24 ก.ย. 2021 เวลา 08:49 • นิยาย เรื่องสั้น
เหตุเกิดจาก ส้ม บนสถานีรถไฟ ชุมแสง
(ตอนที่ 41-42) ขุดกรุ
จอบเสียม พร้อมเหล็กสะกัด ถูกใช้ในขุดกรุ ที่เริ่มจากโพลงฐานที่มีรอยขุดเก่าของพวกคนร้ายที่พยายามหาสมบัติจาก พระเจดีย์เก่า
พวกชาวบ้านต่างช่วยกันอย่างขะมักเขม้น ด้วยใจอยากรู้ว่า ด้านใน มีสมบัติล้ำค่าใดบ้าง
ส่วนฝ่ายชาวบ้านร้านตลาดที่จดจ่อด้วยใจที่ลุ้นเเละอยากเห็น ท่านนายอำเภอเเละพวกปลัด ได้เข้ามาสมทบ
บอกกับท่านพระครู ตามที่ปรึกษาหารือว่า กรุ สมบัตินี้ ควรยกให้ทางวัดชุมแสง ดูเเลเก็บรักษา
ท้องฟ้าในช่วงสายที่มีเเสงเเดด ส่องสว่างเจิดจ้า เข้าขั้นร้อน จนหลายคนหลบอยู่ใต้ร่มไม้ เเต่อีกหลายคนยอมเหงื่อตก เพื่อรอดู ด้วยอยากเห็นกรุสมบัติ
การขุดเริ่มจากด้านเดียว ท่านพระครูบอกให้ขุด ทางทิศตะวันออกก่อน เเสงเเดดในยามเช้าวันนั้น จึงส่องมายังด้านหลังคนที่ขุด
ธง นั่งพักอยู่ในร่มไม้กับไอ้เเหลม ไอ้มิ่ง โดยพวกผู้ใหญ่ เป็นห่วง ว่าทั้งสามคนจะ
เกิดเหตุประหลาดขึ้นอีก มีชาวบ้านหลายกลุ่ม นั่งกินข้าวเช้าในป่ากล้วย ที่ตัดใบตองมาปูรองนั่งอย่างสบาย เเละได้ร่มเงา กลุ่มนางอ้อย ลูกนางเอียดเเละ เพื่อนสาวอีกหลายคน นั่งอยู่ไม่ห่างจากธง นางสิน เพื่อนนางอ้อย ที่เเต่งงานกับ นายเต็ก ลูกเถ่าเเก่ชาวปากน้ำโพรวมถึงนายเซี๊ยะ ก็มาในงานขุดครั้งนี้ด้วย
นางอ้อยชวนเพื่อนให้ไปดู ธงเเละไอ้เเหลม ไอ้มิ่ง ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
อ้อยเเละเพื่อนสาวจึงลุกมานั่งกับกลุ่มของธง
ไอ้มิ่งรู้สึก ดีเพราะ นางอ้อย เข้ามาใกล้เพราะตนเองชอบอยู่
วันนี้ นางอ้อยเเต่งตัวสวยเรียบร้อย ด้วยผ้าถุงใหม่ สีเขียวเหมือนดั่งเคย เสื้อสีขาว กระดุมหน้าสามเม็ด เเขนสั้น ทับด้วยผ้าถุุงที่เคียนทับด้วยเข็มขัดนาค ทำให้
ดูดีในสมัยนั้น
หลายคำถามของนางอ้อยที่ถาม เเต่ได้คำตอบกลับมาเพียงไม่กี่คำจากปากของธง ทำให้นางอ้อย รู้สึกว่า ตนเองจุ้นจ้านเกินไป
เเต่ไอ้มิ่ง กลับตอบเเทนเเละชวนนางอ้อยพูดคุย จนทำให้นางรู้สึก ดีขึ้นมา
เเต่อ้อย ก็พยายามชวนธงคุย เเต่ธงไม่ค่อยพูดค่อยจา เอาเเต่นั่งนิ่ง แล้วคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเเละติดอยู่ในหัวตอนนี้
ไอ้เเหลมรู้ใจเพื่อน จึงเเกล้งพูดลอยๆว่า
"ไอ้ธงมันคิดถึงคนรัก ที่ฝั่งตลาดโน่น อีอ้อยเอ็งอย่าไปสนใจมันเลย"
อ้อยเลยนิ่งเงียบไป ไอ้มิ่งเห็นหน้าของเธอ จึงเอ่ยปากชวนอ้อย ไปดูตรงที่พระ
เจดีย์ที่กำลังขุดกรุที่คนกำลังมุงเป็นกลุ่มอยู่
อ้อยจึงบอก กลุ่มเพื่อนสาวไปดูด้วยกัน
นางสินจึงชวนสามีเเละนายเซี๊ยะ ให้ลุกไปพร้อมอ้อย
ไอ้เเหลมรีบลุกตามไปเพราะตน ก็แอบชอบนางสร้อยอยู่ แต่ธงยังนั่งอยู่คนเดียวไม่ยอมลุกไป บอกว่า อยากพักตรงนี้ก่อน
ระหว่างที่ทุกคนเดินไปในกลุ่มชาวบ้านที่มุงดู พระเจดีย์ เเสงเเดดอันเจิดจ้า ที่ใกล้เวลาเที่ยงทำให้หลายคน เหงื่อไหลไคลย้อยตาม ๆ กัน
พอ ไอ้เเหลม ไอ้มิ่ง เดินไปถึงพระเจดีย์พร้อมกับกลุ่มเพื่อนนางอ้อย ท้องฟ้าที่เจิดจ้ากลับ หรี่เเสงลับ กลายเป็นเวลาครึ้มฟ้าครึ้มฝนอย่างทันใด
ชาวบ้านต่างมองดูท้องฟ้า มองหน้ากันอย่าตื่นตะลึง กับเหตุประหลาด ท่านพระครู นั่งบนเก้าอี้ไม้อยู่ห่าง จากคนขุดกับเหล่าทายก ได้นั่งหลับตา เข้าฌานสมาธิอีกครั้ง ชั่วไม่กี่อึดใจ ท้องฟ้ากลับมามีเเสงสว่างดังเดิม
ชั้นที่หนึ่ง ของการขุดมูลฐานดิน เจออิฐเรียงเป็นชั้นที่เชื่อมต่อกับฐาน ลักษณะเหมือนโพลงถ้ำ
เวลาของการขุดล่วงเลยมาจนถึงราวเที่ยงวัน ซึ่งเป็นไปโดยลำบาก ทั้งมูลดินเเละอิฐที่เเข็งมาก ทั้งมีการทุบ และกระเทาะชั้นเเรก
ผู้คนเริ่มมามุงดูมากขึ้นเพราะ อยากเห็น กรุสมบัติของคนในอดีต
เหตุเกิดจาก ส้ม บนสถานีรถไฟ ชุมแสง
(ตอนที่ 42)
ระหว่างการขุดกรุ ที่มีผู้คนรุมล้อมด้วยใจจดใจจ่อ ธงอยู่ใต้ร่มไม้ห่างจากกลุ่มชาวบ้านเพียงคนเดียว ไม่มีใครเห็นเหตุที่เกิดขึ้นกับธง
ธงมองจ้องไปที่พระเจดีย์ ชั่วเวลาอึดใจ เพียงเเค่กระพริบตา ความดำมืดของห้วงในจิตธง กลับมองเห็นภาพ ตนเข้าไปอยู่ในมิติอดีตอีกครั้ง...
พระเจดีย์สีทององค์นี้ เพิ่งเริ่มสร้าง ชาวบ้าน ต่างสามัคคีสร้างเป็นอนุสรณ์ความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา บรรจุของมีค่าตามกำลังที่ตนมี เช่น เเก้วเเหวนเงินทอง
ชาวจีนนางหนึ่ง ได้นำ กำไลข้อมือหยกตนที่สวมอยู่ มาบรรจุไว้ เพื่อร่วมอุทิศ เป็นกุศล เพราะสามีชาวไทยของนางเเละเหล่าผู้ชายในหมู่บ้าน ถูกเกณฑ์เป็นทหาร เป็นตายร้ายดี อย่างไร มิอาจรู้ได้ ในยามสงครามที่ทางพม่า เริ่มรุกรานเข้ามาในดินเเดนสยาม
สิ่งที่ธงกำลังเห็นในการอยู่ในมิติอดีต ทำให้ธง น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว บ้านเมืองที่เคยมีความสงบร่มเย็น มีความสุข กลับมาสูญสลาย เพราะสงคราม ทั้งภาพที่เห็นกลับเด่นชัดด้วย เสียงที่ได้ยินก้อง
ของผู้คนมิติอดีตคุยกัน เเว่วในหูของธงยามนี้ บอกเล่าเรื่องราว ดั่งภาพที่เห็นต่างกับปัจจุบัน
ใคจะรู้ ใครจะเห็นเหมือนดั่งธง
นายเต็ก หนุ่มปากน้ำโพที่ได้นางสิน ภรรยาสาวชาวบ้านใกล้วัด คุยกันมาตลอดทางระหว่างนั่งรถไฟ มาลงที่สถานีชุมแสง ว่า เรื่องราวของ "วัดร้าง" มีอาถรรพ์ เรื่องเล่าลือกันมานมนาม ว่า เป็นวัดเก่าสมัยอยุธยา และเขตอำเภอชุมแสง ยังมีอีกหลายวัดที่ น่าจะเป็นวัดเก่าสมัยอยุธยา
นางสินยังเล่าให้สามีฟังอีกว่า "วัดบรมธาตุ ที่ตำบลเกยไชย มีปริศนาลายเเทงขุมสมบัติ "
ด้วยเป็นวัดที่ตั้งอยู่จุดบรรจบของเเม่น้ำสองสาย คือแม่น้ำยมเเละน่าน จึง มีคำใบ้บอกถึงจุดที่ฝังขุมสมบัติของวัดนี้ที่บอกต่อๆ กันมาว่า..
"ใครขึ้นก็เเล ใครลงก็เเล
แม่น้ำสองเเคว เเลเเล้วทำไมไม่เอา"
นายเซี๊ยะที่เดินทางขึ้นรถไฟมาพร้อมกับนายเต็กเเละนางสินจึงถามต่อว่า แล้วมี
คนตีปริศนา นี้ออกหรือไม่
นางสินกล่าวว่า มีเเต่เกิดอาถรรพ์ ขึ้นจึงไม่ได้สมบัติไป
ส่วนของวัดอื่นๆของชุมแสง ที่สร้างมาเเต่ยุคโบราณยังมีปริศนา ขุมสมบัติ อีก
เช่น วัดช้าง ตำบลท่าไม้ มีปริศนาว่า...
"มีสระสองข้าง มีช้างอยู่ตัว
เถรขี่หัว ชีขี่ท้าย คิดมิได้ เอาที่สระต่อสระ"
วัดนี้ ก็มีคนตีปริศนาเเตก แต่ก็เกิดอาถรรพณ์ ขึ้นอีก จึงไม่ได้ขุมสมบัติไป
นายเต็ก สามีของนางสินได้ยินคำบอกเล่าจากภรรยาเเล้วจึงบอกว่า เเปลกดี ที่อั๊วอยู่ตลาดปากน้ำโพ ไม่ค่อยได้ยินเรื่องลี้ลับเเบบนี้
การขุดเพื่อนำสมบัติออกมา ค่อนข้างลำบาก เพราะเจอ หินศิลาเเลงก้อนใหญ่ปิดทับอยู่ จึงต้องทำการสกัด กินเวลาล่วงเลยจน บ่าย หลายคนเริ่มกลับบ้าน
หลายคนใจจดใจจ่อ
เหล่าชายหนุ่มร่างกายกำยำ ผลัดกันขุด ผลัดกันสกัด จนแผ่นศิลาเเลงที่ ปิดทับอยู่เริ่มเเตกลานไปทั่วแผ่น ไม่พ้นความพยายามที่จะขุดค้นกรุสมบัติในอดีตนี้ขึ้นมา
หินที่เเตกกับเศษดินเศษอิฐต่างๆ ถูก ขุดคุ้ยออกมากอง อยู่ด้านนอก คนเริ่มเข้ามามุงดูกันมากขึ้น เสียงตะโกน บอกว่า กรุเเตกเเล้ว กรุเเตกเเล้ว พร้อมเสียงอื้ออึงไปทั่ว ของเหล่าชาวบ้านที่มามุงดูพูดคุยกันไปต่างๆนาๆ
ทางเข้าเป็นลักษณะโพลงถ้ำเเคบๆ พอที่จะให้เด็กตัวเล็กๆ เข้าไปได้ คนขุดจึงกระเทาะผนังอิฐที่ด้านข้าง ฐานเจดีย์ใหญ่พอ ที่ผู้ใหญ่มุดเข้าไปได้ ตะเกียงเจ้าพายุถูกจุดขึ้น เพื่อให้เเสดงสว่าง ภายในอุโมงค์ของฐานเจดีย์
มีการนำตะเกียงเจ้าพายุเข้าไปให้แสงสว่างเพื่อป้องกันงูจงอางหรืองูเจ้าที่ที่อาจเฝ้ากรุสมบัตินี้ ทางท่านพระครูบอกกับโยมที่จะลงเข้าไปด้านในว่า เข้าไปเถิด ด้านในไม่มีอันตรายใดๆ ผู้เฝ้าได้อนุญาตเเล้ว
เเสงสว่างเเรกของตะเกียงสะท้อนเห็นกรุสมบัติ ที่กองไว้เป็นระเบียบ สิ่งเเรกที่นายคล้า ผู้มุดเข้าไปคนเเรกเห็น ไหที่บรรจุ พระเครื่องเนื้อผง อยู่หลายไห
ต่อมาเป็นจำพวก เครื่องเงินเเละ เครื่องประดับต่างๆ
พระเนื้อผงทรง พระสมเด็จ องค์ขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ที่อยู่บนสุดของปากไหดิน ถูกเหน็บม้วนไว้ในชายพก ของนายคล้า ที่เเอบซ่อนพร้อมยกมือไหว้ขอไว้บูชาส่วนตัว
เหตุเกิดจาก ส้ม บนสถานีรถไฟ ชุมแสง
(ตอนที่ 43)
ของมีค่า เเละสมบัติภายในกรุพระเจดีย์ ถูกนำออกมาโดยนายคล้า
ผนังด้านใน ถูกฉาบด้วยปูนบางๆ มีสีขาว
พื้นเหมือนมีความชื้น เเต่ไม่มีร่องรอยน้ำท่วม องค์พระเจดีย์อยู่บนโคกสูง สมบัติภายในกองอยู่ในสภาพสมบูรณ์
ในเย็นวันนั้น ชาวบ้าน เริ่มมามุงดูมากขึ้น เหล่าทายก ช่วยกันอุ้ม ช่วยกันส่งไห ที่บรรจุของมีค่า ออกมากองเรียง เเละกันชาวบ้านที่มามุงดูให้ห่างออกไป
ทางคณะสงฆ์เหลือเพียงพระลูกวัดไม่กี่รูป ที่ได้รับมอบหมายให้มาดูเเลการขุด
ทางอำเภอ มีปลัด เเละกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยกันประกาศให้อยู่ในความสงบ เพราะเสียงอื้ออึงจากการพูดคุยดังเเส่ไปทั่ว
ของมีค่า ทั้งหมดถูกลำเลียง ไปที่วัดชุมแสง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพียงไม่กี่นายร่วมอยู่ในขบวนด้วย เนื่องจากเวลาเย็นวันนั้น เเสงเเดดเริ่มน้อยลง
การเก็บรักษาเบื้องต้นให้นำใส่ไว้ในห้องที่เป็น กุฎิไม้ยกพื้นสูง มีลักษณะเเบบ
เรือนไทย สองห้อง มีประตูหน้าต่างเเน่นหนา
ทางปลัดอำเภอบอก เเจ้งท่านพระครูว่า นี้ ท่านนายอำเภอมอบหมายให้ตนเองเเละเจ้าหน้าที่ ทำเอกสารขึ้นทะเบียนของมีค่าทั้งหมดไว้ เพื่อทราบจำนวนเเละเพื่อตรวจสอบ หากทางเบื้องบนลงมาตรวจสอบ จะได้มีเอกสารรายงานได้ พรุ่งนี้ จะมาพร้อมกับ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเป็นพยานหลักฐาน เเละเเจ้งว่า ทางตำรวจ จะจัดเวรยาม เฝ้า ดูเเล ของมีค่า ในคืนนี้ อีกด้วย
ทางท่านเจ้าอาวาสจึงตอบว่า ทางวัด ได้ปรึกษากับทางกำนันเเล้วว่า เเกจะให้ลูกน้องมานอน เฝ้า ของด้วยอีกราวสองสามคน
เย็นวันนั้น นางอ้อยเเละกลุ่มเพื่อนสาว ต่างเเยกย้ายกันกลับบ้าน นายเต็กกับนาง
สิน สองสามีภรรยา ให้นายเซี๊ยะไปค้างเเรมด้วย
บ้านนางสิน อยู่หลังวัดชุมแสง ไม่ห่างจากบ้านนางอ้อยนัก เวลาเดินกลับต้องผ่านบ้านของเธอ
นายเซี๊ยะ มองเห็นบ้านของนางอ้อยไม่ค่อยถนัดเพราะเป็นเวลาช่วงใกล้ค่ำ เเต่เห็นว่า เป็นเรือนไม้ ยกพื้นสูงหลังใหญ่ มีบริเวณบ้านกว้างมาก พอให้รู้ว่า บ้านของนาง น่าจะมีฐานะดีพอสมควร
ฝ่ายธงกับเพื่อน ได้เดินตามขบวนลำเลียงของมีค่ามาถึงวัด คล้ายอาการอิดโรย ท่านเจ้าอาวาส จึงบอกให้กลับบ้าน เเล้วสั่งว่า
"พรุ่งนี้เช้า เอ็งทั้งสาม มาช่วยงานที่วัดอีก เเละคืนนี้ ก่อนนอนอย่าลืมสวดมนต์ ด้วยล่ะ"
มืดลงช่วงหัวค่ำ นางสิน เตรียมข้าวปลาอาหารให้สามีเเละเพื่อน
ระหว่างมื้อค่ำ นายเซี๊ยะเอ่ยถามถึงอ้อย กับนางสิน ว่า นางอ้อยออกเรือนเเล้วหรือยัง นางสินตอบด้วยรู้สึกในใจว่า
นายเซี๊ยะ น่าจะชอบเพื่อนของตน
จึงพูด เชียร์บอกว่า นางอ้อยยังโสด เเละเป็นลูกสาวผู้มีฐานะดีในเเถบบ้านนี้
หลังจากนายเซี๊ยะได้คำตอบ จึงไม่พูดอะไรต่อ เเต่นางสิน ยังเล่าต่อถึง นางเอียด เเม่ของนางอ้อย ว่า นางอ้อยเป็นลูกสาวคนเดียว มีที่ไร่ที่นามากมาย
ไอ้มิ่ง กลับมาถึงบ้าน อาบน้ำ เสร็จกินข้าวเเล้ว รีบเข้านอน เพราะเหมือน.มีอาการอ่อนเพลีย ส่วนไอ้เเหลม ก็บอกกับที่บ้านว่า ขอนอนก่อน วันนี้เหนื่อยมาก
"มึงเหนื่อยอะไรวะ กูช่วยขุดกรุ ส่วนมึงเป็นลมตั้งเเต่เช้า กูเห็นนอนอยู่ใต้ต้นไม้ทั้งวัน"
ตาหลง บ่นลูกชาย ตั้งเเต่หัวค่ำ นางลำเพย จึงว่าสามี
"ปล่อยให้ลูกมันนอนเถอะ เเกจะบ่นอะไรนักหนาล่ะ ตาหลง "
ส่วนธง ยังไม่หลับ ใจลอยข้ามฝั่ง คิดถึง ฮ่องเตียง สาวคนรัก
กุฏิไม้ วัดชุมแสง ที่เก็บสมบัติของมีค่าจากกรุวัดร้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ถูกส่งมาเฝ้าเวรยาม ประจำ สามนาย
ค่ำคืนที่เงียบสงัด ทุกอย่างสงบ ไม่มีสิ่งผิดปกติ นายตำรวจสองนาย บ่นว่ามีอาการง่วง อีกนายจึงบอกให้ เพื่อนเวรทั้งสอง ที่ง่วง
นอนพักบนนอกชาน ตัวเองจะอยู่ยามแทน ถ้ามีเหตุอันใด จะรีบปลุก
กลางดึกสงัด หน้ากุฏิไม้ ยังไม่มีเสียงใดๆ ผิดปกติ ความวังเวงอาจมีอยู่บ้าง เพราะมีเพียงเเสงของตะเกียงเจ้าพายุ
ที่ตั้งบนบันไดทางขึ้นกุฎิ ยังส่องสว่าง เป็นเพื่อนในยามนี้
บุหรี่มวนใบตองถูกจุดขึ้นให้เเสงสว่างวาบ ยามต้องลมดูดจากปากของนายตำรวจยาม ที่นั่งบนขั้นบันได
..เเต่ เเสงที่สว่างกว่า กลับทำให้นายตำรวจคนนี้ถึงกับตาค้าง
เหตุเกิดจาก ส้ม บนสถานีรถไฟ ชุมแสง
(ตอนที่ 44)
เเสงสว่างกว่า ไฟจากมวนบุหรี่ ของจ่าประกอบ นายตำรวจเวรที่มาเฝ้า กุฎิไม้ที่เก็บสมบัติจากกรุพระเจดีย์ ตาเหลือกตกใจสุดขีด เพราะ เเสงนั้นลอยเข้ามาใกล้ ตัวเองขึ้นทุกที จนไม่มีเสียงออกจากปากเพื่อเรียก เพื่อนตำรวจอีกสองนายที่นอนหลับอยู่
เเสงที่ลอยวูบวาบ ปรากฏชัดขึ้น
ใกล้เสากุฏิไม้ พร้อมเสียงเเหบพร่าด้วยคำพูดที่ว่า..
"เป็นไงบ้างเล่าจ่า น่ากลัวไหม กลางคืนที่วัดเรา ก็เงียบเเบบนี้ล่ะ"
"ปัดโถ่ ลุงเเม้น มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงก่อน ฉันกลัวเเทบเยี่ยวรดกางเกงเลย"
จ่าขึ้นเสียงสูง เเต่ลุงเเม้น ยังเอาไฟจากตะเกียงรั้ว ส่องที่หน้าของตนเองให้ จ่าประกอบเห็น เเสร้งหลอกเหมือนผี ตามด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ พร้อมกลิ่นเหล้าอบอวล
"เเล้วมาทำไม ตอนดึกนี้เล่าลุง"
จ่าประกอบถาม พลางพ่นบุหรี่ จากปากจนควันขโมง
"ก็พ่อกำนัน เค้าสั่งให้มาเฝ้ากับพวกจ่า ตั้งแต่หัวค่ำล่ะ เเต่ผมดันเมาติดลมอยู่ บ้านไอ้ไม้ เเจวเรือจ้าง ตั้งเเต่เย็น เเล้วก็หลับไป เพิ่งมาตื่นเมื่อก่อนมานี่ล่ะจ่า ฮ่าฮ่าฮ่า "
ลุงเเม้น หัวร่อ พร้อม ส่งกลิ่นเหล้า ฟุ้ง
จน จ่าประกอบ พูดว่า
"เหล้าป่าหรือป่าวลุง ฉันจะได้ไปจับ"
"โถ่ อย่าไปจับเลยจ่า เดี้ยวผมเอาให้กินฟรี กินด้วยกัน เเต่มันไม่บอกนะว่า ไปต้มเหล้ากันที่ไหน"
"เเหม่ ล้อเล่นนะลุง จะไปจับพวกลุงทำไมล่ะ พวกฉัน ที่นอนบนกุฏิ ก็เอาเหล้าป่ามากิน ตั้งเเต่เมื่อวาน บ่นง่วง ที่เเท้ ก็เมาหลับไปทั้งคู่นั่นล่ะ"
"อ่อๆ เป็นอย่างนี้เอง เมาทั้งโรงพัก รึป่าวจ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
ลุงแมัน ลูกน้องกำนัน ขำด้วย เสียงเเหบๆ ตามแบบของเเก จ่าประกอบจึงรีบตอบทันควัน
"ไม่นะลุง ไม่หมดโรงพัก เหลือฉัน กับผู้กอง ตั้งสองคนนะที่ไม่เมา"
เสียงหัวเราะของ จ่าประกอบเเละลุงเเม้น ดังขึ้นพร้อมกัน
ทั้งสองคน นั่งคุยกันถึงเรื่อง สมบัติที่ขุดได้จากพระเจดีย์ ว่า น่าจะมีอะไรบ้าง
ลุงแม้นเล่าว่า ตอนที่ตัวเองเป็นเด็ก พระเจดีย์องค์นี้ อยู่กลางป่าที่รกมาก ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าไป เพราะกลัวงู พวกคนโตๆ สมัยนั้นก็เตือนเเละ เล่าให้ฟังว่า วันดีคืนดี ตกกลางคืน จะมีเเสงพุ่ง ออกมาจากกลางป่าตรงพระเจดีย์นั้น ส่วนมากจะมีแสงสว่างออกมาช่วงวันพระ กลางเดือนเพ็ญ ลุงแม้นก็เคยเห็น เเละบอกว่า เห็นบ่อยไป
จ่าประกอบยังถามต่อว่า สมบัติที่เรามาเฝ้า เค้าจะไปทำอะไรล่ะลุง
ลุงเเม้นจึงตอบ " ผมก็ไม่รู้นะจ่า ต้องถามท่านสมภาร พรุ่งนี้ล่ะ"
ทั้งสองคนพูดคุยกันจนดึกสงัด เหตุการณ์ปกติดี ไม่มีเสียง ให้ชวนสงสัยใดๆ มีเพียงเสียงเบาๆ จากตำรวจขี้เมาสองนายบนกุฏิเท่านั้น
ลุงเเม้นขอยาเส้นจากจ่าประกอบ มวนด้วยใบตองเเห้งมาจุดสูบ ตะเกียงเจ้าพายุของตำรวจ ให้เเสงสว่างพอเเละ สม่ำเสมอ ตะเกียงรั้วของลุงเเม้น จึงดับลงตั้งเเต่เดินมาถึงกุฏิ
เเสงสว่างได้ สว่างมากขึ้น มากขึ้นจนผิดปกติ จ๋าประกอบ สังเกตไปที่ เงา ของตน ที่นั่งหันหลัง ตะเกียง เเสงสว่างของเงา สว่างขึ้นจน เห็นทุกอย่างในบริเวณนั้นได้ถนัด ลุงแม้น ก็รับรู้ว่า มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เพราะทุกที่ มองเห็นไปโดยรอบ
สว่างเหมือนดั่งกลางวัน
จ่าประกอบกับลุงแม้นหันมองขึ้นไปบนกุฏิ เเต่ไม่อาจสู้กับเเสงสว่างนั้นได้ จนต้องเอามือมาบังสายตาจากเเสงที่พุ่งเเรง
ใจคิดว่า เป็น เเสงจากตะเตียงเจ้าพายุ
แต่หากลับเป็นเช่นนั้นไม่ เเสง พุ่งออกมาเป็นหลากสี รอดช่องกระดาน รอดช่องไม้ฝากุฏิ พวยพุ่งไปโดยรอบ
เเสงสว่างอยู่พักใหญ่ เเล้ว ลดหายไปกลับสู่ปกติ พร้อมกับ การตื่นของนายตำรวจสองคนที่ ลุกขึ้นนั่งด้วยอาการตกใจตื่น
สองนายตำรวจ ร้องถามหาน้ำดื่ม ลุงแม้นจึงตักน้ำใส่ขันจากตุ่มใต้ถุนกุฏิมาให้ดื่ม
ทั้งสองลงบันไดมา เเทบจะเตะตะเกียงที่วางไว้ เหมือนอาการลนลาน เมื่อดื่มน้ำอึกใกญ่ เพราะอาการคอเเห้ผากมาก จึงเล่ากระอึกกระอัก ของความฝันที่เเปลกประหลาดของตนเอง
นายตำรวจคนแรกฝันไปว่ามีผู้ชายร่างใหญ่ถือกระบอง เดินเข้ามาจะทำร้ายตนผู้ชายร่างกายใหญ่โต ไม่เคยพบเห็นมาก่อน มีคำพูดของชายคนนั้นว่า เป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทำไมมานอนเมามายอยู่ ณ สถานแห่งนี้
นายตำรวจคนที่สอง เล่าให้ฟังถึงความฝันว่า ตนเข้าไปหลงในป่า หาทางออกไม่ได้ มีเถาวัลย์ เลื้อยเข้ามาพันร่างกายจนดิ้นไม่หลุด เหมือนถูกมัดอยู่ ในความฝัน รู้สึกว่า ตนเองไม่ได้เมา หรือกินเหล้าแต่อย่างใด ตกใจจึงสะดุ้งตื่น เพราะฝันเหมือนจริงมาก
เหตุเกิดจาก ส้ม บนสถานีรถไฟ ชุมแสง
(ตอนที่ 45)
"กินมาก ก็ฝันมาก ครับนาย"
ลุงแม้น พยายามพูดให้เป็นเรื่องชวนหัว เพื่อไม่ให้กลัว ในสิ่งที่ประสบกับเรื่องเเปลกๆ
"เเล้วเเสงสว่าง เมื่อกี้ล่ะลุง "
"ก็ต้องเงียบไว้จ่า ให้ท่านสมภารตอบเเทนผมเถอะครับ"
สองนายตำรวจ สงสัยเรื่องเเสงสว่าง ที่ลุงเเม้นกับจ่าประกอบ พูดถึง จึงถามอย่างหน้าตาตื่น
"มีอะไรรึ "
" ไม่มีอะไรครับนาย" ลุงเเม้นตอบด้วยเสียงเเหบเบาของเเก พร้อมเอา นิ้วชี้มาเเตะที่ปาก บอกให้เงียบไว้
บรรยากาศรอบๆ กลับวังเวงมากกว่าเก่า เพราะเหตุการณ์ที่ทุกคนพบเจอเมื่อไม่กี่นาทีมานี้ ยาเส้นมวนใบตองเเห้งจุดสูบเพื่อฆ่าเวลาไปหลายมวน
เช้ามืด มีพระลูกวัดรูปหนึ่ง เดินมาตรงกุฏิ ที่ลุงแม้น กับตำรวจยามทั้งสามนาย
เฝ้าอยู่ เเละถามว่า เป็นอย่างไรบ้าง ทางผู้เจอเหตุการณ์เมื่อคืน จึงบอกเล่าให้ พระท่านฟัง เเต่ท่านบอก ยอมลองถามหลวงพ่อ เช้านี้ดีกว่า อาตมาขอตัวออกบิณฑบาตก่อน
พอยามสาย มีชาวบ้านต่างเข้ามาที่วัดเพื่อไปเฝ้าดูสมบัติที่จะนำออกมาทำทะเบียน
หลังจาก ท่านเจ้าอาวาส เเละพระในวัดฉันจังหันเเล้ว ปลัดอำเภอ กำนันผู้ใหญ่เเละญาติโยม ต่างมาร่วมเป็นสักขีพยานในการตรวจนับ เเละทำบัญชี ของมีค่า
มีธงกับเพื่อนมาช่วยตามคำสั่ง ท่านเจ้าอาวาส
นางสิน นายเต็ก เเละนายเซี๊ยะ เดินออกจากบ้านเเต่เช้า เพื่อมาชมสมบัติ เเละต้องผ่านบ้านนางอ้อย จึงร้องเรียกให้ไปที่วัดพร้อมกัน
ของทั้งหมด ถูกขนออกมา วางกองบนศาลา เจ้าหน้าที่ทางอำเภอจัดการเขียนชื่อ ของเเต่ชิ้นลงสมุดบัญชี ในรายการ มีพระเครื่อง เนื้อดิน ที่สร้างเป็นลักษณะ พระสมเด็จ หลากหลายพิมพ์ พิมพ์ปกโพธิ์ หูบายศรี ฐานสามชั้น สี่เหลี่ยม มีทั้งเนื้อผงขมิ้นเเละ เนื้อดินธรรมดา พิมพ์ฐานบัวตูม ซุ้มเรือนเเก้ว มีอัครสาวกซ้าย ขวา ทรงห้าเหลี่ยม มีทั้งเนื้อผงขมิ้นสีเหลือง เเละ เนื้อปูนขาวลายผ้ามุ้ง มีขนาดกลาง จำนวนมาก
อีกไห ที่บรรจุ พิมพ์สี่เหลี่ยมเกศมงกุฏ เปล่งรัศมี ซุ้มเรือนเเก้วมีทั้งขนาดกลางเเละขนาดเล็ก เป็นเนื้อขมิ้นเเละ ผงปูนขาว ลายผ้ามุ้ง มีขนาดกลางเเละเล็ก พิมพ์ใหญ่ หูบายศรี ซุ้มเรือนเเก้วฐานดอกบัว เป็นเนื้อผงขมิ้น
สามสี่ไห บรรจุเเต่พระเครื่องเต็มไห
ส่วนไหใบเล็ก จำนวนหลายไห บรรจุเเก้วเเหวน ลูกปัด เครื่องเงิน และทอง
มีชิ้นหนึ่งที่ ทางเจ้าหน้าที่หยิบขึ้นมาเพราะสะดุดตา กำไลทำด้วยหยก พอปัดฝุ่นออกสีของหยกขึ้นเงาสว่าง สวยงาม มีการเเกะสลักเป็นภาษาจีน อยู่ห้าคำ
เเต่เจ้าหน้าที่ อ่านไม่ออก จึงเเจ้งร้องถามว่า ใครอ่านภาษาจีน ได้บ้าง
นายเซี๊ยะอยู่ในกลุ่มผู้มารอชม จึงบอกว่า ตนอ่านภาษาจีนได้
นายเซี๊ยะ รับกำไลหยกจากเจ้าหน้าที่มาพิจารณา ภาษาจีน ที่สลักอยู่ จึงบอกกับเจ้าหน้าที่ มีคำสลักอ่านว่า..
" ฉั่ว ฮ่อง เตียง ไช่ ทง
เหตุเกิดจาก ส้ม บนสถานีรถไฟ ชุมแสง
(ตอนที่ 46)
สื่อความหมาย หลายสิ่ง อิงอักษร
เเต่ปางก่อน ย้อนผัน มิกั้นขวาง
รักผูกพัน วันที่เริ่ม เติมต่อทาง
มิติต่าง ดวงใจมั่น นิรันดร
กำไลหยก ตกอยู่ คู่กรุเก่า
ดวงจิตรเฝ้า เธอที่หมาย มิถ่ายถอน
กุศลสร้าง สว่างยิ่ง กราบวิงวอน
คู่ชาติก่อน ถึงชาตินี้ มีสองเรา...
ความรักของสองคนสมัยอยุธยายังเรืองรุ่ง กับหมู่บ้านเล็ก ๆ ในอดีต ที่สงครามทำให้ เกิดการพลัดพรากจากกัน
หญิงชาวจีนสละกำไลหยกของตน เพื่อ สร้างกุศลร่วมกับชาวบ้านเเละบรรจุไว้ในกรุ พระเจดีย์ อธิฐานขอ ให้ ความรักของตนสมหวังได้อยู่คู่เคียงเเล้วกลับมาเกิดมาเป็นคู่กันในภพภูมิข้างหน้า
คำในภาษาจีน สลักบอกชื่อเจ้าของกำไล ที่นายเซี๊ยะอ่านให้ฟัง พวกชาวบ้าน ต่างพูดคุยกันต่างๆนาๆ ว่าของล้ำค่า อย่างกำไลหยก เป็นคนจีนสมัยโบราญ
แต่ไม่มีใครรู้ว่า เป็นของผู้ ที่อธิฐาน กลับ ชาติมาเกิดเป็นคู่กันในยุค พ.ศ.นี้
นางอ้อยได้ฟังนายเซี๊ยะอาสาอ่านภาษาจีน จึงมองว่าเป็นคน รู้หนังสือ เเละดูเป็นสุภาพบุรุธ เรียบร้อย ทำให้นึกชอบนายเซี๊ยะ ขึ้นมา
ฝ่ายนายเต็กเเละนางสิน สองผัวเมีย ก็เชียร์นายเซี๊ยะ ให้จีบนางอ้อย เพราะ เป็นลูกสาวคนเดียวของผู้มีฐานะดี
ใจนายเซี๊ยะ เอนเอียงไปตามทางที่นายเต็กบอก จึงก่อความสัมพันธ์ เข้าไปทางบ้านนางอ้อย
ฝ่ายทางวัดชุมแสง ได้เก็บของมีค่าที่ขุดได้จากกรุพระเจดีย์วัดร้าง ในกุฏิ อย่างดิบดี เหล่านายตำรวจ ที่อยู่เวรยาม ได้เล่าเหตุประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ให้ท่านเจ้าอาวาสฟัง
"เเสงสว่างที่เกิดขึ้น คือ เเสงเเห่งพุทธคุณ ของวัตถุมงคล ที่ ท่านพระอาจารย์ในอดีต ได้ส่งกระเเสพลังจิตปลุกเสกไว้ บ้านนี้ชื่อ ชุมแสง มาเเต่เดิม ตั้งเเต่กาล
สมัยอยุธยา อันหมายถึง มงคลชื่อของต้นไม้ ที่ไม้นั้น แปรรูปเป็นเครื่องมุง เช่น ขื่อเเป จั่ว จันทัน บนหลังคาโบสถ์ ต้องใช้ไม้จากต้นชุมแสงทั้งสิ้น "
ท่านเจ้าอาวาสวัดชุมแสง ได้เล่าเรื่องอดีต เพื่อให้นายตำรวจที่ได้พบเหตุประหลาดทั้งหลาย คลายความกลัวและกังวล
กลิ่นเหล้าของตาเเม้น พร้อมเสียงเเหบพร่า บอกกับท่านเจ้าอาวาสว่า อยากจะขอพระสมเด็จที่ขุดจากกรุ ไปบูชาสักองค์สององค์ จะได้รึป่าว
ท่านพระครูตอบว่า
" โยมเเม้นอย่าเอาไปเลย ดูเเลตนของตน ให้ศีลครบทั้งห้า ตามหลักคฤหัสถ์เถิด สิ่งศักดิ์สิทธิ์เเละเทพยาดา จะคุ้มครองเราเอง แม้นไม่ได้บูชาวัตถุมงคลใดๆ"
ตาเเม้นยกมือพนมนั่งท่ายอง พร้อมกับรอยยิ้มแหยๆ
เช้าวันใหม่ ของพ่อค้าขนมปลากริมที่ตั้งหน้าตั้งตาค้าขาย เพื่อ เก็บเงินไปขอ ฮ่องเตียง สาวคนรักที่ฝั่งตลาด
ไอ้เเหลม ไอ้มิ่ง สองเกลอในยามนี้ ออกหาปลาเลยทุ่งที่เคยหา ไกลจากวัดออกไปมาก ทั้งสองคุยกัน เรื่องสาวๆ ตามประสา ไอ้มิ่งชอบนางอ้อย เเต่ความรักไม่ลงตัว มีทีท่าว่า นายเซี๊ยะน่าจะลงเอยกับนางอ้อย ไอ้มิ่งย่อมต้องพ่ายเเพ้ เพราะเงิน อย่างเเน่นอนด้วยฐานะจนกว่าสาวเจ้า
ส่วนไอ้เเหลม ที่พูดเก่งสารพัด เเต่ไม่เคยเอ่ยปากกับนางสร้อย เพื่อนสาวของนางอ้อยว่า ตัวเองชอบเธออยู่ หนังสือหนังหา หรือจดหมายน้อย ก็เขียนไม่เป็นไม่เก่ง เหมือนไอ้ธง
เเต่ใช้วิธีเข้าหาผู้ใหญ่ หาปลามาได้ก็เอาไปฝากที่บ้านของนางสร้อยเสมอ ๆ
จนว่าที่พ่อตาเเม่ยาย เห็นว่า ไอ้แหลม เป็นคนขยัน ส่วนนางสร้อย พูดมากปากเก่งเหมือนไอ้เเหลม ก็มีใจเอนเอียง เพราะพ่อเเม่ของเธอ ชมไอ้เเหลมอยู่บ่อยๆ
กลายเป็นความรักบ้านทุ่ง เหมือนทั่วไป
ฝั่งตลาดชุมแสง การค้าคึกคักไปด้วยผู้คน ชาวตำบลหนองบัว พายเรือมารับของจากตลาดชุมแสงไปขาย สินใหม่ได้ จากกรุงเทพฯ เรียกว่า ทันสมัย ชุมแสงก็มีขาย พ่อค้าข้าวเริ่มเกิดขึ้นมากไปพร้อม ๆ กัน ความนิยมเรื่องซื้อข้าวใส่ยุ้ง เก็งกำไรมีมากขึ้น ยุ้งเเถบริมเเม่น้ำเกิดขึ้นมากมาย
ร้านนายเจี่ย ขายดี มีกำไร พอจะสะสมเงินทองใส่กำปั่น ไว้พอสมควร ฮ่องล้วนวุ่นทั้งขายของ เย็บผ้า และดูเเลลูกทั้งสามคน เเละกำลังอุ้มท้องอีก ฮ่องเตียงจึงช่วยพี่สาวในฐานะ อาอี้ ที่ต้องเลี้ยงหลานๆ เเละช่วยงานบ้าน
เหตุเกิดจาก ส้ม บนสถานีรถไฟ ชุมแสง
(ตอนที่ 47-48)
คืนเดือนหงาย เรือพายกระดานผีหลอก ออกเเล่นฉิวใน แม่น้ำน่าน
ไอ้มิ่ง มุ่งทำมาหากิน ไม่สนใจใยดีสิ่งใดๆ ชีวิตสนุกกับสิ่งที่ตนเองชอบตั้งเเต่วันเด็ก เเละยึดเป็นอาชีพหลัก
การหาปลาของไอ้มิ่ง มีเพื่อนคู่หู อย่างไอ้เเหลม และไอ้ธง สามเกลอฝีมือฉกาจฉกรรจ์ ขนาดผู้ใหญ่ยังยกย่อง เปรียบได้ว่า เกวียนหักตรงไหน ไม้เเหลกที่นั่น วิธีการหาปลา เเปลกๆ ของไอ้สามคน ต่างจากโบราณมา
เหล็กเส้นสั้นๆ ที่ไอ้มิ่งเก็บได้มาจากริมเเม่น้ำ ถูกฝนจนเเหลมทำเป็นสองแง่ง ชิดๆ กัน ลักษณะ เป็นฉมวก ต่อด้ามด้วยไม้ไผ่รวก ยาว สำหรับ แทงปลาไหล ที่
อยู่ในรู ยามหน้าเเล้งโดยไม่ต้องขุด
"ไอ้มิ่ง เเถวนี้ เป็นไงวะ"
ไอ้เเหลมถามไอ้มิ่ง ด้วยดูเเอ่งน้ำที่ลดระดับเเละ บริเวณนี้ น่าจะได้ปลาไหล
"ต้องลองสุ่มดูก่อนวะ ท่าทางดี ลองเครื่องมือใหม่ด้วย"
ไอ้มิ่งใช้ เครื่องมือที่สร้างเอง เเหย่เข้าไปในรูปลาไหล สังเกตจากปากรู
พอเเทงลงไป รู้สึกว่า มีอาการบอกว่าเจอตัว ไอ้มิ่งจึงย้ำเเทงไปอีก เเล้วดึงขึ้นมา ได้ปลาไหล ตัวใหญ่ทันที
อีกวิธีคือ การใช้นำ้ปลาที่หมักเอง หยอดไปตามรู เติมน้ำปลา ไปจนเต็มรู
"ไอ้มิ่ง ลองวิธีกูมั่ง นำ้ปลาหมักบ้านกู โคตรเค็ม เลยล่ะ เหยาะสองหยด ต้องกินกับข้าวครึ่งหม้อนะโว้ย ไม่งั้น มึงกินน้ำตามสองขันเลยล่ะ ฮาๆๆๆๆ"
ไอ้มิ่งกับไอ้เเหลม หัวเราะกันลั่นทุ่ง
ชั่วเวลาไม่นาน ปลาไหล ทะลึ่งออกมาจากรูเพราะความเค็มของน้ำปลา ให้ไอ้เเหลม จับปลาไหลตัวเขื่องโดยง่าย
ตอนนี้ มีเพียงไอ้สองเกลอ ที่เป็นคู่หูหาปลา ส่วนไอ้ธง แยกตัว ไปขายขนมปลากริม ที่ฝั่งตลาดชุมแสง เพื่อจะได้เจอคนรัก
ความหวานของไอ้เเหลม กับนางสร้อย มีเเววว่า มดจะขึ้น นางสร้อยมอบขนมชั้นที่ทำเองให้ไอ้เเหลม ตอนเเวะเอาปลาไปฝากพ่อเเม่ของเธอที่บ้าน ไอ้เเหลมดันไม่กิน เก็บติดตัวไว้
"ไอ้มิ่ง มึงอย่าคิดมากนะโว้ย เรื่องอีอ้อย เขามันคนรวย ก็ได้กับคนรวยด้วยกัน ไอ้เรามันจน ต้องเจียมตัว"
ไอ้เเหลม ตะโกนคุยกับเพื่อนด้วยความห่วงระหว่างกำลังจ้องจับปลาในสุ่ม เพราะ ความเป็นห่วงระยะหลังมานี้ ไอ้มิ่งไม่ร่าเริงเหมือนเเต่ก่อน จนไอ้เเหลมรู้สึกได้
"กูไม่ได้คิดไรมากหรอกวะ"
ไอ้มิ่งตอบสั้นๆ ตามนิสัยที่เป็นคนพูดน้อย
"เเหม ! ไม่คิดไรมาก กูเห็นซึม น้ำตาคลอเบ้า เหมือนหมาหิวน้ำข้าวเลยนะมึง"
ไอ้เเหลมตะโกนลั่นทุ่ง พลางบอกให้ ไอ้มิ่ง เเล้วชี้ไปทางทิศตะวันตก เพราะเห็น สิ่งผิดปกติของพุ่มไม้ ใกล้ๆ กับเสียงพูดของไอ้เเหลมที่เเผ่วเบาลงอย่างรวดเร็วองอีอ้อย เขามันคนรวย ก็ได้กับคนรวยด้วยกัน ไอ้เรามันจน ต้องเจียมตัว"
" เฮ้ย! ไอ้มิ่ง มึงดูโน่น ที่พุ่มไม้โน่น "
ไอ้มิ่งหันมองไปทางที่ไอ้แหลมชี้บอก พุ่มไม้บริเวณนั้น ขยับเขยื้อนผิดปกติ น่าจะมีอะไร
สายตาของทั้งสองคน พยายามจดจ้องค้นหาคำตอบ บรรยากาศ โดยรอบเงียบสงัด มีเพียงพุ่มไม้ที่ส่งเสียงว่า มีสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น
ต้นไม้ใหญ่น้อย ล้อมรอบหนองน้ำ บริเวณนี้ คนหาปลาส่วนใหญ่ ไม่กล้าเข้ามา ทั้งสามคนรวมไอ้ธง ถึงเคยมา แต่บ่อยนัก เสียงลือว่า สมัยโบราณ คนมาหาปลาเเถวนี้ มักหายสาบสูญ
ไอ้เเหลม ไอ้มิ่ง ทำตัวให้เงียบมากที่สุด
พยามจ้องมอง
เหตุเกิดจาก ส้ม บนสถานีรถไฟ ชุมแสง
(ตอนที่ 48)
เเสงเเดดยามใกล้เที่ยง ส่องชัดโดยรอบ แม้นต้นไม้ใหญ่เเละป่ารกจะบดบังอยู่บ้าง ไอ้สองเกลอ นิ่งไม่ติงไหว พุ่มไม้ที่กำลังจดจ้อง หยุดเเละขยับเป็นจังหวะ
เสียงกิ่งไม้เเห้งหักดังขึ้นสองสามครั้ง
"ตัวอะไรวะ "
ไอ้เเหลมเอ่ยด้วยน้ำเสียง เบา แทบจะกระซิบ ข้างๆ หูไอ้มิ่ง
"ท่าไม่ดีว่ะ ไอ้มิ่ง มึงกับกู งานนี้ วิ่งกันป่าราบ แน่ๆ "
ไอ้มิ่ง นิ่งฟังอย่างใจจด ใจจ่อ กับสายตา ที่จ้อง พุ่มไม้ ที่กำลังเคลื่อนไหวนั้น
เสียงถอนหายใจ พร้อม สิ่งที่โผล่ออกมาจาก พุ่มไม้ ที่รกทึบนั้น
" ต า แ ม้ น "
เสียงไอ้เเหลม กับ ไอ้มิ่ง ตะโกนออกมาพร้อมกัน อย่างตกใจกับสิ่งที่เห็น
ตาเเม้น ลูกน้องกำนัน โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ ออกมา โซเซ อิดโรย เหมือนที่เคยเห็นตอนเเกเมา เเต่สภาพในตอนนี้ เเย่ยิ่งกว่า
ขอบบึงน้ำ มีหญ้ารกโดยทั่ว ตาเเม้นเดินลุยอ้อม มาทางไอ้สองเกลอ เมื่อได้ยิน
เสียง เอ่ยชื่อตน เเละตะโกนเรียกซ้ำอีก
"ปัดโธ่ ตาเเม้น ทำเอาฉันสองคน ตกอกตกใจหมด ไปไงมาไง มุ่นอยู่ในป่าได้เล่า"
คำเเรกที่ตาเเม้นตอบด้วยเสียงเเหบๆ คือ
"มีน้ำกินไหมวะ คอเเห้งชิบผาย เลย"
ไอ้มิ่ง ยื่นกระบอกไม้ไผ่ ที่ใส่น้ำเตรียมให้ดื่ม
น้ำในกระบอกถูกกระดกลงคอ ตาเเม้น เเทบจะเปียกหก เต็มหน้าอก
ไอ้แหลมมองตาเเม้นอย่างสงสาร เเละบอกให้เเก นั่งพัก ใต้ร่มไม้ หลังจากนั้น หลายคำถาม ป้อนให้ตอบว่า เกิดอะไรขึ้นถึงไปติดใต้ในพุ่มไม้ตรงนั้น
ตาเเม้นไม่ทันตอบ เพราะไอ้มิ่งถามว่า มีอะไรตกถึงท้องบ้างไหม ตั้งเเต่เมื่อคืน
มีเสียงตอบกลับมาว่า
" มีเเต่เหล้าว่ะ "
"โถ่ ฉันถามถึงข้าวจ๊ะ ลุง" ไอ้มิ่งบอกพลางเอาห่อข้าวเหนียว กับปลาย่าง ในย่ามผ้าส่งให้
ตาแม้นคว้าข้าวเหนียวใส่ปากเเล้วเล่าด้วยสำเนียงเสียงเเหบๆ ถึงเหตุ ที่ตนเองมานอนในป่า
"กูตามไอ้ก้อน ไอ้สอน มา มันชวนมาลงเบ็ด ที่บึงฝั่งโน้น ไอ้กูก้อนั่งกินเหล้า เป็นเพื่อนพวกมัน ไอ้มันก้อขอเหล้ากูกิน สรุปก้อเมาเพลินกันจนเย็น ขากลับเจอฝูงช้าง มันสองคนใส่ตีนหมา ทิ้ง.. กูเลย กูโดนช้างขับย้อนมาทาง บึงนี้ เลยมุ่นหลบเข้าพุ่มนี้ ที่มึงเจอกูล่ะ นึกว่ากูตายเเน่ อีงานนี้"
เสียงพูดช้าๆ ด้วยสำเนียงเเหบๆ ของตาเเม้น ฟังดูน่าสงสารพอๆ กับสภาพในตอนนี้ เพราะตามหน้าตา เเขนขา เป็นรอยเเดง ไปทั่วเพราะรอยกัดของยุง
ไอ้มิ่งบอกให้ตาเเม้น นอนพักที่ขอบบึง ตนกับไอ้เเหลมจะขอหาปลาอีกสักพัก ค่อยกลับบ้าน พร้อมกัน
ตาเเม้น นอนเล่า นอนพูดถึงเรื่อง ช้างโขลงใหญ่ ที่ไล่ตนมาจนถึงตรงนี้ จนสิ้นเสียงเเหบๆ เเต่กลับมีเสียงเดินเท้า สลับกับเสียงหักของกิ่งไม้เเห้ง กระชั้นเข้ามาทางด้านหลัง ของไอ้เเหลมไอ้มิ่ง ที่กำลังสาละวน หาปลา ตาเเม้นตกใจ ผุดลุก จากการเอนหลังที่โคนต้นไม้
เสียงตะโกน ซ้ำๆ เรียกชื่อ ตาแม้น ดังเเว่วชัดขึ้นทุกที
ชายสี่คน เดินเข้ามาใกล้ เพราะ เสียงขานรับ ของตาแม้น ผู้ใหญ่เส่ยพร้อมปืนลูกซองยาว มากับลูกน้อง ไอ้ก้อน ไอ้สอน เดินตามมาติดๆ ทั้งหมดออกตามหา ตาแม้น ตั้งเเต่เช้า
ไอ้เเหลมไอ้มิ่งล้างตัวเเข้งขาขึ้นจากหนองน้ำ มาสบทบพร้อมเล่าเหตุการณ์ที่มาพบ ตาแม้น ให้ผู้ใหญ่เส่ย ฟัง
ตาแม้นบอกชอบใจ ไอ้สองเกลอ เเล้วเดินทางกลับพร้อมกลุ่มผู้ใหญ่ฯ
จวบจนบ่ายเเก่ๆ ไอ้สองเกลอ เเบกปลาเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางพูดคุยกันสารพัดเรื่อง จนใกล้ถึงกลุ่มบ้านหลัง วัดชุมแสง
หญิงสาวหน้าตาสะสวยกับหญิงสูงวัย สองคน เดินสวนทางกับ ไอ้สองเกลอที่กำลังหาบปลาที่หามาได้ผ่านเลยไป
แต่ สายตาไอ้มิ่ง จดจ้องใบหน้าของสาวรุ่นนางนั้น อย่างจริงจัง..
เหตุเกิดจาก ส้ม บนสถานีรถไฟ ชุมแสง
(ตอนที่ 49)
ทางดินเเห้งๆ ค่อนข้างเป็นฝุ่น ทุกครั้งที่เหยียบย่ำไป ผงฝุ่นนั้น จะฟุ้งไปทั่ว คนไม่พลุกพล่าน เเต่ สองป่าหญ้าข้างทางเดินจะเต็มไปด้วยฝุ่น
ใบหน้าของสาวเเปลกตาที่โดนจดจ้อง กลับฟุ้งไปด้วยความเสน่หา ที่ไอ้มิ่งไม่ยอมลดละสายตา แค่ชั่วเดินผ่าน เหมือนอยากให้เวลา หยุด ซะตอนนี้ เพื่อไม่ใช่แค่เดินผ่านไป
ไอ้เเหลม มองสาวคนนั้นเเล้วหันไปมองเพื่อน ที่กำลังจดจ้อง จึงเอ่ยเเซว หลังจาก ที่เจ้าหล่อนเดินผ่านไป
"ไงวะ ไอ้มิ่ง ตาไม่กระพริบเลยนะมึง"
ไม่มีเสียงตอบจากไอ้มิ่ง ชั่วพักใหญ่
เเต่เสียงพึมพำ ตามมา
"คนที่ไหน?"
ปลาดิ้นสะบัดหาง ใส่ขาไอ้เเหลม ระหว่างที่มือหิ้วมาร้อยเป็นพวง
"วะ ดิ้นจัง เดี้ยวเเกงซะเย็นนี้เลย กูไม่ขังนะโว้ยถ้าดิ้นอีก "
ไอ้เเหลมบ่นโหวกเหวกตามนิสัย แต่ไอ้มิ่งนิ่งเงียบ ในหัวคิดถึงเเต่ใบหน้าของสาวนางนั้น
ตาเเม้น กลับถึงบ้าน เเทนที่จะมานอนพัก ดันมา ก๊งเหล้าต่อกับ นายไม้ คนเเจวเรือจ้าง ที่ร้านค้าริมแม่น้ำ เเถวท่าเรือ
ตาเเม้นคุยฟุ้ง เรื่องช้าง ที่ตนไปเจอในป่า
เล่าไปด่าไป เพราะ ไอ้ก้อน ไอ้สอน ทิ้งตัวเอง เรื่องเเซวเรื่องสนุก เต็มวงเหล้า
ไอ้ทด หลานกำนัน บอกกับ ตาเเม้นว่า จะไปจัดการสั่งสอน ไอ้สองคนนั่น
ทางนายไม้ บอก อย่าไปทำมันเลย มันกลัว พ่อกำนันจะเเย่เเล้วที่ทิ้งตาเเม้น
ตาเเม้นกับนายไม้ เป็นญาติกัน เเละต่างรู้ว่า ไอ้ทด หลานกำนัน เป็นนักเลงโตเเถบนี้ มักมีเรื่องกับวัยรุ่นในหมู่บ้านบ่อยๆ
เคยมีเรื่องชกต่อยกัน กับไอ้ธง ในงานวัดครั้งหนึ่ง เเต่พวกผู้ใหญ่ ห้ามไว้ เเต่ต่างรู้ว่า ไอ้ทด หาเรื่องไอ้ธงก่อน ครั้งนั้น ไอ้ทดโดนไอ้ธงต่อยจนปากเเตก เพราะเชิงมวยที่ดีกว่า ไอ้ทดยังคงผูกใจเจ็บกับไอ้ธงเรื่อยมาเสมอ
รุ่งเช้าวันใหม่ฝั่งวัดชุมแสง ไอ้เเหลม ไอ้มิ่ง พร้อมย่ามและปิ่นโต เดินตามพระบิณฑบาต เหมือนเคย อากาศสดชื่นยามเช้า ทำให้ ไอ้สองเกลอ รู้สึกดีทุกครั้ง เพราะการหาปลาในทุกวัน เหมือนเป็นบาปในใจ เเต่การได้เข้าวัด ฟังคำจากหลวงพ่อที่สอนเรื่อง บาปบุญคุณโทษ เเละรู้สึก สำนึกเกรงกลัวต่อบาป ดูเหมือนทั้งสองคน เข้าใจการชีวิตมากขึ้น
ในเช้ามืด ของหลายบ้านที่ใส่บาตร มีลูกเด็กเล็กเเดง ตื่นมาใส่บาตรด้วย
สุดหมู่บ้าน คือบ้านของยายมี หญิงชราที่สามีเพิ่งตายไปเมื่อไม่นานนี้ พระท่านต้องเดินมาถึงบ้านเเก เพราะสองคนตายายจะใส่บาตรกันประจำ
พระเก้ารูปยืนรับบาตรโดย เด็กวัด อย่างไอ้เเหลม ไอ้มิ่งยืนอยู่ด้านหลัง
ข้าวสวยพร้อมดอกไม้ถวายจากยายมีเเละหลานสาว ให้พร สัพพีติโย จนจบ
ยายมี บอกให้หลานสาวของเด็ก นำเเกงที่อยู่ในชามใส่ปิ่นโต เด็กวัด
"จำปาเอ้ย ยกเเกงส้ม ใส่ปิ่นโต สิลูก"
พระท่านเดินออกจากบ้านยายมี ไอ้เด็กวัดสองเกลอ เดินไปรับกับข้าว
สายตาของไอ้มิ่ง พบกับใบหน้าของหลานสาวยายมี ที่กำลังนำเเกงใส่ปิ่นโต
ใบหน้าที่ไอ้มิ่งจดจำ เเละฝันถึงตลอดคืน
"เธอคนเมื่อวาน"
ไอ้มิ่ง พูดในใจ
เหตุเกิดจาก ส้ม บนสถานีรถไฟ ชุมแสง
(ตอนที่ 50)
ถึงฉากสำคัญที่ไอ้มิ่งต้องเป็นพระเอกของหลานสาวยายมีในตอนนี้
จำปี ถือถ้วยเเกงเพื่อรอเทใส่ปิ่นโต ที่ไอ้มิ่งกำลังยื่นให้ พร้อมคำพูดที่ว่า
"ให้ฉันเทให้นะจ๊ะ"
ไอ้มิ่ง รับถ้วยเเกงมา เเละเปิดปิ่นโต เพื่อเทใส่ เเต่สายตาจดจ้อง เพียงใบหน้าหญิงสาว
"เฮ้ย ๆ ไอ้มิ่ง แกงหกหมดเเล้ว"
ไอ้เเหลม บอกกับเพื่อน เพราะตอนนี้ แกงหกราดพื้นไปเเล้ว เพราะเทไม่ตรง เหลือเพียงน้ำเเกงในปิ่นโต เพียง นิดหน่อย
มีรอยยิ้มน้อยๆ จากหลานสาวยายมี เพราะเห็นความซุ่มซ่ามของเด็กวัด
ยายมีเห็นว่าเเกงหกไปเยอะ จึงบอกให้ไปหลานสาวไปตักเเกงในครัวมาเพิ่มอีก
ส่วนไอ้เเหลมยืนขำเพื่อนอย่างเดียว
"ไอ้มิ่ง กูล่วงหน้าไปกับหลวงพ่อก่อน เดี้ยวมึงเร่งตามไปนะ"
"เออ ๆ " ไอ้มิ่งหันมาตอบ เพราะไอ้เเหลม เดินตามพระไป พลางหันมายิ้มเย้ยให้เพื่อนที่ยังยืนอยู่ หน้ากระท่อมบ้านยายมี
บทประพันธ์ โดยนายอำนาจ กรเอี่ยม
เเกงชามใหม่ถือมาอย่างบรรจง ใส่ปิ่นโต ที่ไอ้มิ่งเปิดรออย่างระมัดระวัง เเต่อดไม่ได้ ที่จะมองใบหน้างามของเธอ อีกครั้ง
ไอ้มิ่ง ตกอยู่ในห้วงภวังค์เเห่งเสน่ห์ของสาวเเปลกหน้า ที่ไม่เคยรู้จักเเละเคยพบเจอมาก่อน
เสื้อสีไพรเเขนสั้น รัดรูปกลมกลึงกับผ้าถุงสีพื้น ทำให้จดจำเป็นภาพติดตาก่อนหันหลังเดินจากมาของบ้านหลังสุดท้ายในเช้ามืดของวันใหม่
สายตาที่อ่อนโยนของเธอประทับอยู่ในใจไอ้มิ่งเเล้วในตอนนี้ ความรู้สึกที่เคยมีต่อนางอ้อย ลูกนางเอียด ถูกลบไปในความทรงจำ เเละความรู้สึกเสียใจ ที่ผิดหวัง ก็เลือนหายไปเช่นกัน
ไอ้เเหลมจัดเเจงข้าวปลาอาหารของบิณฑบาตร เตรียมประเคนพระเสร็จ ไอ้มิ่ง เดินมาถึงศาลาพอดี หมาที่นอนอยู่ตรงบันไดลุกขึ้นเห่าไอ้มิ่ง เสียงดัง
ไอ้เเหลมนึกในใจ ทำไมหมามันเห่า ปกติมันไม่เห่าพวกตน เพราะไปมาวัดอยู่ประจำ
ตกสาย ไอ้เเหลม ชวนไอ้มิ่งไปบ่อนไก่
เเต่ถูกกลับปฏิเสธ ไอ้เเหลม คะยั้นคะยอให้ไปเป็นเพื่อนจนสำเร็จ
ปกติไอ้มิ่งเป็นคนชอบไก่ชนเพราะสืบเชื้อมาจากพ่อของตน ที่เป็นเซียนไก่ชน
สุ่มไก่ส่วนใหญ่เเถบนี้ มาจากสินค้าบ้านไอ้มิ่ง
"ตาสาย" พ่อไอ้มิ่งเสียชีวิตไปหลายปี เเต่นักเลงไก่ ยังคุ้นเคยกับไอ้มิ่ง ปรึกษาเรื่องไก่เเละเเวะเวียนไปหาเสมอ
ไอ้สองเกลอเดินเข้าบ้านตาชาญ ที่เปิดเป็น บ่อนไก่ ซึ่งไม่ห่างจากโรงพัก เพราะ ตำรวจอนุญาติให้ ชนไก่ เพราะ ส่งส่วยอยู่ประจำเเละตำรวจ ยังเอาไก่มาตีด้วย เสมอๆ
เสียงร้องเรียก ไอ้มิ่ง จากนักเลงไก่ ที่นับถือ ตาสาย ดังเเว่วมาตั้งเเต่ ไอ้มิ่งยังเดินไม่ถึงสังเวียน ไอ้เเหลม เเล่นไปหากลุ่มพวกที่คุ้นเคย ส่วนไอ้มิ่งหยุดคุยกับพวกผู้ใหญ่ ถามสารทุกข์สุกดิบ กัน
ไม่นาน ไอ้เเหลมมากระซิบบอกไอ้มิ่ง เรื่องเดิมพัน ของพวกมัน กับ ไก่ของพวก
ไอ้ทด หลานกำนันน้อย
ฝ่ายพวกเพื่อนไอ้เเหลม ให้ไอ้มิ่งดูเเลไก่ เนื่องจากไว้วางใจฝีมือ ไอ้มิ่งรู้ตัวว่าให้ตัวเองเป็นคนวางไก่ จึงปลีกตัวไปหลังบ้านหายายแป้ง เมียตาชาญเพื่อขอธูป จุดไหว้พระภูมิเเละเจ้าที่ โดยที่คนอื่นๆ ไม่เห็น
ยายเเป้งมีธูปติดบ้านไว้เสมอ เพราะนักเลงไก่ ที่รู้ จะขอธูปจากยายเเป้งมาจุดไหว้ พระภูมิ เจ้าที่ หลังบ้าน ถ้าไก่ของตนตีชนะ ยายเเป้งจะได้ค่าธูป หลังไก่ตี มากๆใน ทุกครั้ง
ส่วนไอ้มิ่ง ได้วิชาจาก พ่อ เลยรู้เคล็ดลับนักเลงไก่ เเละสนิทกับยายเเป้งเป็นพิเศษ
ราคาเสียงต่อรองพูดคุยกันวุ่นวาย ในกลุ่มนักเลงไก่ ไอ้มิ่ง สังเกตไก่ฝั่งตรงข้าม มองลักษณะไก่ เเละจับจุดอ่อน
ไก่สีเขียวของฝ่ายตรงข้ามถูกหมายตา จากทางพวกไอ้เเหลมจึงถามไอ้มิ่งให้เลือกไก่ สองตัวในสุ่มว่า ตัวไหนดี
ไอ้มิ่งกระซิบบอกให้เลือกไก่ ฝ่ายเราให้ เอาไก่ตัวสีเหลือง ที่อยู่ในสุ่มด้านซ้ายมือ ซึ่งตัวเล็กกว่า ฝั่งตรงข้ามมาตี
พวกเพื่อนไอ้เเหลม ที่ลงพนันค้านว่า ทำไมเอาไอ้ตัวเหลืองมาตี ดูเชิงเเล้วตัวเล็กกว่า น่าจะเสียเปรียบ
"พวกมึงเชื่อ มือไอ้มิ่ง เถอะว่ะ งานนี้สนุกเเน่"
พวกไอ้ทด จัดการอุ้มไก่มาวาง พวกนักพนันเริ่มเฮโล โหวกเหวก เพราะ ไก่ดูตัวล่ำหุ่นดี เดือยยาว ได้เปรียบ ไก่พวกไอ้เเหลม
ไอ้เเหลม ว่าคาถาเสกทำน้ำมนต์อาบไก่และให้ไก่กินก่อนจะเข้าสังเวียน
นะโมพุทธายะ นะธนู นะกาโรโหติ
สัมภะโว ปะถะมังพินธุ กังชาตัง
นะรา มะระหิตังเทจัง
นะรากาเวหิ ปูชิตัง
นะรานัง กามะปังเกหิ
ไอ้มิ่งอุ้มไก่เดินวนมอง เเสงอาทิตย์ที่ส่องมาเพื่อดูทิศ ที่จะปล่อยไก่ ตามตำราที่เรียนรู้มา
ช่วงปล่อยไก่ ไอ้มิ่ง หันหลังให้บ้าน ตาชาญเจ้าของบ้าน เพื่อไม่ให้หันหน้าเข้าประตูบ้าน
คาถาข่มขวัญไก่คู่สู้ ถูกเสกอีกครั้งจากปากไอ้มิ่ง ที่เป่าไปที่หัวเเละดีดไปที่เดือยไก่ตัวสีเหลืองที่อุ้มอยู่
นะเมตตา นะมหาราชา สัพพะนิ
เสหาจะปูชิโต ปิโยเทวะมนุสสานัง
ปิโยพรหมา นะมุตตะโม ปิโยนาคะ
สุปัณฌานัง ปิณันทริยัง นะมามิหัง
กะลามะพร้าวเจาะรู ลอยในโหลเเก้ว ใช้บอกเวลาหมดยก พร้อมควันบุหรี่ ฟุ้งของคนคุมเวลา
ยกเเรก ไก่ตัวใหญ่สีเขียวเข้าชนไก่ฝ่ายไอ้มิ่ง ขึ้นบินตีดูน่ากลัว ราคาต่อรองผันผวนอย่างรวดเร็ว เสียงดังจากสังเวียนในยกเเรกนี้ ทำให้ดูตื่นเต้นยิ่งนัก
พอหมดยก กะลาจม ไอ้มิ่งนำไก่ของฝ่ายตนมาพักให้น้ำ ฝ่ายพวกไอ้ทด กระหยิ่มยิ้มย่อง
เพราะมองเห็นในยกเเรก ไก่ของพวกตนได้เปรียบ ส่อเเวว ว่าจะชนะอย่างเเน่นอน
ฝ่ายพวกไอ้เเหลมเจ้าของไก่ มองหน้ากันพร้อมถามไอ้มิ่งว่า
"เฮ้ย ไหวไหมวะ "
มีคำตอบสั้นๆจากไอ้มิ่ง คือ
" มึงคอยดู ยกนี้ให้ดี "
โฆษณา