-การมาของเพลง Old Town Road ในปี 2019 ถือเป็นหนึ่งในความน่าตื่นเต้นของวงการฮิปฮอปที่เราจะได้เห็นฮิปฮอปลูกผสมกับคันทรี่ชนบทในแบบที่ใครหลายคนก็คาดไม่ถึง ความถูกใจในลูกผสมของแนวเพลงร่วมสมัยกับแนวเพลงที่เป็นรากวัฒนธรรมคนมะกันมาช้านานกลายเป็นความสำเร็จที่ไปได้ไกลอย่างไม่คาดถึงเช่นกัน ความสำเร็จระดับพลุแตกก็มาพร้อมกับความกดดันในแง่ของการต้องทำให้ดีกว่าที่เคยเป็นและไม่ซ้ำรอยความสำเร็จเดิมด้วย แร็ปเปอร์วัย Gen Z เลยโดนตั้งแง่เป็นศิลปินระดับฮิตเพลงเดียวแล้วจบ one-hit wonder โดยอัตโนมัติราวกับว่าฮิปฮอปคันทรี่มันก็น่าจะวนอยู่อย่างนั้น เสื่อมมนต์ขลัง OTR ในที่สุด
-การออกมา grand opening ถึงเพศสภาพว่าเป็นเกย์นิยมรักเพศชายด้วยกันเป็นอะไรที่ฮือฮาและเสียงแตกพอกันในวงการฮิปฮอปอันเป็นแนวเพลงชายเป็นใหญ่อยู่แล้ว นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวที่ถูกทำให้ยกเป็นกระแสเหนืองานเพลงที่ผ่านมาอยู่เสมอ จนกระทั่งซิงเกิ้ลแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการอย่าง MONTERO (Call Me By Your Name) สามารถขึ้นอันดับ 1 เป็นเพลงที่ 2 ถัดจากแร็ปลูกทุ่งได้ ความสำเร็จขั้นต้นผมมองว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการล้างไพ่ภาพจำคาวบอยในอดีตสู่การเป็นชาว LGTBQ+ ที่เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดในเวลาที่ใช่ เผลอๆเป็นตัวแทนคนผิวสีคนแรกๆด้วยซ้ำที่ทำให้วัฒนธรรมเปิดตัวเช่นนี้กลายเป็นเรื่องที่ไม่เสียหาย มีคนพร้อมเข้าใจ และสามารถขับเคลื่อนความสำเร็จไปพร้อมๆกันได้ นี่จึงเป็นเดบิวต์อัลบั้มที่ซื่อตรงต่อจิตวิญญาณของตัวเองอย่างถึงที่สุด
-ความเหมาะเจาะอีกอย่างของไอเดียการคอสเพลย์เป็นคนท้องดันไปเกิดในช่วงที่ Drake โปรโมทอัลบั้ม Certified Lover Boy ที่หน้าปกเป็น emoji คนท้อง ในตอนนั้นเอง Lil Nas X ถือโอกาส parody นาย 12 ตั้งท้องล้อตามหน้าปกอัลบั้มของแร็ปเปอร์เจ้าของสถิติเปิดตัวยอดขายสูงสุด ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไอเดียของแกดันไปบรรเจิดตอนนั้นด้วยรึเปล่า แต่เป็นสีสันที่สนุกขึ้นจริงเชียว จากนั้นก็มีคลิปโปรโมทอัลบั้มสองสไตล์ สไตล์แรกเป็นทอล์คโชว์ THE MONTERO SHOW ที่เจ้าตัวสวมบทบาททั้งพิธีกร ผู้ชม รวมไปถึงตัวศิลปินเวอร์ชั่นตั้งท้องป่อง ในทอล์คโชว์จิกกัดตัวเองในยุคก่อนตามสำนวนจิกกัดตัวเองเจ็บน้อยกว่า
-ลีลาการนำเสนอทอล์กโชว์ปลอมมันทำให้พลางนึกถึง Atlanta Season 1 EP.07 ซึ่งเป็นตอนที่ผมชอบมากๆด้วย ชอบในความไอเดียสดใหม่แหละ ถึงจะเป็นคลิปโปรโมท แต่ทำออกมาได้จี้ใจดำสัดพอๆกับ Atlanta ตอนนั้นเลย อีกคลิปเป็นคลิปแคนดิดที่ตัวเองคลอดอัลบั้มแรกออกมาจริงๆ โดยมีคู่หูโปรดิวซ์เซอร์ฮิปฮอป Denzel Baptiste and David Biral ในนามของ Take a Daytrip มาเป็นสักขีพยาน ประหนึ่งเป็นทีเซอร์โปรโมทอัลบั้มที่มี story มากกว่าจะทำซีจีแล้วประกาศวันวางแผงอันเป็นสูตรสำเร็จไป เป็นความเข้าใจคิดที่ฉายแววทั้งศักยภาพและเพศสภาพในเวลาเดียวกัน
-ในระหว่างทางความสนุกเจ้า Montero เผยปมส่วนตัวทีละขย่อน แทบจะเป็นส่วนใหญ่ในเดบิวต์ชุดนี้เลย แค่แทร็คสองก็เผยความหม่นให้เห็นตั้งแต่เนิ่นๆอย่าง DEAD RIGHT NOW แชร์ความรู้สึกโดดเดี่ยวของคนที่ต้องการคนมาปลอบประโลมในเวลาที่ต้องการมากที่สุด ไม่ใช่แค่มาเข้าหาเฉพาะตอนที่เขากำลังดัง การโดนเพิกเฉยเหล่านี้จึงไม่ต่างจากถูกทิ้งให้ตายเพียงลำพัง ในเมื่อโดนปฏิบัติแบบนั้น การทำให้เป็นอากาศธาตุคงเป็นการตอบกลับที่แฟร์กว่า
I'll treat you like you're dead right now (I'll treat you like you're dead)
I'm on your head right now
You wanna fuck with me so bad right now (Well, now you can't)
-มุมของความรักก็ยากลำบากพอกัน การมองหารักแท้กับเพศเดียวกันที่ช่างยากเหลือเกินในซิงเกิ้ลล่าสุด THATS WHAT I WANT ที่เต็มไปด้วยอารมณ์น้อยใจของคนที่โดนสาปให้รักไม่ได้โดยอัตโนมัติ ยังมีเพลงเหงาๆ VOID ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังรักวัยรุ่น Love, Simon เปรียบเปรยพระเอกที่แอบรัก แอบทักทายเมลล์ลับๆกับผู้ชายเหมือนกัน แต่เขากลับมีชีวิตที่ค่อนข้างหดหู่กว่าในหนังนั่นก็คือ เขาไม่มีโอกาสได้เจอคนที่แอบรักแบบในหนัง สุดท้ายจบลงที่ความว่างเปล่า Blue อยู่อย่างนั้น LOST IN THE CITADEL ขับเคลื่อนด้วยอิเล็กโทรนิกส์ ป็อบ-ร็อค เต็มไปด้วยอารมณ์ใจสลายของเกย์หนุ่มที่มองไม่เห็นความเป็นไปได้ในความสัมพันธ์ระยะยาวเลย
-การพยายามพิสูจน์ตัวเองให้พ้นข้อครหา one-hit wonder ใน ONE OF ME ที่เขาใช้ความพยายามสารพัดในการจะไปให้ไกลกว่านี้ หนึ่งในนั้นคือการทำ meme เรียกร้องความสนใจ กลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำนอกจากการปังของเพลง Old Town Road แน่นอนว่าการทำแบบนี้เป็นกระแสที่ประเดี๋ยวประด๋าว แต่ก็จำเป็นต่อยุคนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ ทั้งนี้เขาก็ค้นพบว่า ความซื่อสัตย์ในตัวเองเป็นสิ่งที่ไปต่อได้ในระยะยาวมากกว่า meme ระหว่างทางเป็นแน่นแท้ นับเป็นความเข้าใจคิดที่หยิบประเด็นนี้ขึ้นมา มันเป็นความสับสนของคนที่เคยดังมาก แล้วต้องมาเผชิญกับ comment อยากให้เขาเป็นโน่นนี่ ป้า Elton John เปิดทางให้หลานสาวโซโล่ไปเลย แล้วไปบรรเลงพาร์ทเปียโนแทน
-DONT WANT IT เข้าสู่โทนจริงจังทางความคิดของคนเข้าสู่ชีวิตชื่อเสียงที่กำลังเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล ในช่วงขาขึ้น เขาเคยเป็น PTSD หลังจากสูญเสียคุณย่า สูบ weed และใช้เงินอย่างหนักจนเกือบเสียศูนย์ ทั้งนี้เขาเองก็กลัวสิ่งที่เคยทำในอดีตจะโดนขุดอีกครั้ง โดยเฉพาะคอมเมนต์ทวีตในอดีตที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับชาติพันธุ์และศาสนาอิสลาม ก่อนที่เขาจะปล่อย Old Town Road เขาไหวตัวทันด้วยการแฉวีรกรรมทวีตของตัวเองในอดีตเป็นการสารภาพผิดก่อนที่จะโดนทัวร์ลง ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะลืมโดยอัตโนมัติไปแล้ว เพิ่งรู้ด้วยว่าเพลงนี้แอบแซมเปิ้ลเพลง Mocking Bird ของ Eminem ด้วย
-LIFE AFTER SALEM มาแนว slow rock รีฟกีตาร์สุดกรีดกราย อารมณ์เหวี่ยงๆของคนที่เคยเป็นของตาย แล้วคนๆนั้นดันกลับมาจะทวงหนี้บุญคุณอะไรอีก ในเมื่อมึงไม่ได้รักกูขนาดนั้น ต้องการอะไรจากกูอีกอีห่า !!! อีกนัยนึงในเพลงนี้ต้องการจะสื่อถึงการพยายามปรับตัวจากการโดนล่าแม่มดจากเหล่า haters ในโลกอินเตอร์เน็ตด้วย
-ปิดท้ายอัลบั้มนี้สวยๆด้วย AM I DREAMING ที่โลกกลมมาร่วมงานกับคนในตระกูล Cyrus คราวที่แล้วคนพ่อ Billy Ray Cyrus ที่มีส่วนช่วยให้ Old Town Road ปังถึงขั้นสุด คราวนี้มาเป็นลูกสาวคนดัง Miley Cyrus มาร่วมดูเอ็ทได้อย่างไพเราะ หลังจากที่โซโล่ใส่ความรู้สึก Depressed ความโดดเดี่ยวมาโดยตลอด พอมาจบด้วยเพลงนี้เหมือนนาสน้อยโดนโอบกอดจากพี่สาวที่เคยเจออะไรมาเหมือนกัน จุดร่วมของทั้งคู่คงหนีไม่พ้นชีวิตชื่อเสียงตั้งแต่วัยเยาว์ที่ไม่ง่ายที่จะรับมือ โหดร้ายต่อจิตใจจากการรับแรงกระแทกจากคำวิจารณ์ต่างๆนาๆ อีกอย่างจุดร่วมของเพลงนี้ดันติดอายความเป็นคันทรี่ด้วย OTR ออกแนวเพลงแก๊กไปเลย ในขณะที่เพลงที่ลูกสาวฟีทกลับกลายเป็นเพลงที่หนักแน่นด้วยจุดร่วมในความรู้สึกที่ผู้ใหญ่ไม่มีวันเข้าใจเหมือนกันนะ ปิดท้ายอัลบั้มได้ประทับใจ ตราตรึง เกินคาดมากๆ
Top Tracks : MONTERO (CALL ME BY YOUR NAME), DEAD RIGHT NOW, INDUSTRY BABY, ONE OF ME, LOST IN THE CITADEL, DOLLA SIGN SLIME, SUN GOES DOWN, AM I DREAMING