กลับมา back to business อีกครั้ง นอกจากจะแท็คทีมเพื่อทวงบัลลังก์ในอนาคตแล้ว แกไม่ลืมที่จะเตือนสติไอ้น้องชายโดยเฉพาะเรื่องที่แกไปเข้าข้าง Donald Trump ด้วยท่าทีที่น้อบน้อมต่อคุณแม่ Donda เป็นอย่างมาก
Hol' up, Donda, I'm with your baby when I touch back road
Told him, "Stop all of that red cap, we goin' home"
Not me with all of these sins, castin' stones
This might be the return of The Throne
บอกตามตรงว่าน้าเจย์แกอยู่ในจุดที่แร็ปอะไรไป คนฟังเชื่อถือ พร้อมพยักหน้าตามได้ทุกเมื่อจริงๆ ผิดกับ Jail Pt.2 ที่ดูยังไงมันไม่ใช่พื้นที่สำหรับการไถ่โทษทั้ง DaBaby และ Marilyn Manson ได้ดีพอ โดยเฉพาะคนหลังที่มีคดีความล่วงละเมิดทางเพศที่หนักข้อกว่า ในขณะที่ DaBaby ปากพลาดพลั้งไปเหยียดชาว LGBTQ ที่โทษต่อศีลธรรมน้อยกว่าพี่ร็อคหน้าผี อย่างไรก็ตามพวกเขาแทนที่ตำนานแห่งบรู๊คลินไม่ได้จริงๆ
Kanye West (ซ้าย) DaBaby (กลาง) Marilyn Manson (ขวา)
-God Breathed จังหวะกลอง 808 เอฟเฟ็คแตกพร่า สไตล์เพลง industrial ใกล้เคียง Yeezus มากที่สุด Vory ศิลปินชาว Houston ถ่ายทอดท่อนฮุกด้วยความใหญ่โต Outro ทิ้งช่วงยาวไปหน่อย Off The Grid จังหวะ Drill Hip hop ที่มันส์มากๆ รวบรวมทั้งเด็กปั้นและว่าที่เด็กปั้นของเย่ โดย Playboi Carti ที่มาโชว์ความเจี๊ยวจ๊าวพอเป็นพิธี Fivio Foreign แร็ปเปอร์สาย drill ที่เคยประกาศว่าอัลบั้มใหม่ของตัวเองคานเย่จะเป็นคนช่วยคุม สามารถโชว์ไรห์มที่เฉียบคม เริ่มจับตามองพี่แกก็เพลงนี้แหละ
-ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ใน Off The Grid คงหนีไม่พ้น verse แร็พสุดห้ำหั่นของเจ้าของเพลงที่ไม่ได้เห็นนานแล้ว และเป็น verse ที่แดกดันที่สุดด้วย เป็นการ flex ที่โคตรโชว์พาวว่า ต่อให้ตัวเองตัดขาดจากโซเชี่ยล เก็บตัวอยู่แถบเทือกเขา Wyoming กูก็ยังสามารถทำเงินจากเพลงและการออกแบบแฟชั่นได้ เป็นเรื่องที่ไม่โม้เกินจริงที่เจ้าตัวถูกจัดอันดับความรวยจากนิตยสาร Forbes และไม่ลืมที่จะแซะกลับ Drake แบบที่ไม่ไว้หน้าไม่ญาติดีด้วย เรียกได้ว่าเกทับด้วยเรื่องความยิ่งใหญ่โดยที่ไม่ต้องทำตัวให้ viral ในโลกโซเชี่ยลเลยก็ว่าได้ เช่นเดียวกับ Ok Ok ที่ประชดประชันแร็ปเปอร์ชาวแคนาเดียนว่าอย่ามาแหยม GOAT อย่างกูให้มาก กูไม่ตลกด้วย ต่อให้แกจะตัดขาดโลกภายนอกมากแค่ไหน แค่แกแต่งตัวแปลกๆคลุมหน้าออกสาธารณะซะขนาดนั้น มันจะไม่ viral ได้ไงหว่า
-Hurricane จริงๆแล้วเพลงนี้มีหลายเวอร์ชั่น และเคยพรีวิวไปตั้งแต่จะปล่อยอัลบั้ม YANDHI แต่เผอิญไม่ได้ปล่อยอัลบั้มนั้นอย่างจริงจัง จนกระทั่งมาลงตัวที่ sound of generation 2 คนอย่าง The Weeknd และ Lil Baby มาไว้ในเพลงเดียว สอดรับกับกระแสความฮ็อตของทั้งคู่ด้วย ท่อนฮุกโดย Abel และชาวคณะที่ขับเคลื่อนความเป็น gospel ได้อย่างน่าขนลุก โดยเฉพาะท่อน don't let me drown ที่เป็นเลเยอร์พิเศษของท่อนฮุกนี้ และใช้โอกาสนี้ในการประกาศ era ใหม่ “The Dawn” ของตัวเองซะเลย ส่วน Lil Baby ยังคงเฉิดฉายด้วยฟรีสไตล์น้ำเสียงนาสิกแหบๆของเขา คลื่นลูกใหม่กับคลื่นลูกใหญ่รวมกันซัดตูม !!!
-Jonah ชื่อเพลงเป็นการ tribute ให้กับ Jonah Ware (a.k.a Lul Flex) ศิลปินหนุ่มอินดี้ผิวสีวัย 19 ปีที่เป็นเหยื่อถูกยิงเสียชีวิตที่ชุมชน Chickasaw รัฐ Louisville เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่ง Vory แขกรับเชิญที่ถ่ายทอดท่อนฮุกและมาแจมเป็นเพลงที่ 2 ในอัลบั้มเคยเจอ Jonah ในชีวิตจริงด้วย แน่นอนว่าเขามี connect กับเพลงนี้โดยตรงที่สุด ทางด้านของ Lil Durk แชร์ความสูญเสียน้องชายที่ถูกยิงเสียชีวิตใน strip club เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมาด้วยอารมณ์อาลัยอาวรณ์ น่าเสียดายที่น้องชายอดเสวยสุขความสำเร็จของพี่ชาย และยังมีเพลงที่ tribute นักบาสตำนานผู้ล่วงลับ Kobe Bryant ในเพลง 24 ที่อ้างอิงจากตัวเลขนำโชคของ Black Mamba อีกด้วย
-จากโหมดสูญเสีย ตัดสลับมาที่โหมดบันเทิง luxury อวดรวยตามสไตล์แร็ปเปอร์สายเซเลปที่ไม่คิดจะละทิ้งสายแฟชั่นเพื่อไปอุทิศตนกับการทำเพลงคริสเตียนซะทีเดียว มีเพลงแทรกการตลาดเผยการคอลแลปอย่าง Junya ที่ยั่วน้ำลายคอลเลคชั่นนาฬิกาที่กำลังจะเกิดขึ้นกับดีไซเนอร์ญี่ปุ่นชื่อดัง Junya Watanabe หัวหอกคนสำคัญของแบรนด์ Comme des Garçons ต่อเนื่องด้วย Believe What I Say อีกหนึ่งเพลงชิวล์อารมณ์เฉลิมฉลอง ใช้ประโยชน์จากแซมเปิ้ลเพลง Doo Wop (That Thing) ของ Lauryn Hill ได้อย่างครึกครื้น ตัดเลี่ยนความหนักหน่วงจาก 8 เพลงที่ผ่านมาได้ค่อยยังชั่วหน่อย อวดความมีวิสัยทัศน์ดุจพระเจ้าผู้มีรีโมทควบคุมอะไรก็ได้ตามใจอยากในเพลง Remote Control
Lil Durk และ Kanye West
-การเปิดพื้นที่ให้ Kid Cudi ในเพลง Moon จัดเป็นตัวเลือกที่ใช่และไม่มีใครแทนที่ได้ไปกว่าชายผู้สร้างคาแรคเตอร์ Moon Man จนเป็นที่โจษจันมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งนี้คอรัสของ Don Toliver ล่องลอยติดหูเสียจนสลัดไม่ออกเสียจริง ถัดจากโมเมนต์ที่นิ่งเงียบสงบมาเป็นความโกลาหลในเพลง Heaven and Hell ที่ให้โมเมนต์รถไฟเหาะทัวร์นรกที่ค่อยๆออกตัวแล้ว drop down สู่ความเดือดดาลไม่ยืดยาว Keep My Spirit Alive ที่มีท่อนฮุกถ่ายทอดโดย KayCyy ที่ฮาร์โมนี่เสนาะหูมาก มาพร้อมกับคู่หู Griselda อย่าง Westside Gunn และ Conway The Machine มาแชร์ verse มุมมองความศรัทธาในพระเจ้าได้โคตรคูล
-Jesus Lord คอรัสเพลงนี้โคตรทรงพลัง เพลงนี้พิเศษตรงที่คานเย่เปิดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ลงดีเทลเยอะกว่าเพลงก่อนๆที่มักจะพูดถึงความเศร้าโศกอย่างประปราย เขาแชร์ความคิดเคยฆ่าตัวตาย ความคิดอันสับสน และทำใจไม่ได้หลังจากแม่จากไป ถึงขั้นขอพรกับพระเจ้าให้เขาได้พบเจอกับแม่ในชีวิตหลังความตาย ส่วน Jay Electronica ถึงจะมีประสบการณ์ร่วมที่เคยสูญเสียแม่ไม่กี่ปีก่อน แต่ใน verse ของแกเลือกที่จะแชร์ความศรัทธาที่มีต่อพระอัลเลาะห์
-ใน Outro เป็นเสียง speaker phone ของ Larry Hoover Jr ที่กล่าวขอบคุณคานเย่ที่ครั้งนึงเคยยื่นข้อเสนอต่อ Donald Trump ในการให้อภัยโทษ Larry Hoover Sr ผู้ก่อตั้งกลุ่มแกงค์ที่อันตรายที่สุด Gangster Disciples ซึ่งถูกตัดสินจำคุกยาวนานกว่า 25 ปี แต่ข้อเสนอดังกล่าวถูกปัดตก ไม่เป็นผลสำเร็จ ณ ปัจจุบัน Larry Hoover Sr ยังคงถูกจองจำ อย่างไรก็ตาม outro ดังกล่าวไม่ได้แปะแบบพร่ำเพรื่อ เป็นการเชื่อมความระลึกถึงบุพการีในแง่ของการสูญเสียคนรอบข้างไปเช่นกัน
-เอาจริงเพลง Jesus Lord สมควรที่เป็นเพลงปิดอัลบั้มมากกว่าด้วยตัวบทสรุปสิ่งที่เป็นจริงๆของอัลบั้มที่ว่าด้วยการระลึกถึงคุณแม่ที่จากไป แต่ก็มีการปิดอัลบั้มด้วย Jesus Lord Pt.2 ที่เพิ่มเติมคือเชื้อเชิญทรีโอ้ฮิปฮอประดับตำนาน The Lox (Sheek Louch, Styles P และ Jadakiss) มาร่วมแจมครบสามคนในโอกาสที่ไม่ได้มากันง่ายๆ ล่าสุดที่เห็นทั้งสามรียูเนี่ยนคืองานเพลงหลังความตายของ DMX จริงๆปิดด้วยเวอร์ชั่น Pt.2 ก็ได้ ไม่แน่ใจว่าเอาไว้เป็นตัวเลือกรึเปล่า มีทั้ง short version และ เวอร์ชั่นยาว 11 นาที สามารถเลือกฟังเอาตามอัธยาศัย
-ถัดจาก Jesus Lord ก็จะมีกลุ่มเพลง vibe ที่ผ่อนคลายขึ้น เริ่มด้วย New Again ที่เหมือนปรับอารมณ์จากที่เคยหน่วงมาในโทนที่พอสดใสขึ้น ราวกับพระเจ้ามีเมตตาให้ชีวิตใหม่ยังไงยังงั้น เพลงนี้แอบมีปัญหาตรงที่ท่อน Chris Brown น้อยไปจริงๆจนต้องออกมาโวย ถ้ามีเวลาเดี๋ยวจะทำบทความพิเศษถึงสารพันปัญหาของอัลบั้มนี้แยกมาให้อ่านกัน
-Pure Soul ค่อนข้างเซอร์ไพร์สที่แร็ปเปอร์รุ่นน้อง Roddy Ricch ที่เคยวิพากษย์วิจารณ์วีรกรรมคานเย่ฉี่รดถ้วยแกรมมี่จะมาร่วมแจมในเพลงของคานเย่ ทำได้ดีและเสนาะหูมากเสียด้วย เป็นเพลงสโลแจมที่มีความเป็นป็อปมากที่สุด เนื้อหาก็ค่อนข้าง inspire เชิงโชว์อุดมการณ์ที่ว่าไม่ยอมลดตัวเป็นศิลปินขายจิตวิญญาณให้โดนกลืนกินโดยชื่อเสียง ในขณะที่เจ้าของเพลงยังคงแอบแซะ Drake ถึงเรื่องที่เขาแจกเงินในเอ็มวี God’s Plan ซึ่งก็เคลมว่าคนอย่างกูเหนือกว่า ขิงความเว่อร์แจกเงินให้คนทั้งโลกได้ ไม่ใช่แค่นักเรียนในโรงเรียน ปิดมินิมาร์ทชาวเมืองโตรอนโต้อย่างเดียว
-ประเด็นหย่าร้าง Kim Kardashian สุดฮือฮาก็ไม่ลืมที่จะหยิบยกมาพูด ตั้งแต่ง้อเมียในเพลง Lord I Need You ด้วยท่วงทำนองประนีประนอมหวานซึ้งสุดฤทธิ์ด้วยบีทของ Wheezy (ที่ไม่ใช่ Lil Wayne) Come to Life ยกให้เป็นเพลงที่ท่วงทำนองเปียโนโคตร emotional งดงามที่สุดในอัลบั้มชุดนี้ เหมือนเป็นเพลงเตือนสติตัวคานเย่เอง ถึงแม้จะทำใจมูฟออนจากคนที่สูญเสียแม่ไปไม่ได้ อย่างน้อยก็มีลูกๆที่ยังต้องให้ความสำคัญ อาจจะไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาเนื่องจากหย่าร้างก็ตาม มีจุดนึงที่แกยอมตามใจลูกซื้อ Nike แบรนด์คู่แข่ง Adidas ที่ตัวเองมีดีลทำไลน์ผลิตภัณฑ์ Yeezy อย่างที่ทุกคนรู้กันดีการที่พรีเซนเตอร์ไปใช้แบรนด์คู่แข่งก็อาจจะโดนลงโทษโดนปรับก็ได้ จะไม่ยอมให้เหตุผลทางการตลาดและความขัดแย้งส่วนตัวกับพรีเซนเตอร์แบรนด์คู่แข่งมาบดบังความต้องการของลูกสาว
-จากที่ผมเคยมองว่าเพลง Jesus Lord คือเพลงที่สรุปความรำลึกของคุณแม่ Donda โดยสมบูรณ์ในตัวมันแล้ว No Child Left Behind เปรียบเหมือน alternate ending ที่จบด้วยอารมณ์อ้างว้าง โหวงเหวงของคนที่แยกทางกับครอบครัวจริงจังและไม่มีแม่ให้ไปมาหาสู่แล้ว แน่นอนว่าคานเย่ยังคงศรัทธาในปาฎิหารย์ของพระเจ้าจะเป็นตัวชี้ทางให้เขาผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ได้ ในอีกนัยยะนึงคานเย่คาดหวังว่าเขาสามารถกลับไปทำหน้าที่เป็นพ่อที่ดีให้กับลูกๆทั้ง 4 คนได้ ถึงเนื้อเพลงจะแทบไม่มีอะไรเลย แต่เป็น theme song ที่โคตรดีมากๆ ให้มู้ดของเพลงเป็นตัวเล่าเรื่อง เสียงของ Vory แทบจะเอคโค่ก้องในห้วงอารมณ์ของคนฟังไปแล้วเรียบร้อย
Kanye West และ Roddy Ricch
-แน่นอนว่าการมีจำนวนแทร็คที่เยอะ 20 กว่าแทร็คนั้นเป็นอุปสรรคต่อคนฟังในยุคนี้เหมือนกัน ด้วยความอึกทึกครึกโครมก็ยิ่งทำให้เหนื่อยล้าได้โดยง่าย การมีแขกรับเชิญที่ขนมาทั้งวงการฮิปฮอปนั้นนับเป็นปัจจัยที่สร้างสีสันได้ดีเช่นกัน ไม่รู้สึกเบื่อกับการตะลุยอัลบั้มที่มีจำนวนแทร็คเป็นอุปสรรค ถ้าเทียบสัดส่วน verse เจ้าของอัลบั้มเมื่อเทียบกับศิลปินแต่ละเพลง มีแค่ไม่กี่แทร็คเท่านั้นที่เจ้าของศิลปินจะใส่ verse เยอะๆ บางเพลงแทบปล่อยให้แขกรับเชิญได้ปล่อยของ เดี๋ยวพี่ขอตบด้วยหลักคำสอนไบเบิ้ลเป็นการปิดท้ายเอง สิ่งที่พอมองออกได้ก็คือ คานเย่มีความพยายามสร้างโบสถ์ฮิปฮอปมาเป็นสมาคมรวมพลคนฮิปฮอปที่มีจุดร่วมแห่งความศรัทธาต่อพระเจ้า นับว่าเป็นความพยายามที่มีมาตั้งแต่ Jesus Is King เพียงแต่รอบนี้ grand opening เป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เห็นได้จากการใช้ stadium มาจัด listening party พร้อมเชิญสมัครพรรคพวกในวงการมาตั้ง 3 รอบ
-สิ่งที่ทำให้เกิดความใจชื้นไปมากกว่า JIK ก็คือการแฝงความรู้สึกที่มนุษย์พึงมีมากกว่าการเป็น(คนดี)อย่างน่าใจหายแบบที่เป็นใน JIK มีความ realistic ขึ้นมาบ้าง ไม่ลืมสอดแทรกความบันเทิตามสไตล์ศิลปินสายติสต์หัวแฟชั่น อันนี้ก็เป็นความสนุกที่พอตัดเลี่ยนโทนหม่นๆได้ คานเย่ยังคงรักษาความอหังการและความเอ็นเตอร์เทนได้อยู่หมัด อันนี้ไม่เถียง แต่ปัญหาของความมีอีโก้ก็ทำให้คานเย่ไม่รู้จักการควบคุมเช่นกัน
-ตลกดีที่นอกเหนือจากจะ mention ถึงพระเจ้าตามสไตล์แร็ปเปอร์ที่ขอถวายตัวศรัทธาในพระเจ้าอย่างสุดโต่งแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นอีโก้ของเขาไม่ได้มีปัญหาในด้านการขับเคลื่อนเพลง แต่มีปัญหาในการลงไปมีเรื่องกับ Drake มากเกินไป จนอดคิดไม่ได้ว่าระหว่างทางที่แก tribute ถึงแม่แกแล้ว แกลืมที่จะละทิ้งอัตตาส่วนนี้ไปจนมันบดบังสาสน์ที่แท้จริงของอัลบั้มนี้ไปอย่างน่าเสียดาย ขนาดเพลง Life of The Party ที่ไม่ได้ปล่อย official ออกมา แร็ปเปอร์ระดับตำนาน Andre 3000 มาให้เกียรติร่วมแจม แชร์ความสูญเสียแม่ที่น้าแกก็มีประสบการณ์ร่วมเช่นกัน คานเย่ก็ยังไม่หยุดที่จะแซะ Drake อันเป็นการขัดอารมณ์ซึ้งที่ปูทางมาดีด้วย vibe เพลง ทำเอา verse ของ Andre 3K เสียของอย่างน่าเสียดาย ซึ่งก็สมควรแล้วที่น้าอังเดรแกจะออกมาแสดงความรู้สึกผิดหวังที่เด็กมันจ้องจะตีกัน แทนที่จะแชร์ความโศกเศร้าร่วมกัน
-ที่น่าตลกร้ายอีกอย่างคือ DONDA ยังคงเป็นผลงานที่ห่างไกลความเป็นผู้นำนวัตกรรมแบบ 808s & Heartbreak ไม่สามารถเป็นบทเพลงเพื่อชีวิตเซเลปอัน post-modern แบบ The Life of Pablo มันจึงเป็นผลงานขนาดยาวที่ทำตัวไม่ต่างอะไรจาก More Life เพลย์ลิสท์อัลบั้มเวอร์ชั่นคริสเตียนที่ให้พยายามรวบรวมคนในกระแส และศิลปินระดับตำนานมาลงแขกโดยไม่เลือกหน้า ไม่สนความปะติดปะต่อมากนัก โดยเฉพาะการแทรกด้วย Tell the Vision ที่หยิบ ad-lib มาจากเพลงของ Pop Smoke ที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้แยกมาเป็นแทร็คเดี่ยวๆ ในแบบที่ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร
-สุดท้ายแล้วภายใต้ความ controversy ที่อยู่เหนือผลงานเพลงยังคงทำเอาคนฟังสับสนถึงความดีงามของผลงานโดยไม่ต้องสงสัย ซึ่งมันไม่ใช่วิธีที่ดีหนักต่อผลงานที่มีบริบทในลักษณะไว้ทุกข์ มุ่งหลักธรรม เป็นความย้อนแย้งของการอิงกระแสที่ผิดเพี้ยน อย่างไรก็ตามนี่คือ Kanye West แร็ปเปอร์อัจฉริยะผู้คงความหวือหวาไม่เสื่อมคลาย ปฏิเสธไม่ได้ว่าการผ่านทั้งดราม่ากับนักร้องสาว Taylor Swifts การ reference ร้านไก่ทอดที่ปิดทุกวันอาทิตย์แต่ดันเหยียดพวกหลากหลายทางเพศ การทำตัวเป็นขวาจัดเข้าข้าง Donald Trump แล้วมาถึงจุดที่เชื้อเชิญร็อคสตาร์ที่มีปัญหาความรุนแรงทางเพศมาร่วมงานในเพลงเดียวกันได้แล้ว
-แต่ไอ้เราก็ยังฟัง ยังฮือฮากับผลงาน ตามไปดู listening party เป็นศิลปินน้อยคนที่ปัญหาอื้อฉาวเหล่านั้นไม่สามารถลดความสนใจที่มีต่องานเพลงของชายคนนี้เลย วีรกรรมต่างๆนาๆที่ทำให้เขาหวือหวาในแง่ร้ายเป็นข้อสงสัยที่วนเวียนอยู่ในใจแฟนเพลงอยู่ทุกวันนี้ว่า พี่แกกำลังคิดอะไรอยู่ เดาทางไม่ออกพอๆกับปกอัลบั้มดำสนิทที่ทิ้งให้เราค้างคาใจได้ถึงขนาดนี้
กลายเป็นนักเลงเพลงที่เก่งเรื่องหาแสงพอกัน
Top Tracks : Jail, Off The Grid, Hurricane, Praise God, Jonah, Believe What I Say, Moon, Heaven and Hell, Keep My Spirit Alive, Jesus Lord, Pure Souls, Come to Life, No Child Left Behind
Give 7/10
Thx 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา