Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
2Fi: Finance & Fitness
•
ติดตาม
25 ก.ย. 2021 เวลา 05:15 • หุ้น & เศรษฐกิจ
สิ่งที่คนลงทุนหลายคนอาจจะไม่เข้าใจโดยเฉพาะมือใหม่ (EP.6)
การทำ Asset allocation มือใหม่พอจะสามารถทำได้ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด และเป็นสิ่งที่ควรทำด้วย
ถ้าเป็นนักลงทุนที่มีการลงทุนในสินทรัพย์หลายชนิด แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องมีการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset allocation) กันอยู่แล้ว แต่นักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนในสินทรัพย์ชนิดเดียวมักจะไม่ได้ทำกันโดยเฉพาะมือใหม่
ครั้งนี้จึงจะขอพูดถึงแง่มุมหนึ่งในการนำ Asset allocation มาใช้ในการลงทุนสินทรัพย์เพียงชนิดเดียว ซึ่งน่าจะเข้าใจได้ไม่ยากสำหรับมือใหม่ เพราะที่จริงแล้วความรู้ในทำนองของการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset allocation), การบริหารหน้าตัก (Money management) หรือ การบริหารพอร์ตฟอลิโอ (Portfolio management) นั้นยังมีอีกหลายแง่มุมที่สามารถไปศึกษาเพิ่มเติมกันได้ ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็มีเรื่องที่ยังไม่รู้และไม่ถนัดอีกมาก
ตัวอย่างของการจัดสรรสินทรัพย์ในพอร์ตสำหรับผู้ที่ลงทุนในสินทรัพย์เดียวเช่น หุ้นรายตัว คริปโทเคอร์เรนซี่รายตัว ฯลฯ ก็คือ แบ่งสัดส่วนระหว่างสินทรัพย์ลงทุนชนิดนั้นกับเงินสด ซึ่งสามารถแบ่งได้หมดตั้งแต่ 0:100, 10:90, 20:80, 30:70, 40:60, 50:50,...ไปจนถึง 100:0 ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราที่มีต่อสภาวะตลาดในเวลานั้น
จากนั้นหากมีสินทรัพย์ลงทุนชนิดนั้นอยู่หลายตัวก็ต้องแบ่งสัดส่วนให้กับสินทรัพย์แต่ละตัวด้วย เช่น มีหุ้น 10 ตัว แต่ละตัวมีมูลค่า 10% ของหุ้นทั้งหมด หรือ มีคริปโทฯ 5 ตัว ตัวละ 30% 2 ตัว, 20% 1 ตัว, 10% 2 ตัว เป็นต้น ซึ่งการจะจัดสัดส่วนให้ทุกตัวเท่า ๆ กันหรือให้บางตัวมากบางตัวน้อย ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราที่มีต่อสินทรัพย์แต่ละตัวอีกเช่นกัน
ทีนี้จะขอยกกรณีตัวอย่างง่าย ๆ เช่น สมมติว่าเราจัดสัดส่วนพอร์ต หุ้น/คริปโทฯ:เงินสด แบบ 80:20 โดยที่มีหุ้น/คริปโทฯอยู่ 10 ตัว ตัวละ 10% เท่า ๆ กัน ด้วยพอร์ตที่จัดสัดส่วนแบบนี้เรียบร้อยแล้ว เราก็จะยังคงรักษาทั้งสัดส่วนของพอร์ตรวมทั้งสัดส่วนของสินทรัพย์แต่ละตัวเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่มุมมองของเรายังไม่เปลี่ยน ซึ่งเมื่อไหร่ที่มุมมองเปลี่ยนก็จะต้องมีการปรับพอร์ตเกิดขึ้น
ถามว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนมุมมองจะปรับพอร์ตตอนไหน? แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไปสินทรัพย์ที่เราถือจะต้องมีทั้งตัวที่ราคาขึ้นและตัวที่ราคาลง เราอาจจะกำหนดกรอบเวลาว่าจะปรับพอร์ตทุก 1 ปี ทุกไตรมาส ทุกเดือน ทุกสัปดาห์ หรือแม้แต่ทุกวัน ทั้งนี้ขึ้นกับสไตล์การลงทุนของแต่ละคน โดยจุดประสงค์ในการปรับก็เพื่อตัดขายส่วนกำไรของสินทรัพย์ที่ราคาขึ้น และซื้อเพื่อเติมส่วนที่ขาดทุนสินทรัพย์ที่ราคาลง เพื่อให้สัดส่วนของพอร์ตกลับมาเป็นไปตามที่กำหนดไว้อีกครั้ง
หากไม่ใช้การกำหนดกรอบเวลา ก็อาจจะกำหนดเป็นจุดขาย-จุดซื้อก็ได้เช่นกัน จุดหนึ่งที่มักใช้กันก็คือ +-20% คือเมื่อสินทรัพย์ราคาปรับขึ้นไป +20% ก็ขายส่วนกำไรออก หรือถ้าสินทรัพย์ราคาปรับลงมา -20% ก็ให้เติมเงินเข้าไปซื้อเพิ่ม เพื่อให้กลับมามีสัดส่วนเท่าเดิมนั่นเอง
วิธีนี้ยังสามารถใช้กับคนที่อาจจะไม่ได้ลงทุนแบบเงินก้อน (Lump-Sum) แต่มีการเติมเงินใหม่เป็นประจำได้ด้วย โดยแทนที่เราจะทำแบบ DCA คือกระจายซื้อทุกสินทรัพย์เท่า ๆ กันทุกเดือน เราก็ซื้อโดยที่ปรับพอร์ตไปด้วยเลย (คล้าย ๆ วิธีแบบ VA) หมายความว่าสินทรัพย์ไหนที่ราคาขึ้นก็ซื้อน้อย ตัวไหนที่ราคาลงก็ซื้อมาก เพื่อให้สุดท้ายแล้วสัดส่วนของพอร์ตยังเป็นสัดส่วนเดิมอยู่เสมอ
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้อาจจะไม่ใช้วิธีที่จะช่วยให้ทำกำไรได้สูงสุด แต่เป็นวิธีที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนของเรา สามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องมีความรู้ทางเทคนิคมากนัก และช่วยให้สามารถถือสินทรัพย์ได้นานขึ้น ไม่ต้องซื้อขายบ่อยเกินไปซึ่งเสี่ยงต่อความผิดพลาด เพียงแต่อาจจะต้องมีความรู้ในการเลือกสินทรัพย์ที่ดีพอจะถือได้ในระยะกลาง-ยาวนั่นเอง
บันทึก
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
สิ่งที่คนลงทุนหลายคนอาจจะไม่เข้าใจโดยเฉพาะมือใหม่
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย