14 ก.ย. 2021 เวลา 13:08 • หุ้น & เศรษฐกิจ
Meli
The Amazon of Latin America
1. ลักษณะธุรกิจ
Mercado Libre (NASDAQ: MELI) เป็นบริษัท e-commerce ที่ใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกา ที่ก่อตั้งโดยคุณ Marcos Galperín นักธุรกิจชาวอาร์เจนตินา ในปี 1999
ปัจจุบันให้บริการคลอบคลุมถึง 18 ประเทศในแทบ Latin America โดยจะมีประเทศอย่าง Brazil Argentina และ Mexico ที่เป็นสัดส่วนรายได้หลักของบริษัท
ตัวเลขล่าสุด Mercado Libre มีจำนวนผู้ใช้งานมากกว่า 76 ล้านราย และมีพนักงานกว่า 15,000 คน
นอกเหนือจากธุรกิจ e-commere marketplace แล้ว Mercado Libre ยังมีบริษัทลูกอีกหลายบริษัทที่ทำธุรกิจด้านอื่นๆอีกด้วย เช่น
- Mercado Libre - แพลตฟอร์ม e-commerce
- Mercado Pago - ผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถชำระเงินโดยใช้บัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรชำระเงินล่วงหน้า ยอดคงเหลือในกระเป๋าสตางค์ Mercado Pago และวิธีการชำระเงินอื่นๆ (คล้าย Alipay)
- Mercado Envios - ผู้ให้บริการด้าน logistic
- Mercado Shops - ให้บริการสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการร้านค้าออนไลน์เป็นของตัวเอง (คล้าย Shopify)
- Mercado Libra Publicitat - แพลตฟอร์มเกี่ยวกับสื่อโฆษณาออนไลน์
- mercado credito - ให้บริการทางการเงินสำหรับผู้ประกอบการและลูกค้า
#แหล่งรายได้
Meli ประกาศรายได้แบ่งเป็น 2 ช่องทางหลัก
- Commerce revenue - รายได้ค่าธรรมเนียมต่างๆ จากการทำหน้าที่เป็น online marketplace หรือระบบ e-commerce โดยจะตั้งค่าธรรมเนียมกับร้านค้าตามยอดขายสินค้า และค่าบริการจากการขนส่งสินค้า
- Fintech revenue - รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Mercado Pago และ Mercado Credito โดยจะคิดกับร้านค้าเมื่อมีธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธุรกรรมการฝาก-ถอน และการกู้ยืม Mercado Pago ค่าธรรมเนียมจากการถอนเงินของร้านค้า และค่าธรรมเนียมจากการปล่อยกู้ให้กับร้านค้าและผู้ซื้อผ่าน Mercado Credito
โดยจากภาพจะเห็นถึงแนวโน้มผลประกอบการและสัดส่วนรายได้ของบริษัทตั้งแต่ปี 2019 จนถึงปัจจุบัน
ซึ่งแม้ในไตรมาสล่าสุด MELI จะมีรายได้หลักจากธุรกิจ commerce
แต่เห็นได้ชัดเจนเลยว่าธุรกิจ fintech ของบริษัทเริ่มมีนัยยะสำคัญมากขึ้นและเติบโตเป็นเปอร์เซนต์ที่เยอะกว่าธุรกิจ commerce เสียอีก
ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจ fintech ในแทบ Latin America ประสบความสำเร็จอย่างมาก ส่วนนึงเป็นเพราะว่าผู้คนในแทบนั้นยังมีเปอร์เซนต์การเข้าถึงบริการจากธนาคารในอัตราที่ต่ำมากเนื่องจากอุปสรรคหลายอย่าง เช่น ดอกเบี้ยหนี้บัตรเครดิตอาจสูงถึง 200-400% ต่อปี (ส่วนหนึ่งเพราะธนาคารกลัวหนี้เสียมาก)
ทำให้บริษัท fintech อย่าง Meli ที่มีฐานข้อมูลเฉพาะตัวเพื่อใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพลูกค้า เช่น ข้อมูลยอดขายของร้านค้าในระบบ, ข้อมูลสินค้าคงคลัง สามารถควบคุมหนี้เสียของร้านค้าในระบบได้ดีกว่า จึงปล่อยกู้ให้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าธนาคารได้
2. อุตสาหกรรมที่แข่งขัน
#ธุรกิจ e-commerce ในแทบ Latin America
คู่งแข่งหลักของ MELI สำหรับด้าน e-commerce จะมีอยู่หลายเจ้า เช่น Amazon, Americanas, Casa Bahia, และ Shopee
ซึ่งแต่ละเจ้าจะมีกลยุทธ์การทำธุรกิจที่แตกต่างกันออกไป โดยที่ Shopee Linio และ eBay จะเป็นบริษัทที่มีกลยุทธ์เหมือน MELI ที่ไม่ได้นำสินค้ามาขายด้วยตนเอง แต่จะเน้นด้าน marketplace เป็นหลัก
จากภาพจะเห็นถึงจำนวนผู้ใช้บริการของแต่ละเจ้า โดยจะเห็นได้ว่า MELI เป็นที่ 1 ในอุตสาหกรรม นำโด่งจากคู่แข่งอย่างมาก (แต่ข้อมูลล่าสุด Shopee ไล่กวดเข้ามาไวมาก)
ซึ่งจำนวนผู้เข้าเว็บไซต์ MELI จะมากจากประเทศ Brazil Argentina และ Mexico เป็นหลัก รวมกันกว่า 80% ของจำนวนผู้เข้าใช้เว็บไซต์ทั้งหมด
3. โอกาสการเติบโต
#ecommerceในอเมริกาใต้ยังโตอีกเยอะ
สัดส่วน e-commerce penetration ในประเทศแทบนี้คิดเป็นเพียงแค่ประมาณ 4.7% ในปี 2020 เทียบกับจีนและอเมริกาที่มี e-commerce penetration อยู่ที่ 25 และ 14% ตามลำดับ
โดยการคาดการณ์จาก eMarketer บอกว่าอุตสาหกรรม e-commerce ในประเทศแทบ Latin America จะมีการเติบโตมากเป็นอันดับต้นๆของโลกในอนาคต โดยถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะโต 25.6% ในปี 2021 และโต 12.6% ในปี 2022
#ขยายเข้าfintechได้ต่อ
เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ในแทบ Latin America ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินจากธนาคารได้ จากปัญหาโครงสร้างในประเทศที่ทำให้ต้นทุนทางการเงินในประเทศแทบนี้สูงมาก
แต่บริษัทลูกของ Meli อย่าง Mercado Pago ที่เป็นทั้ง online payment platform และ Merdado Credito ที่ให้บริการปล่อยกู้ มีโอกาศในการเติบโตอีกมาก เพราะบริษัทเหล่านี้จะมีข้อมูลเฉพาะตัวของผู้บริโภค เช่น ข้อมูลทางการเงินของลูกค้า ข้อมูลการซื้อขายของร้านค้าในแพลตฟอร์ม ทำให้บริษัทอย่าง Mercado Libre สามารถปล่อยกู้ให้กับผู้บริโภคและร้านค้าได้ในอัตราส่วนหนี้เสียที่ต่ำ (นึกถึง Alibaba + Ant Group)
4. ความเสี่ยง
#Shopee
Shopee เริ่มขยายธุรกิจ e-commerce ไปยังแทบ Latin America และดูเหมือนจะค่อนข้างประสบความสำเร็จซะด้วย จากการที่ Shopee สามารถเจาะตลาดในประเทศแทบนี้โดยการใช้เกมเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคตอนแรก
ซึ่งถ้า Shopee สามารถตีตลาด e-commerce ใน Latin America ได้จริง จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของ Mercado Libre อย่างมาก เพราะทุนจีนซึ่งอยู่เบื้องหลัง Shopee จะสาดเงินเข้ามาอีกมหาศาลเพื่อเจาะตลาด
#ค่าเงิน
ค่าเงินที่ไม่มีเสถียรภาพของประเทศในแทบ Latin America ถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างมากสำหรับนักลงทุน โดยในเคสของ Meli ที่มีรายได้หลักมาจาก Argentina และ Brazil ซึ่งค่าเงินอ่อนค่าลงต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ย่อมกระทบผู้ถือหุ้น Meli เช่นกัน
5. อัพเดตงบ
#ปิดไตรมาส Q2/2021
MELI มีรายได้อยู่ที่ $1.7 Billion เพิ่มขึ้น 93.3% YOY ซึ่งเป็นการเติบโตแรงจากทั้ง commerce และ fintech เนื่องจากได้ผู้ใช้งานใหม่เข้าระบบเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้วซึ่งไวรัสพึ่งเริ่มระบาด
โดยธุรกิจ e-commerce ใน Latin America ยังเติบโตได้ดี ถึงแม้ว่าร้านค้า physical store ของแต่ละประเทศเริ่มเปิดแล้ว หลังฉีดวัคซีนได้เยอะ
แต่ปีนี้ Meli จะต้องรับศึกหนักจากทั้ง Amazon และ Shopee ที่สาดเงินลงทุนมหาศาลเข้ามาเจาะตลาด
โดยในฝั่ง Amazon เสนอบริการ one-day shipping ให้ฟรีสำหรับ Prime subscribers ในบราซิล
ขณะที่ Shopee หั่น commission เหลือ 30% ของ Meli เพื่อดึงผู้ขายเข้าระบบ
6. มุมมองการลงทุน
เทรนด์ e-commerce ถูกพิสูจน์แล้วในหลายภูมิภาคทั่วโลกว่าสามารถขึ้นมามีสัดส่วนสำคัญในการขายสินค้าได้ และแต่ละภูมิภาคจะมีผู้เล่นรายใหญ่ครองตลาดอยู่ เช่น Amazon ครองสหรัฐ, Alibaba ครองจีน, Lazada+Shopee ครองอาเซียน ดังนั้นดูเหมือน Meli ค่อนข้างน่าสนใจในการเป็นผู้ครองตลาดอเมริกาใต้
แต่ในระยะหลังการรุกคืบของ Amazon และ Shopee สร้างความน่ากังวลให้อย่างมาก ดังนั้นเราต้องคอยติดตามการแข่งขันในอเมริกาใต้ให้ดี ซึ่งถ้าเรายังเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว Meli จะเป็นผู้ชนะ การลงทุนหุ้นในระยะยาวก็น่าสนใจมาก
BottomLiner
โฆษณา