23 ก.ย. 2021 เวลา 16:19 • ดนตรี เพลง
[รีวิวอัลบั้ม] MONTERO - Lil Nas X
ฉันชื่อ Montero
[รีวิวอัลบั้ม] MONTERO - Lil Nas X
-การมาของเพลง Old Town Road ในปี 2019 ถือเป็นหนึ่งในความน่าตื่นเต้นของวงการฮิปฮอปที่เราจะได้เห็นฮิปฮอปลูกผสมกับคันทรี่ชนบทในแบบที่ใครหลายคนก็คาดไม่ถึง ความถูกใจในลูกผสมของแนวเพลงร่วมสมัยกับแนวเพลงที่เป็นรากวัฒนธรรมคนมะกันมาช้านานกลายเป็นความสำเร็จที่ไปได้ไกลอย่างไม่คาดถึงเช่นกัน ความสำเร็จระดับพลุแตกก็มาพร้อมกับความกดดันในแง่ของการต้องทำให้ดีกว่าที่เคยเป็นและไม่ซ้ำรอยความสำเร็จเดิมด้วย แร็ปเปอร์วัย Gen Z เลยโดนตั้งแง่เป็นศิลปินระดับฮิตเพลงเดียวแล้วจบ one-hit wonder โดยอัตโนมัติราวกับว่าฮิปฮอปคันทรี่มันก็น่าจะวนอยู่อย่างนั้น เสื่อมมนต์ขลัง OTR ในที่สุด
-การออกมา grand opening ถึงเพศสภาพว่าเป็นเกย์นิยมรักเพศชายด้วยกันเป็นอะไรที่ฮือฮาและเสียงแตกพอกันในวงการฮิปฮอปอันเป็นแนวเพลงชายเป็นใหญ่อยู่แล้ว นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวที่ถูกทำให้ยกเป็นกระแสเหนืองานเพลงที่ผ่านมาอยู่เสมอ จนกระทั่งซิงเกิ้ลแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการอย่าง MONTERO (Call Me By Your Name) สามารถขึ้นอันดับ 1 เป็นเพลงที่ 2 ถัดจากแร็ปลูกทุ่งได้ ความสำเร็จขั้นต้นผมมองว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการล้างไพ่ภาพจำคาวบอยในอดีตสู่การเป็นชาว LGTBQ+ ที่เป็นตัวของตัวเองมากที่สุดในเวลาที่ใช่ เผลอๆเป็นตัวแทนคนผิวสีคนแรกๆด้วยซ้ำที่ทำให้วัฒนธรรมเปิดตัวเช่นนี้กลายเป็นเรื่องที่ไม่เสียหาย มีคนพร้อมเข้าใจ และสามารถขับเคลื่อนความสำเร็จไปพร้อมๆกันได้ นี่จึงเป็นเดบิวต์อัลบั้มที่ซื่อตรงต่อจิตวิญญาณของตัวเองอย่างถึงที่สุด
-อีกอย่างนึงที่พูดถึงไม่ได้คือการโปรโมทผลงานที่ฉายแววความคิดสร้างสรรค์สุดบรรเจิด ราวกับว่าเขาได้ปลดล็อคตัวเองจนวางแผนเรื่องพวกนี้ได้แตกจริงๆ อย่าได้ดูถูกมันสมองของพ่อหนุ่มคนนี้เชียว อ่านเกมส์ได้ขาดอย่าบอกใคร อย่างที่บอกไปในหลายรีวิวที่ผ่านมาจริงๆว่า ศิลปินยุคนี้ต้องอยู่ได้ด้วยการโปรโมท ไม่ใช่แค่แนื้องานเท่านั้น คนถึงจะหันมาสนใจงานเพลง ผมยอมรับว่าแนวคิดของผมออกจากทุนนิยมอยู่บ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำสตอรี่โปรโมทงานเพลงช่วยเชื่อมโยงคนฟังกับการเดินทางของอัลบั้มศิลปินได้เช่นกัน Montero สร้างสตอรี่ตัวเองด้วยการคอสเพลย์เป็นชายหนุ่มตั้งท้อง ฉายอัลตร้าซาวน์ดเป็นปกอัลบั้ม ในปกเป็นการลอยตัวในสวรรค์วิมาน แต่พอเอามาอยู่ในท้องก็เปรียบเสมือนตัวเองแหวกว่ายอยู่ในน้ำคร่ำ ยอมใจในความล้ำ
-ความเหมาะเจาะอีกอย่างของไอเดียการคอสเพลย์เป็นคนท้องดันไปเกิดในช่วงที่ Drake โปรโมทอัลบั้ม Certified Lover Boy ที่หน้าปกเป็น emoji คนท้อง ในตอนนั้นเอง Lil Nas X ถือโอกาส parody นาย 12 ตั้งท้องล้อตามหน้าปกอัลบั้มของแร็ปเปอร์เจ้าของสถิติเปิดตัวยอดขายสูงสุด ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าไอเดียของแกดันไปบรรเจิดตอนนั้นด้วยรึเปล่า แต่เป็นสีสันที่สนุกขึ้นจริงเชียว จากนั้นก็มีคลิปโปรโมทอัลบั้มสองสไตล์ สไตล์แรกเป็นทอล์คโชว์ THE MONTERO SHOW ที่เจ้าตัวสวมบทบาททั้งพิธีกร ผู้ชม รวมไปถึงตัวศิลปินเวอร์ชั่นตั้งท้องป่อง ในทอล์คโชว์จิกกัดตัวเองในยุคก่อนตามสำนวนจิกกัดตัวเองเจ็บน้อยกว่า
-ลีลาการนำเสนอทอล์กโชว์ปลอมมันทำให้พลางนึกถึง Atlanta Season 1 EP.07 ซึ่งเป็นตอนที่ผมชอบมากๆด้วย ชอบในความไอเดียสดใหม่แหละ ถึงจะเป็นคลิปโปรโมท แต่ทำออกมาได้จี้ใจดำสัดพอๆกับ Atlanta ตอนนั้นเลย อีกคลิปเป็นคลิปแคนดิดที่ตัวเองคลอดอัลบั้มแรกออกมาจริงๆ โดยมีคู่หูโปรดิวซ์เซอร์ฮิปฮอป Denzel Baptiste and David Biral ในนามของ Take a Daytrip มาเป็นสักขีพยาน ประหนึ่งเป็นทีเซอร์โปรโมทอัลบั้มที่มี story มากกว่าจะทำซีจีแล้วประกาศวันวางแผงอันเป็นสูตรสำเร็จไป เป็นความเข้าใจคิดที่ฉายแววทั้งศักยภาพและเพศสภาพในเวลาเดียวกัน
-Lil Nas X บอกให้เราลืมหนุ่มคาวบอยไปก่อน หันมาโฟกัสถึงวิถีเพศที่เขาเป็น ณ ขณะนี้ เขาขอเป็นเกย์ในแบบที่ตัวเองสบายใจ เราจึงได้เห็น energy ที่ดูมีชีวิตชีวา ดูไม่เกร็งจนสัมผัสได้ ถ้าเขาเลือกที่จะเดินตามอีพีอัลบั้ม 7 ของเขาที่ปูทางไว้ คงจะเหมือนคนอื่น ไม่น่าสนใจในที่สุด ถึงจะได้คู่หูฮิปฮอป Take a Daytrip มาโปรดิวซ์ก็ตาม แต่เป็นอัลบั้มที่ฉาบด้วยป็อปมากกว่าฮิปฮอปเลยด้วยซ้ำ อาจจะพออยู่ในสับเซต Pop-Rap ได้เหมือนกัน ด้วยสำเนียงการร้องที่ยังใส่ไรห์มอยู่ด้วย จริงๆทั้งสามคนร่วมงานมาตั้งแต่ก่อนที่ Montero เข้าสู่ยุคแกรนด์โอเพ็นนิ่ง นี่ก็แสดงให้เห็นถึงเคมีและความเข้าใจซึ่งกันและกันด้วย แนวเพลงไหนก็บิดพริ้วได้
-15 แทร็คดูเยอะด้วยปริมาณ แต่ก็ผ่านไปเร็วมากเหมือนกัน ไม่มีอะไรยืดยาดและซับซ้อนเกิน catchy สนุกจนย่อยง่าย แต่เอาเข้าจริงภายใต้ความสนุกแอบซ่อนปมภาวะจิตใจ ปัญหาครอบครัวส่วนตัวด้วย สามารถให้คำนิยามได้ว่าเป็นเพื่อนสาวจริตจะก้านมาเต็ม พยายามจะเมคฟันกับทุกคน โดยที่เก็บเรื่องกลุ้มใจซ่อนไว้ข้างใน ชอบเก็บคำพูดคนอื่นมาคิดด้วย ทันทีที่รู้สึกกร่อย เขาพร้อมจะเก็บตัวหลบอยู่มุมมืดในปาร์ตี้ รอให้ทุกคนได้เข้าหาถามไถ่ก็ยังดี มันเป็นความสนุกที่มีหัวจิตหัวใจอยู่ในนั้น
-MONTERO (CALL ME BY YOUR NAME) เป็นแทร็คแนะนำตัวที่ดีในการทำให้คาแรคเตอร์มันชัดเจนไปเลย อคลูสติคสำเนียงละตินสุดร้อนฉ่า ยั่วมากๆ INDUSTRY BABY ช่างเป็นเพลงมาร์ชที่สนุก คึกคักเหลือเกิน บีทเครื่องเป่าติดหูระดับ ear worm ได้เลย ซึ่งคนที่ดีไซน์ฮอร์นโคตรเซอร์ไพรส์ เขาคนนั้นคือ Kanye West ตอนที่เจ้า Montero ได้เจอแร็ปเปอร์ไอคอนผู้นี้ ดันเป็นผู้โชคดีได้ฟังเพลงบางส่วนจาก DONDA ด้วย แทร็คนี้ทำให้ผมกลับมาสนใจหนุ่มน้อยคนนี้เลย ถ้าเพลงแรกคือการเผยตัวตนที่แท้จริง เพลงนี้แทบจะเป็น anthem สวนสนามเอาฤกษ์เอาชัยให้ตัวเอง โดยมีสหายผิวขาว Jack Harlow มาใส่แร็ปได้อย่าง humble มาก
1
-SCOOP เป็นการ flex ความแซ่บในตัวเองจนเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ได้เรื่อยๆ Doja Cat มาฟีทแบบแว๊บเดียวมากๆ ส่วน DOLLA SIGN SLIME เป็นการ flex อวดร่ำอวดรวย เป็นแทร็ปแร็ปที่ดูแมนมากที่สุดในอัลบั้ม Megan Thee Stallion มาแจม verse ได้เยอะสาแก่ใจหน่อย น่าตัดเป็นซิงเกิ้ล
-ในระหว่างทางความสนุกเจ้า Montero เผยปมส่วนตัวทีละขย่อน แทบจะเป็นส่วนใหญ่ในเดบิวต์ชุดนี้เลย แค่แทร็คสองก็เผยความหม่นให้เห็นตั้งแต่เนิ่นๆอย่าง DEAD RIGHT NOW แชร์ความรู้สึกโดดเดี่ยวของคนที่ต้องการคนมาปลอบประโลมในเวลาที่ต้องการมากที่สุด ไม่ใช่แค่มาเข้าหาเฉพาะตอนที่เขากำลังดัง การโดนเพิกเฉยเหล่านี้จึงไม่ต่างจากถูกทิ้งให้ตายเพียงลำพัง ในเมื่อโดนปฏิบัติแบบนั้น การทำให้เป็นอากาศธาตุคงเป็นการตอบกลับที่แฟร์กว่า
I'll treat you like you're dead right now (I'll treat you like you're dead)
I'm on your head right now
You wanna fuck with me so bad right now (Well, now you can't)
-นอกจากนี้แทร็คดังกล่าวยังมีแทรกประเด็นปัญหากับแม่แท้ๆที่มีปัญหาติดยาหนัก เคยทำร้ายร่างกายเมื่อตอนเด็ก ซึ่งก็เชื่อมโยงกับดราม่าที่เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นเด็กอกตัญญู ทิ้งแม่ให้อยู่ข้างถนนตามลำพัง ในภายหลังเจ้าตัวออกมาแก้ต่างว่า ที่ทำแบบนี้เพราะเขาพยายามทุกวิถีทางในการให้แม่เลิกยา แต่ไม่เป็นผล เลยต้องยอมหักดิบกับแม่แท้ๆแทน โดยเขายังยืนยันว่ายังเป็นห่วงเป็นใยแม่เสมอมา เช่นเดียวกับ TALES OF DOMINICA ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ซังกะตายของเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่แตกแยก แม่ทำตัวเหลวแหลกจนน่าระอา เลยต้องย้ายไปอยู่กับพ่อตั้งแต่ 9 ขวบ ขอบการเปรียบเปรยความแตกแยกของครอบครัว ไม่ต่างอะไรจากการอยู่กับเตียงหรือเฟอร์นิเจอร์พลาสติคที่เสี่ยงแตกได้ทุกเมื่อ มองไม่เห็นอนาคตที่เต็มเปี่ยมหวัง มีแต่ปัจจุบันที่ละเหี่ยใจยิ่งนัก
-เกือบถลำลึกถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายในเพลง SUN GOES DOWN บัลลาดป็อปสุดเศร้าที่พอได้ฟังท่อนฮุกแล้วอยากจะให้กำลังใจจริงๆ ประโยคในท่อนฮุกโคตรหดหู่เลยนะ เข้าใจฟีลเวลากลางคืนชอบคิดอะไรฟุ้งซ่าน ความหดหู่เกิดขึ้นได้ง่ายมาก ยิ่งเผชิญกับการโดนบูลลี่ โดนดูถูกเรื่องร่างกาย เคยเกลียดการเป็นเกย์ถึงขั้นภาวนาให้พระเจ้าเอาความคิดเหล่านั้นออกไป การเป็นติ่ง Nicki Minaj คือสิ่งเดียวที่พอเยียวยาจิตใจได้
I wanna run away
Don't wanna lie, I don't want a life
Send me a gun and I'll see the sun
-มุมของความรักก็ยากลำบากพอกัน การมองหารักแท้กับเพศเดียวกันที่ช่างยากเหลือเกินในซิงเกิ้ลล่าสุด THATS WHAT I WANT ที่เต็มไปด้วยอารมณ์น้อยใจของคนที่โดนสาปให้รักไม่ได้โดยอัตโนมัติ ยังมีเพลงเหงาๆ VOID ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังรักวัยรุ่น Love, Simon เปรียบเปรยพระเอกที่แอบรัก แอบทักทายเมลล์ลับๆกับผู้ชายเหมือนกัน แต่เขากลับมีชีวิตที่ค่อนข้างหดหู่กว่าในหนังนั่นก็คือ เขาไม่มีโอกาสได้เจอคนที่แอบรักแบบในหนัง สุดท้ายจบลงที่ความว่างเปล่า Blue อยู่อย่างนั้น LOST IN THE CITADEL ขับเคลื่อนด้วยอิเล็กโทรนิกส์ ป็อบ-ร็อค เต็มไปด้วยอารมณ์ใจสลายของเกย์หนุ่มที่มองไม่เห็นความเป็นไปได้ในความสัมพันธ์ระยะยาวเลย
-การพยายามพิสูจน์ตัวเองให้พ้นข้อครหา one-hit wonder ใน ONE OF ME ที่เขาใช้ความพยายามสารพัดในการจะไปให้ไกลกว่านี้ หนึ่งในนั้นคือการทำ meme เรียกร้องความสนใจ กลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำนอกจากการปังของเพลง Old Town Road แน่นอนว่าการทำแบบนี้เป็นกระแสที่ประเดี๋ยวประด๋าว แต่ก็จำเป็นต่อยุคนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ ทั้งนี้เขาก็ค้นพบว่า ความซื่อสัตย์ในตัวเองเป็นสิ่งที่ไปต่อได้ในระยะยาวมากกว่า meme ระหว่างทางเป็นแน่นแท้ นับเป็นความเข้าใจคิดที่หยิบประเด็นนี้ขึ้นมา มันเป็นความสับสนของคนที่เคยดังมาก แล้วต้องมาเผชิญกับ comment อยากให้เขาเป็นโน่นนี่ ป้า Elton John เปิดทางให้หลานสาวโซโล่ไปเลย แล้วไปบรรเลงพาร์ทเปียโนแทน
-DONT WANT IT เข้าสู่โทนจริงจังทางความคิดของคนเข้าสู่ชีวิตชื่อเสียงที่กำลังเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล ในช่วงขาขึ้น เขาเคยเป็น PTSD หลังจากสูญเสียคุณย่า สูบ weed และใช้เงินอย่างหนักจนเกือบเสียศูนย์ ทั้งนี้เขาเองก็กลัวสิ่งที่เคยทำในอดีตจะโดนขุดอีกครั้ง โดยเฉพาะคอมเมนต์ทวีตในอดีตที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับชาติพันธุ์และศาสนาอิสลาม ก่อนที่เขาจะปล่อย Old Town Road เขาไหวตัวทันด้วยการแฉวีรกรรมทวีตของตัวเองในอดีตเป็นการสารภาพผิดก่อนที่จะโดนทัวร์ลง ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะลืมโดยอัตโนมัติไปแล้ว เพิ่งรู้ด้วยว่าเพลงนี้แอบแซมเปิ้ลเพลง Mocking Bird ของ Eminem ด้วย
-LIFE AFTER SALEM มาแนว slow rock รีฟกีตาร์สุดกรีดกราย อารมณ์เหวี่ยงๆของคนที่เคยเป็นของตาย แล้วคนๆนั้นดันกลับมาจะทวงหนี้บุญคุณอะไรอีก ในเมื่อมึงไม่ได้รักกูขนาดนั้น ต้องการอะไรจากกูอีกอีห่า !!! อีกนัยนึงในเพลงนี้ต้องการจะสื่อถึงการพยายามปรับตัวจากการโดนล่าแม่มดจากเหล่า haters ในโลกอินเตอร์เน็ตด้วย
-ปิดท้ายอัลบั้มนี้สวยๆด้วย AM I DREAMING ที่โลกกลมมาร่วมงานกับคนในตระกูล Cyrus คราวที่แล้วคนพ่อ Billy Ray Cyrus ที่มีส่วนช่วยให้ Old Town Road ปังถึงขั้นสุด คราวนี้มาเป็นลูกสาวคนดัง Miley Cyrus มาร่วมดูเอ็ทได้อย่างไพเราะ หลังจากที่โซโล่ใส่ความรู้สึก Depressed ความโดดเดี่ยวมาโดยตลอด พอมาจบด้วยเพลงนี้เหมือนนาสน้อยโดนโอบกอดจากพี่สาวที่เคยเจออะไรมาเหมือนกัน จุดร่วมของทั้งคู่คงหนีไม่พ้นชีวิตชื่อเสียงตั้งแต่วัยเยาว์ที่ไม่ง่ายที่จะรับมือ โหดร้ายต่อจิตใจจากการรับแรงกระแทกจากคำวิจารณ์ต่างๆนาๆ อีกอย่างจุดร่วมของเพลงนี้ดันติดอายความเป็นคันทรี่ด้วย OTR ออกแนวเพลงแก๊กไปเลย ในขณะที่เพลงที่ลูกสาวฟีทกลับกลายเป็นเพลงที่หนักแน่นด้วยจุดร่วมในความรู้สึกที่ผู้ใหญ่ไม่มีวันเข้าใจเหมือนกันนะ ปิดท้ายอัลบั้มได้ประทับใจ ตราตรึง เกินคาดมากๆ
-ยกให้เป็นตัวอย่างเดบิวต์อัลบั้มที่ดีในแง่ของความชัดเจนในตัวตนของตัวเองอย่างถึงที่สุด บางทีการเน้นใส่ความสนุกเอาใจคนหมู่มากอย่างเดียวมันก็แบนราบไปหน่อย แต่เจ้านาสน้อยพิสูจน์ให้เห็นว่า ความสนุกและจุดยืนเพศสภาพสามารถขับเคลื่อนไปพร้อมๆกันได้ การเน้นฟังง่ายไว้ก่อนเป็นการสร้างบรรยากาศให้คนเข้าหาได้โดยง่ายและเป็นมิตรต่อวิทยุก็เป็นสิ่งจำเป็นในการปูทางแบบค่อยเป็นค่อยไป ผมว่า Montero เป็นศิลปินเด็กหัวใสมากพอสมควร เขารู้วิธีที่ทำให้ viral ฉลาดในการเล่นมุก เขาตื่นรู้ถึงขั้นไม่เลือกที่จะฝืนตัวเองในตัวตนที่ไม่ใช่ ยอมแลกกับการสูญเสียแฟนเพลงที่มีอคติต่อรสนิยมไม้ป่าเดียวกัน ไม่คิดที่จะง้อด้วย
1
-อีกอย่างเขากล้าหาญที่จะสร้างคัลเจอร์ใหม่ๆในการเปิดตัวความเป็นเกย์ได้อย่างเปิดเผยโดยที่ไม่เหนียมอาย อย่างที่เราเห็นในเอ็มวีหลายๆตัว เขาเริ่มจะทำให้ศิลปินเกย์โชว์ความเซ็กซี่ได้ตามปกติ ไม่ใช่แค่ชายแมนๆหุ่นล่ำๆ หรือสาวหน้าอกหน้าใจตูมๆตัวใครตัวมันอย่างเดียว เลิฟซีนก็สามารถโชว์เวอร์ชั่นเพศเดียวกันได้ เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่จะทำให้ความเท่าเทียมทางเพศในอุตสาหกรรมเพลงเกิดขึ้นได้แน่นอน
-แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เขากำลังขับเคลื่อนอยู่นี้ประสบพบเจอกับความยากลำบากในด้านข้อครหาเช่นกัน บทเพลงโดยส่วนใหญ่ของอัลบั้ม มันไม่ใช่แค่ฟังง่ายย่อยง่ายแล้วจบไป เต็มเปี่ยมไปด้วยภาวะทางจิตที่หนักอึ้งจากการเป็นเกย์คนดำแถวหน้าไม่น้อยเลยทีเดียว Montero ยังคงขับเคลื่อนตัวเองด้วยความพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา งานเพลงก็เช่นกัน ผมว่าถ้าเจ้านาสน้อยได้เปิดรับงานเพลงยุคก่อนๆ โดยที่ไม่วนอยู่กับยุค 2010’s มากเกินไป เราคงได้งานเพลงในรูปแบบสายตากว้างไกลเป็นแน่นแท้ อย่างน้อยการที่เขาเลือกที่จะไม่หลอกตัวเอง ซื้อใจคนฟังได้ขั้นต้นเสมอ
ซื่อตรงต่อตัวเองเป็นสำคัญ
Top Tracks : MONTERO (CALL ME BY YOUR NAME), DEAD RIGHT NOW, INDUSTRY BABY, ONE OF ME, LOST IN THE CITADEL, DOLLA SIGN SLIME, SUN GOES DOWN, AM I DREAMING
Give 7/10
Thx 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา