27 ก.ย. 2021 เวลา 08:09 • หุ้น & เศรษฐกิจ
🕹 EV / EBITDA เทคนิคดูความถูกแพงของหุ้นที่สาย VI ต้องรู้ 👀
🚗 EV ไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้า แต่คือ Enterprise Value (Enterprise Value Per EBITDA) หรือมูลค่าสุทธิของกิจการ = Market Cap + Net Debt - Cash (มูลค่าตลาด + หนี้สินรวม - เงินสดรวม)
🏦 EV เหมือนมูลค่าทั้งหมดของหุ้น หรือคล้ายๆ กับราคาตลาดของหุ้น (Market price) เอาไว้เปรียบเทียบความถูกแพงของราคาหุ้นกับมูลค่าที่ควรจะเป็นนั้นเอง
💵 EBITDA คือ กระแสเงินสดสุทธิก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี จะเป็นกำไรที่ได้จากผลการดำเนินงานจริงๆ เพราะหักเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับผลการดำเนินงาน และบวกกลับด้วยพวกค่าเสื่อมต่างๆ ที่หักทางบัญชี แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เสียเงินจริงก็คือพวก Depreciation และ Amortization
🛠 Depreciation เป็นการหักค่าความเสื่อมที่เกิดจากการใช้สินทรัพย์ที่จับต้องได้ ( Tangible Assets) เช่น รถยนต์ โรงงาน อาคาร
📄 Amortization เป็นการหักค่าตัดจำหน่ายของสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Assets) พวกค่าลิขสิทธิ์ต่างๆ
📊 เมื่อเรานำค่า EV มาหารกับ EBITDA มันจะความหมายคล้ายๆ กับการนำ ราคาหุ้น มาหารด้วย กำไรต่อหุ้น หรือค่า P/E Ratio เอาไว้ใช้วัดความถูกแพง ว่าหุ้นตัวนั้นน่าลงทุนหรือไม่ ซึ่งเปลี่ยนแปลงทุนวัน ดังนั้นมี “ค่ายิ่งน้อย ยิ่งดี”
📌 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Enterprise Multiple ถูกนำมาใช้คือการต้องการประเมินมูลค่าหุ้นที่ยังมีผลขาดทุน แต่ EBITDA เป็นบวก
🚨 วิธี Enterprise Multiple เหมาะกับหุ้นที่สัดส่วนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อกำไรหรือค่าใช้จ่ายรวมค่อนข้างเยอะ เช่น หุ้นกลุ่มที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรจำนวนมาก เช่น หุ้นโทรคมนาคม หุ้นโรงแรม หุ้นโรงพยาบาล หุ้นท่าอากาศยาน
#BrightJustinvest #BrightInvestor
โฆษณา