25 ก.ย. 2021 เวลา 03:47 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
“ความหลอน” ที่เล่นกับ “สัญชาตญาณ” คนดู
จากหนังเรื่อง ร่างทรง(The Medium) ที่เป็นกระแสและมีการพูดถึงในไทยตอนนี้มาก ทั้งๆที่ยังไม่ได้เข้าฉายเลยด้วยซ้ำ
แต่ประเด็นที่จะมาเล่าคือในฉากตัวอย่างแรกที่ทำเอาคนดูขนลุก หลอนและฮือฮาเช่นกัน คือฉากที่มีสิ่งๆหนึ่งซ่อนอยู่ใต้บันไดนั้นเอง
โพสต์นี้จะมาอธิบายการนำเสนอของหนังสยองขวัญ และหลักการว่าทำไมเราถึงรู้สึกแบบนั้นและมันทำงานกับคนดูยังไง? (ตามความเข้าใจของผมนะครับ)
-Jump Scare
เป็นหนึ่งสูตรยอดฮิตการนำเสนอของหนังสยองขวัญเป็นอย่างมากก็ว่าได้ เพราะมันได้ผลกับคนดูแทบทุกคน โดยเฉพาะคนขวัญอ่อนกับบ้าจี้ การJump Scareก็ไม่ต่างจากการที่เพื่อนแอบจ๊ะเอ๋เราหลังประตู หรือเดินเพลินๆและรถบีบแตรใส่หรอกครับ เพราะการหลั่งฮอร์โมนหรือกระบวนการในร่างกายที่เกิดขึ้นมันเหมือนกัน หนังจึงใช้สิ่งเร้าเล่นกับประสาทสัมผัสคนดู เป็นใครก็ตกใจหมด ซึ่งมันทำให้ตกใจแต่ความหลอนจะไม่มีเท่าไหร่ ถ้าใส่มากจนล้นจะทำให้คนดูไม่มีการใส่ใจในเนื้อเรื่อง เพราะสติกระเจิงหมด บางเรื่องคนดูก็จับทางได้จนรู้ล่วงหน้าก็มี แต่แน่นอนการทำงานมันได้ผลโดยเฉพาะฉากที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยแต่อยู่ดีๆก็โผล่มา คนสะดุ้งกันเป็นแถบแต่ความหลอนจนขนลุกแทบจะไม่มีถ้านำเสนอได้ไม่ดี
-ว่าถึงฉากใต้บันไดในหนัง”ร่างทรง”
เป็นการนำเสนอในรูปแบบนำความกลัวไปซ่อนในจุดที่คนไม่ได้โฟกัส ซึ่งมีหนังสยองขวัญหลายเรื่องที่นำเสนอแบบเดียวกัน และทำให้รู้สึกหลอนและจดจำ ซึ่งมันได้ผลกับคนดูเป็นอย่างมาก แล้วทำไมเราถึงรู้สึกแบบนั้นล่ะ?
-การกระจายความกลัว
เคยสังเกตุไหม ทำไมฉากที่เห็นผีเด่นๆหรือมาแบบเป็นตัวชัดเจนถึงทำให้รู้สึกไม่กลัวมากเท่าไหร่ เพราะมันเกิดการกระจายความกลัวขึ้น ดังนั้นเมื่อเราไปดูหนังในโรงหรือที่บ้านหรือมีคนดูด้วยกับเราแล้ว เมื่อเจอฉากแบบที่ว่านี้ โดยสัญชาตญาณมนุษย์เมื่อเจออันตรายหรือสิ่งที่กลัว เราจะเกิดการประมวลผลว่ามันจริงไหม? มีใครเห็นเหมือนเราหรือเปล่า? เมื่อมีมันจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้นหลังจากที่เกิดความกลัวแว้บแรก เพราะรู้สึกกระจายความกลัวให้คนอื่นที่เห็นเหมือนเรา จะรู้สึกปลอดภัยขึ้น เพราะคนที่ดูกับเราเห็นเหมือนเราหมดทุกคน
(เวลาดูคนเดียวก็สามารถรู้สึกได้นะครับ เพราะเราเข้าใจในการนำเสนอของหนัง เราจึงรู้ว่าคนที่ดูฉากนี้น่าจะเห็นเหมือนกันหมด)
-ถ้าหนังนำเสนอความขนลุก ซ่อนไว้ในจุดที่คนไม่ได้โฟกัสเป็นอันดับแรกล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?
คำตอบคือการกระจายความกลัวหรือหลอนจะไม่เกิดขึ้น พอไม่เกิดความกลัว มันจะอยู่กับเรา มันจะทำให้หลอนและขนลุก รู้สึกไม่ปลอดภัย
ตามสัญชาตญาณคนดูเมื่อเรารู้ว่าเรากำลังดูหนังสยองขวัญอยู่ สิ่งที่จะขึ้นมาในสมองอันดับแรกคือความกลัว จะเกิดความไม่ไว้ใจและรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อหนังทั้งเรื่อง ถ้ามีฉากไหนที่บิ้วคนดูด้วยสิ่งเร้าต่างๆ ดนตรี เนื้อเรื่อง มุมกล้อง สิ่งที่อยู่ในหัวคือJump Scare และเราก็จะเปิดระบบป้องกันเตรียมตัวรับมัน
มุมกล้องก็มีส่วนเป็นอย่างมาก เพราะทำให้เรารู้สึกเป็นบุคคลที่สามอยู่ ถ้ามีฉากที่โฟกัสถึงตัวหลักอยู่ แน่นอนเราก็จะมองที่ตัวหลักตามกล้องที่ให้เราเห็น เมื่อเรามองแล้วรู้สึกว่าไม่มีอะไร เราก็จะมองสิ่งรอบข้างเป็นขั้นต่อไป
ทีนี้แหละความหลอนที่อยู่หลังจุดโฟกัสจะทำงานทันที!
เมื่อหนังนำเสนอความหลอนซ่อนไว้ พอเราเห็นมันแล้ว ก็จะรู้สึกกลัว เราก็จะประมวลผลทันที ว่ามีใครเห็นเหมือนเราไหม? เมื่อมันไม่ได้อยู่จุดโฟกัส ความกลัวก็จะไม่ถูกกระจายไปแบบเต็มที่ เพราะเป็นจุดที่ไม่ใช่ทุกคนที่เห็น แล้วเราจะรู้สึกไม่ปลอดภัย ยิ่งเราบอกคนอื่นไม่ได้ว่าเราเจออะไร ยิ่งทำให้รู้สึกว่ามันทำให้เราเห็นแค่คนเดียวและทำให้รู้สึกถึงความหลอนมากขึ้น
เหมือนเราเจอผีหรือได้ยินเสียง เราก็จะถามคนที่อยู่ด้วย พอเขาบอกว่าเจอหรือได้ยินเหมือนเรา เราก็จะรู้สึกผ่อนคลายลงและปลอดภัยขึ้นมากกว่าที่รู้สึกว่าเราได้เจอหรือได้ยินคนเดียว
-การนำเสนอโดยไม่มีจุดโฟกัส
ตัวอย่างคือฉากใต้บันไดในเรื่องร่างทรง เป็นฉากจากกล้องมุมกว้าง ซึ่งไม่มีตัวละครหรืออะไรมาให้โฟกัสเป็นอันดับแรก สิ่งที่คนดูทำตามสัญชาตญาณคือหาความผิดปกติให้เจอ เพื่อจะได้รู้ถึงอันตราย มันยิ่งทำให้การกระจายความกลัวไม่มีเลย เพราะเราไม่รู้ว่าใครเห็นมันบ้าง โดยเฉพาะดูในโรง เราไม่สามารถพูดให้คนทั้งโรงรู้ได้ว่าเจออะไร แต่เนื่องจากตัวอย่างปล่อยมา ทำให้มีคนเฉลยหรือมีคนเห็นเหมือนเราเยอะ มันจึงทำให้บางคนรู้สึกไม่หลอนมากเพราะความกลัวได้กระจายไปแล้ว
ทั้งหมดนี้อยู่ที่การนำเสนอของหนังด้วย ว่าจะทำให้ความหลอนอยู่ในจุดที่คนไม่ได้โฟกัสเป็นรูปแบบไหน บางเรื่องก็เป็นคนยิ้มแปลกๆ หรือผีซ่อนตัวอยู่ ตามรูปที่ยกตัวอย่างมา
รอดูว่าหนังเรื่องร่างทรง จะนำเสนอความหลอนและน่ากลัวมากกว่าตัวอย่างที่เราเห็นไหม?
เดือนตุลานี้รู้กัน สนับสนุนหนังฝีมือคนไทยด้วยการดูถูกลิขสิทธิ์ด้วยนะครับ !
-สาระเพิ่มเติม เรื่องวิวัฒนาการการสังเกตุ
ในบรรพบุรุษเรา เผ่าพันธุ์โฮโมเซเปียนส์ ผู้ชายจะมีหน้าที่ล่าสัตว์จึงมีการปรับสายตาให้มองเห็นจุดที่ต้องการเห็นอย่างชัดเจน ว่าเป็นสัตว์อะไร มีอันตรายไหม
ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่หาผลไม้ พืชมาทำอาหาร จึงต้องปรับการสังเกตุเพื่อมองพืชว่าเป็นพันธุ์อะไร อันตรายไหม
การโฟกัสจึงวิวัฒนาการเป็นสัญชาตญาณมนุษย์จนรุ่นปัจจุบัน เพื่อการสังเกตและทำให้ปลอดภัยต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไป
โฆษณา