Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สยามเทศะ โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
•
ติดตาม
8 ต.ค. 2021 เวลา 00:00 • ประวัติศาสตร์
คันฉ่องสำริด เขาสามแก้ว ชุมพร
หลักฐานโบราณวัตถุสมัยราชวงศ์ฮั่นบนคาบสมุทรแห่งสยาม
คันฉ่องสำริดแบบศิลปะจีนถือเป็นโบราณวัตถุที่พบในประเทศไทยตามแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในหลายๆ พื้นที่ ข้อมูลจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวคันฉ่องสำริดที่พบและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ อาทิ คันฉ่องสำริดแบบศิลปะจีน พบที่แหล่งเรือจมรางเกวียน จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นแหล่งเรือจมที่กำหนดอายุอยู่ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20 สันนิษฐานว่าเป็นวัตถุมงคลที่ช่างต่อเรือฝังตรึงไว้เพื่อให้ความคุ้มครองป้องกันภัยในการเดินทาง พบจำนวน 3 ชิ้น
โดยเฉพาะคันฉ่องที่มีลายนูนพบฝังตรึงอยู่กับกระดูกงูด้านหัวเรือ ลักษณะเป็นคันฉ่องบานขนาดเล็ก ด้านหน้าขัดเรียบ ด้านหลังมีลายนูนรูปต้นไม้และรูปกลุ่มบุคคล
การทำคันฉ่องสำริดของจีน เริ่มมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์โจวตะวันออก อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว มีการค้นพบแม่พิมพ์คันฉ่องที่มีลวดลายของสัตว์และดอกไม้ที่แหล่งโบราณคดีในมณฑลชานซี ประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีในสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก หลังจากนั้นก็มีการทำต่อมาเรื่อยๆ รวมทั้งเผยแพร่รูปแบบและเทคนิคไปยังดินแดนอื่นๆ ใกล้เคียง เช่น ญี่ปุ่นและคาบสมุทรเกาหลี เป็นต้น
บนคาบสมุทรแห่งสยามประเทศหรือภาคใต้ของไทย ในยุคสุวรรณภูมิมีการค้นพบคันฉ่องสำริดสมัยราชวงศ์ฮั่นที่อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายแกะ ธรรมสุนทร
หลักฐานราชวงศ์ฮั่นยังค้นพบใน อ.คลองท่อม เป็นเศษคันฉ่องสำริด ปัจจุบันนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วัดคลองท่อม
ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ ที่แหล่งโบราณคดีเกาะต้อ ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ก็มีการค้นพบโบราณวัตถุชิ้นสำคัญคือ คันฉ่องสำริด และยังค้นพบคันฉ่องสำริดสมัยราชวงศ์ถังที่ริมแม่น้ำเพชรบุรี อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๕ ชิ้นที่ ๑ พบในปี ๒๕๕๓ ชิ้นที่ ๒ พบในปี ๒๕๕๘
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง ได้ให้ข้อมูลคันฉ่องสำริดที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ว่า คันฉ่องสำริดเป็นโบราณวัตถุที่มาจากจีนมีการทำขึ้นตั้งแต่ก่อนสมัยราชวงศ์ฮั่น (๒๐๖ ปีก่อน ค.ศ. - ค.ศ.220) จนถึงสมัยราชวงศ์ซ้อง หลังจากนั้นสมัยราชวงศ์หยวน หมิง เริ่มนิยมใช้กระจกที่ทำจากแก้ว
สำริดเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก โดยมนุษย์โบราณหลังจากรู้จักการนำโลหะ เช่นทองแดง ทองคำ หรือเงินมาใช้ และเกิดการเรียนรู้กระบวนการหลอม (melting) การหล่อ (casting) ทำให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานโลหกรรมที่ซับซ้อนและมีความสวยงามมากขึ้น
จากนั้นจึงพัฒนาคุณภาพความแข็งของโลหะทองแดง นำไปสู่การคิดค้นโลหะผสมชนิดแรก คือ สำริด โดยมีหลักฐานว่าในพื้นที่แถบตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางการใช้สำริดของโลก มีการใช้สำริดมาแล้วไม่ต่ำกว่า ๕,๖๐๐ ปี และได้แพร่หลายเข้าสู่อินเดีย จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามลำดับ
โบราณวัตถุที่เป็นหลักฐานใหม่ที่นำเสนอโดยนายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ผู้รวบรวมโบราณวัตถุและค้นคว้าเรื่องสุวรรณภูมิ คือ เศษชิ้นส่วนคันฉ่องสำริดสมัยราชวงศ์ฮั่นของจีน ที่เขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร ซึ่งสอดคล้องกับการที่นักโบราณคดีพบร่องรอยหลักฐานที่สำคัญ ได้แก่ พบเศษภาชนะและตราประทับสำริดจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ในพื้นที่เขาสามแก้ว และที่ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี รวมทั้งบริเวณบ้านบางกล้วย อ.สุขสำราญ จ.ระนอง
1
ทำให้ข้อสันนิษฐานที่ว่าบริเวณ 5 จังหวัดภาคใต้ตั้งแต่ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี กระบี่ และพังงา เป็นแหล่งการค้าเชื่อมโยงกับเส้นทางสายไหมทางทะเลระหว่างโลกตะวันออกและ ตะวันตกในยุคโบราณมีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ หลักฐานสมัยราชวงศ์ฮั่นพบบริเวณเขาสามแก้วเป็นตราประทับสองชั้น รูปเต่า มีอักขระจีนโบราณ ๔ ตัว โอลิวิเย่ เวนจูเร่ นักวิจัยชาวฝรั่งเศส นำไปวิเคราะห์พบเป็นตราประทับสำริดรูปแบบเก่าแก่ที่สุดที่ใช้ในแผ่นดินจีน ช่วงพุทธศตวรรษที่ 5-9 โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ฮั่นนิยมใช้แพร่หลาย โดยแปลอักขระจีนโบราณทั้ง ๔ ตัวได้ว่า ตรงของหลู่ ยู่กง (Seal of Lu Yougong) เป็นตราประทับของเอกชน ไม่ใช่ของราชการหรือราชสำนัก คาดน่าจะใช้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5-7
เบเรนิซ เบลลิน่า นักวิจัยของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ ฝรั่งเศส ได้นำเสนองานวิจัยในปี พ.ศ.๒๕๖๐ ซึ่งเป็นรายงานผลการขุดค้นศึกษาระหว่างปี พ.ศ.๒๕๔๘ – ๒๕๕๒ ของโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยศิลปากร กับศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (ฝรั่งเศส) และอีกหลายองค์กรระดับชาติของทั้งไทยและฝรั่งเศส ในลักษณะงานสหวิทยาการโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์โบราณคดี ที่ลงพื้นที่ขุดค้นและสำรวจตรวจสอบถึง ๕ ปี โดยทำการขุดค้นจำนวนมากถึง ๑๓๕ หลุมทดสอบ ในพื้นที่ ๕๕ เฮคตาร์ ให้ข้อมูลถึงการติดต่อกับจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นว่า
การพบเศษเครื่องถ้วยสมัยราชวงศ์ฮั่นเป็นจำนวนมากถึง ๘๔ ชิ้น แบ่งเป็น ๒ จำพวก คือ ปั้นด้วยขดดินขึ้นรูปแล้วตี กับ ใช้แป้นหมุน โดยพวกขดดินขึ้นรูปนั้นยังมีการกดประทับผิวเป็นลายต่างๆ ส่วนพวกแป้นหมุนไม่พบการกดประทับลายแต่มีหูที่ประดับลวดลาย โดยเครื่องปั้นดินเผาแบบมีการกดประทับลายเหล่านี้จัดเป็นกลุ่มเครื่องถ้วยสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ซึ่งมี ๓ จำพวก คือ แบบจีนตอนใต้ แบบจีนตะวันออก และ แบบเวียดนามเหนือ และที่พบที่เขาสามแก้วส่วนใหญ่มาจากจีนตอนใต้
ในขณะที่อีก ๑ ใน ๔ มาจากมณฑลเจ้อเจียง และอีก ๑ ใน ๔ มาจากเวียดนามเหนือ เฉพาะที่มีหูเป็นหน้ากากเท่านั้นที่มาจากจีนตะวันออกตอนกลาง และแบบนี้ก็ไม่เคยพบในจีนตอนใต้และเวียตนามเหนืออีกด้วย โดยนับว่าเครื่องถ้วยสมัยราชวงศ์ฮั่นที่พบที่เขาสามแก้วนี้มากที่สุดที่พบนอกแผ่นดินจีนและเขตใกล้เคียง สัมพันธ์กับการพบวัสดุแบบจีนทำด้วยสำริด อายุประมารพุทธศตวรรษที่ ๕ ซึ่งสอดคล้องกับการบุกพิชิตจีนตอนใต้และเวียดนามเหนือของราชวงศ์ฮั่น
สำหรับข้อมูลจากวิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ชื่อ 'ประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช : พัฒนาการของรัฐบนคาบสมุทรไทยในพุทธศาตวรรษที่ ๑๑ - ๑๙' ปี พ.ศ.๒๕๔๔ ของ ปรีชา นุ่นสุข ได้เสนอหลักฐานเกี่ยวกับการเข้ามาค้าขายและแผ่อิทธิพลทางการเมืองของราชวงศ์ฮั่นในคาบสมุทรแห่งสยามประเทศไว้ว่า
' ...ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๕ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๐ เนื่องจากในสมัยนี้ได้ปรากฏบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่มีความเก่าแก่มากที่สุดที่ได้มีการกล่าวพาดพิงถึงเกี่ยวกับดินแดนแห่งนี้ในเอกสารของจีน คือ บันทึกของคณะทูตคณะหนึ่งของจักรพรรดิวูตี่ (Wu Ti) ของราชวงศ์ฮั่น (Han) ซึ่งครองราชย์ในระหว่างปี พ.ศ.๔๐๒ - ๔๕๖ รวมทั้งการค้นพบโบราณวัตถุในสมัยราชวงศ์ฮั่นเป็นจำนวนมากในดินแดนแห่งนี้
เอกสารโบราณดังกล่าวนั้น จึงได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากโบราณวัตถุที่ค้นพบเป็นจำนวนมากบนคาบสมุทรแห่งนี้ ที่แสดงให้เห็นว่าได้มีการขนส่งสินค้าระหว่างชายฝั่งตะวันออกกับชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร โดยผ่านเส้นทางลัดที่เรียกว่า 'เส้นทางคาบสมุทร' (Trans Peninsular Route) แล้ว ยังได้กล่าวด้วยว่า บนคาบสมุทรแห่งนี้มีสินค้าหลายอย่างซึ่งเป็นที่ต้องการของจีน โดยได้มีการแลกเปลี่ยนสินค้าเหล่านั้นกับทองคำและไหมจากจีน
ตลอดจนได้มีเมืองท่าบนคาบสมุทรแห่งนี้หลายเมืองที่ได้เคยส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังจีนแล้วในรัชสมัยของจักรพรรดิพระองค์นี้... '
เพราะฉะนั้นศิลปวัฒนธรรมของจีนเริ่มเผยแพร่ลงมาถึงคาบสมุทรแห่งสยามประเทศ โดยเริ่มแรกเป็นการติดต่อค้าขายทางบกกับพ่อค้าบนแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับดินแดนตอนใต้ของจีน
ต่อมาชาวจีนได้ค้าขายติดต่อกับพ่อค้าทางเรือชายฝั่งแถบเวียดนามเหนือ เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยและหายาก ซึ่งได้ไปจากดินแดนต่างๆ ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ภาชนะเครื่องมือเครื่องใช้ในวัฒนธรรมดองซอน (Dongson Culture) อาทิ กลองมโหระทึก ภาชนะเครื่องมือเครื่องใช้สำริดต่างๆ ตลอดจนคันฉ่องโบราณของจีนได้ถูกนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกับสินค้าพื้นเมือง จึงได้พบทั่วไปเกือบทุกประเทศ เช่น เขมร ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย
และในที่สุดพ่อค้าชาวจีนก็พบช่องทางสามารถแล่นเรือเลียบชายฝั่งลงมาค้าขายเองโดยตรงในสมัยราชวงศ์ฮั่น พุทธศตวรรษที่ ๖-๗ จีนได้จัดส่งคณะฑูตเดินทางมาสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับดินแดนต่างๆ ทางทะเลใต้และเลยไปถึงอินเดีย
ในบทความ ‘คอคอดกระ-Kra Isthmus ในจุดที่โลกจากอ่าวเบงกอลและทะเลจีนใต้พบกัน’ โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ได้ฉายภาพของเครือข่ายเส้นทางการค้าและความเชื่อสู่พัฒนาการของรัฐแรกเริ่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ชัดเจน โดยเฉพาะที่แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร ซึ่งอยู่ในเส้นทางการค้าในสมัยราชวงศ์ฮั่นต่อกับอินเดีย
‘ …สถานีการค้าในระดับเมืองท่าที่เขาสามแก้วนี้แตกต่างจากที่คลองท่อม ที่ต้องถือว่าเป็นสถานีและแหล่งผลิตสำคัญทางฝั่งอันดามันที่มีขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่าที่เขาสามแก้ว แต่ไม่ได้ตั้งอยู่ในจุดที่เป็นเส้นทางข้ามคาบสมุทรสำคัญ เช่น คอคอดกระ
ถือได้ว่าคลองท่อมเป็นสถานีการค้าหรือเมืองท่าขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าพวกลูกปัดแก้วและหินจำนวนมากและต่อเนื่องยาวนานกว่าทางแถบคอคอดกระ ไม่ว่าจะที่เขมายี้ ภูเขาทอง กระบุรี เขาสามแก้ว เขาเสก ซึ่งเป็นชุมชนที่ต่อเนื่องอยู่ในเส้นทางคอคอดกระในจุดที่การเดินทางสะดวกที่สุดในคาบสมุทรสยาม-มลายู
เขาสามแก้ว ถือได้ว่าเป็นสถานีการค้าและการผลิตขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าวเบงกอลต่อเนื่องกับทะเลจีนใต้ที่ไม่ต้องเดินเรืออ้อมแหลมมะละกา และเห็นร่องรอยการติดต่อของผู้คนจากบ้านเมืองโพ้นทะเลทั้งทางฝั่งอนุทวีปและทางหมู่เกาะและชายฝั่งไปถึงจีนตอนใต้ ซึ่งอยู่ในเส้นทางการค้าในสมัยราชวงศ์ฮั่นต่อกับอินเดียที่มีการค้าและติดต่อเกี่ยวเนื่องอยู่กับทางทะเลแดงต่อทะเลอาราเบียและชายฝั่งแอฟริกาอยู่แล้ว
เราสามารถกล่าวได้ว่า ร่องรอยของพุทธศาสนาที่มาพร้อมกับพ่อค้าและนักเดินทางในยุคนี้ คือร่องรอยของการค้าแร่ธาตุต่างๆ ส่งออกจากแผ่นดินที่เรียกว่าสุวรรณภูมิหรือแหลมทองในบันทึกความทรงจำต่อมา
เขาสามแก้ว เป็นเมืองท่าการค้าที่ใหญ่กว่าสถานีทางการค้าอื่นๆ ในคอคอดกระและชุมชนที่อยู่ริมฝั่งอันดามันและอ่าวไทย เป็นสถานีเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าจากพ่อค้าและนักเดินทางทางทะเล [Sea farers] ที่คงจะเป็นชาวออสโตรนีเชียนจากหมู่เกาะในฟิลิปปินส์และเกาะไต้หวัน ชาวจามทางเวียดนามหรือพ่อค้านักเดินเรือ ชาวจีนใต้จากราชวงศ์ฮั่นล้วนเคยมาทำการค้า และแวะพักก่อนจะใช้เส้นทางข้ามคาบสมุทรในจุดที่แคบที่สุดนี้เป็นทางผ่านเพื่อลดเวลาการเดินทาง... ‘
เมื่อประมวลหลักฐานโบราณวัตถุคันฉ่องสำริดที่พบมาตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่นในคาบสมุทรแห่งสยามประเทศ ทำให้เห็นว่าการค้าที่เชื่อมระหว่างจีน คาบสมุทรสยาม-มลายู หรือสุวรรณภูมิที่เป็นข้อกลาง ไปสู่อินเดีย เปอร์เซีย ตะวันออกกลาง เมดิเตอร์เรเนียน และแอฟริกา จึงเป็นเรื่องการเดินทางเชื่อมโลกทางทะเลที่มีมานานหลายพันปีแล้ว
ติดตามบทความ วิดีโอ และรายการต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
https://www.facebook.com/สยามเทศะ-โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ-วิริยะพันธุ์-323215901674254
https://www.youtube.com/user/lekprapai/featured
https://siamdesa.org
https://www.instagram.com/siamdesa_lekprapai/?hl=th
https://lek-prapai.org/home
https://www.blockdit.com/pages/60934dc31b39400c4b221773
1 บันทึก
4
1
1
4
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย