2 ต.ค. 2021 เวลา 16:42 • กีฬา
ความมั่นใจกับตำแหน่งผู้รักษาประตู
ความมั่นใจ (Confidence) จัดอยู่ในคุณลักษณะทางจิตวิทยาการกีฬาที่สำคัญอย่างมากของนักกีฬาทุกๆ คน ซึ่งก็รวมไปถึงผู้เล่นตำแหน่งผู้รักษาประตูในกีฬาฟุตบอลด้วยเช่นเดียวกัน บ่อยครั้งที่เราๆ ท่านๆ ได้เห็นฟอร์มการเล่นของผู้รักษาประตูคนใดคนหนึ่งที่อยู่ในช่วงที่กำลังมีความมั่นใจในการเล่นแล้วนั้นก็ยากที่จะมีใครยิงประตูหรือเอาชนะผู้รักษาประตูคนนั้นๆ ได้ตลอดช่วงเวลาการแข่งขัน 90 นาที
ความมั่นใจเป็นเรื่องของความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของผู้รักษาประตูแต่ละคนเกี่ยวกับความเชื่อในความสามารถทางการเล่นหรือการแข่งขันของตนเอง โดยที่ความรู้สึกนั้นเป็นทัศนคติเชิงบวกต่อสิ่งต่างๆ ที่จะช่วยให้ผู้รักษาประตูคนนั้นมีการเตรียมพร้อมที่ดี และสามารถรับมือกับความกดดันต่างๆ ต่อเกมการแข่งขันที่กำลังจะมาถึงได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
อย่างไรก็ตามความมั่นใจนี้ก็เป็นดังเช่นคุณลักษณะทางจิตวิทยาการกีฬาด้านอื่นๆ ที่มีทั้งในส่วนที่เป็นลักษณะนิสัยประจำตัว (Traits) และเปลี่ยนแปลงไปได้ตามสถานการณ์ (State) โดยเฉพาะกับผู้เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูด้วยแล้วนั้น ถือได้ว่าเป็นตำแหน่งที่ต้องแบกรับความกดดันสูงที่สุดในสนามเลยก็ว่าได้ ซึ่งการที่เป็นเช่นนี้นั่นก็เพราะตำแหน่งผู้รักษาประตูนั้นเป็นตำแหน่งที่แทบจะไม่สามารถสร้างความผิดพลาดให้เกิดขึ้นได้เลยในระหว่างการแข่งขัน ทั้งนี้ด้วยหน้าที่ในการรักษาประตู และตำแหน่งการเล่นนั้นก็คือผู้เล่นคนสุดท้ายที่ยืนอยู่ใกล้ปากประตูมากที่สุด ดังนั้นความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้ทีมต้องเสียประตูกับคู่ต่อสู้จนอาจนำไปสู่การพ่ายแพ้ในการแข่งขันในท้ายที่สุดอีกด้วย
เมื่อพูดถึงเรื่อง “ความมั่นใจ” ก็บังเอิญไปอ่านเจอเนื้อหาที่อาจารย์ “เรย์ คลีเมนซ์” (Ray Clemence) อดีตตำนานผู้รักษาประตู ทีมชาติอังกฤษ และเป็นผู้สร้างหลักสูตรการฝึกอบรมผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตูของสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) ซึ่งได้เขียนเรื่องของการสร้างความมั่นใจของผู้รักษาประตูไว้ได้อย่างน่าสนใจในหนังสือ AFC Goalkeeping Coaching Course Manual ว่า การสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นในตัวของผู้รักษาประตูนั้นสามารถทำได้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งใน 10 ข้อข้างล่างดังนี้
1. หาจุดแข็ง และข้อจำกัดที่มีอยู่ในตัวเองให้เจอ ซึ่งกระบวนการนี้เป็นกระบวนการแรกที่สำคัญที่ผู้รักษาประตูจะต้องรู้จักตัวเองให้ดีเสียก่อน โดยการพิจารณา และวิเคราะห์ให้ได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าวนี้อาจทำได้ด้วยตัวเองหรืออาจรับฟังความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมทีมหรือโค้ชเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาก็ย่อมได้ ทั้งนี้เมื่อได้ข้อมูลที่เป็นจุดแข็ง และข้อจำกัดในตัวเองแล้วก็ค่อยๆ พัฒนาปรับปรุงมันให้ดีขึ้น
2. พัฒนาพื้นฐานเรื่องเทคนิคการรับบอล ซึ่งเทคนิคในการรับนั้นคือพื้นฐานของการเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูอยู่แล้ว ดังนั้นการที่ผู้รักษาประตูที่มีเทคนิคพื้นฐานที่ดีก็ย่อมส่งผลต่อความมั่นใจให้เกิดขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้เมื่อเราได้ลองพิจารณาไม่ว่าจะเป็นการเล่นในระดับใดก็ตามข้อผิดพลาดในเรื่องเทคนิคการรับบอลก็ยังมีให้เห็น และเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ ทั้งที่เรื่องของเทคนิคนั้นเราก็ฝึกฝนกันมาแล้วตั้งแต่เป็นนักฟุตบอลระดับเยาวชน ดังนั้นแม้จะอยู่ในระดับสูงเพียงใดก็ตามก็ไม่ควรละเลยพื้นฐานในด้านเทคนิคการรับที่จะมีผลต่อความสามารถในการเล่น และระดับความมั่นใจในการเล่นหรือแข่งขันอีกด้วย
3. การฝึกซ้อมต้องมีความก้าวหน้าหรือพูดให้เข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือการฝึกซ้อมต้องมีความท้าทายด้วยการเพิ่มระดับความยากของงาน ซึ่งการบรรลุเป้าหมายความยากของงานที่เกิดขึ้นในการฝึกซ้อมได้ก็ย่อมทำให้ผู้รักษาประตูเกิดความมั่นใจได้ว่าจะสามารถทำได้ในช่วงเวลาของการแข่งขันได้ด้วย เหมือนกับในทำนองที่ว่ายากกว่านี้ก็ยังผ่านมาแล้ว
4. การฝึกซ้อมต้องสมจริง โดยในส่วนนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมาจากทั้ง 2 ส่วนคือตัวผู้รักษาประตูเองกับผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู ซึ่งการจะสมจริงได้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการวิเคราะห์ต่อเรื่องนั้นๆ ว่าความสมจริงนั้นอยู่ที่จุดไหน เช่น ถ้าซ้อมสบายๆ แล้วเวลาแข่งจริงมันก็สบายๆ อันนี้ก็ถือเป็นความสมจริง แต่ถ้าซ้อมสบายๆ แล้วเวลาแข่งมันไม่สบายแบบซ้อม อันนี้ก็ถือว่าไม่สมจริงเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ได้ว่าการฝึกซ้อมนั้นสมจริงหรือไม่นอกจากคนทั้ง 2-3 คนนี้ ทั้งนี้หากผู้รักษาประตูได้รับการฝึกซ้อมแบบสมจริงมาอยู่ตลอดทั้งสัปดาห์อยู่แล้วก็ย่อมที่จะส่งผลต่อความมั่นใจในการแข่งขันในสุดสัปดาห์ได้อย่างแน่นอน
5. มีสมาธิกับงานที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งก็เหมือนกับที่นักจิตวิทยาการกีฬามักจะพูดอยู่เสมอๆ ว่าเรื่องของจิตวิทยาการกีฬานั้นมีคำพูดที่มักจะพูดอยู่เสมอๆ 2 คำ คือ “ที่นี่” (Here) และ “เดี๋ยวนี้” (Now) โดยที่ความหมายก็มีชัดเจนอยู่ในตัวคือ “อยู่กับปัจจุบัน” และตั้งใจทำงานตรงหน้าให้ดีที่สุด เรื่องของเมื่อวาน ชั่วโมงที่แล้ว หรือวินาทีที่แล้วมันเป็นเรื่องราวของ “อดีต” ที่ย้อนกลับมาไม่ได้, เรื่องราวชั่วโมงข้างหน้า พรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า มันก็เป็นเรื่องของ “อนาคต” ที่เรายังไปไม่ถึง และไม่รู้จะไปถึงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำได้ก็คือ “ปัจจุบัน” เฉกเช่นที่ “น้องเทนนิส” ได้ทำเมื่อครั้งได้เหรียญทองประวัติศาสตร์ในโอลิมปิกที่ผ่านมา
ซึ่งน้องเทนนิสก็ได้เปิดเผยว่าได้นำหลักการทางจิตวิทยาการกีฬานี้มาใช้กับสถานการณ์รอบชิงชนะเลิศที่ตกเป็นรองด้วยคะแนนที่ตามหลัง และเวลาที่ใกล้จะหมดลง และนั่นก็ทำให้น้องเทนนิสสามารถเปลี่ยนสีของเหรียญรางวัลให้กับตนเองได้ในท้ายที่สุด
6. มีเป้าหมาย โดยที่การมีเป้าหมายที่ชัดเจนนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนช่วยให้ผู้รักษาประตูมีแนวทางให้ยึดมั่น และสามารถใช้สร้างความมั่นใจได้ในยามที่อ่อนล้าหรือเริ่มศูนย์เสียความมั่นใจ
7. “จิตใจที่แจ่มใส อยู่ในเรือนร่างที่สมบูรณ์” ฉันใด ผู้รักษาประตูก็ควรเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายให้มากขึ้นด้วยฉันนั้นโดยที่ร่างกายที่แข็งแกร่ง และบึกบึนนั้นจะมีส่วนสำคัญที่จะเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้รักษาประตูประดุจดังกับนักรบที่สวมชุดเกราะ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นผู้รักษาประตูระดับโลกหลายๆ คนนั้นมีร่างกายที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อมากกว่าผู้เล่นในตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งกล้ามเนื้อที่แข็งแรงนั้นนอกจากจะช่วยเสริมความมั่นใจแล้วยังช่วยป้องกันไม่ให้ผู้รักษาประตูได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ในการฝึกซ้อมหรือแข่งขันอีกด้วย
8. การพัฒนาโปรแกรมการฝึกซ้อมคือส่วนสำคัญโดยเฉพาะในช่วงที่สูญเสียความมั่นใจ การปรับเปลี่ยนโปรแกรมให้เหมาะสมโดยเป็นการทำงานในการออกแบบร่วมกันระหว่างผู้รักษาประตูกับผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตูคือส่วนสำคัญที่จะช่วยเรียกความมั่นใจของผู้รักษาประตูให้กลับคืนมาได้
9. ความเข้มแข็งทางจิตใจ ซึ่งสามารถหาได้จาก 2 ส่วนคือเรื่องราวที่ผ่านมาในอดีตนอกสนามของผู้รักษาประตูคนนั้นๆ ว่ามีชีวิตผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง ครอบครัวมีการเลี้ยงดูมาแบบไหน ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องนอกสนามกับเรื่องในสนามซึ่งก็คือประสบการณ์ที่ได้จากการแข่งขัน และเรื่องนี้ไม่มีทางลัด ซึ่งก็อาจเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้รักษาประตูที่เล่นมานานถึงได้ยิ่งเล่นยิ่งเก่ง ยิ่งอายุมากยิ่งเล่นได้ดี แม้ว่าสมรรถภาพร่างกายจะเริ่มโรยรางแต่สิ่งที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกันคือประสบการณ์ และความมั่นใจในการเล่น ดังนั้นน้องๆ ที่อยากไปถึงจุดนั้นก็ควรต้องหาทางลงเล่นให้ได้เป็นประจำสม่ำเสมอเพราะประตูบนม้านั่งกับประสบการณ์ในสนามนั้นมันแตกต่างกัน ส่วนจะทำยังไงให้ได้ลงนั้นก็ง่ายมาก “ซ้อม ซ้อม และซ้อม” เพราะมันคือสิ่งเดียวที่นักกีฬาทำได้ และที่สำคัญโค้ชทุกคนก็อยากได้คนที่เก่งเพื่อลงสนามไปแข่งขันให้ด้วยกันทุกคนละครับ
10. การสนับสนุนจากทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้รักษาประตูคนนั้นๆ โดยที่การสนับสนุนจากคนรอบข้างนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญกับผู้รักษาประตู โดยเฉพาะในยามที่ล้มเหลวหรือสูญเสียความมั่นใจ ส่วนจะสนับสนุนแบบไหนอย่างไรไม่มีรูปแบบตายตัว บางทีโค้ชที่คุณร่วมงานด้วย และเค้าทำให้คุณท้อปฟอร์มที่สุดในชีวิตก็อาจเป็นคำตอบที่จะกลับไปขอคำปรึกษาหรือคำชี้แนะในยามที่หมดกำลังใจ ส่วนผู้รักษาประตูบางคนอาจจะเฉยๆ และชอบที่จะถูกเพื่อนอำ เพื่อนล้อในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็เป็นไปได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วยเช่นกัน
สุดท้ายนี้ผู้รักษาประตูแต่ละคนก็อาจมีวิธีการสร้างความมั่นใจในแบบฉบับของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ซึ่งอาจจะนำแนวทางเหล่านี้ไปใช้ได้หรือใช้ได้บ้างหรือใช้ไม่ได้เลยก็ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างบุคคลอีกเช่นกัน ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากข้อมูลข้างต้นแล้วก็จะเห็นได้ว่าเรื่องของ “ความมั่นใจกับผู้รักษาประตู” นี้เป็นเรื่องที่สร้างได้ โดยที่บางเรื่องยิ่งเริ่มได้เร็วก็ยิ่งดี เช่นเรื่องของเทคนิคหรือความเข้มแข็งทางจิตใจ เป็นต้น ซึ่งประโยชน์ในเรื่องของความมั่นใจนี้ไม่ใช่เพียงแต่จะมีคุโณปการต่อการเล่นในสนามเท่านั้น ในทางตรงกันข้ามเรื่องของความมั่นใจยังส่งผลให้เกิดเป็นบุคลิกภาพประจำตัวที่เกิดขึ้นมาจากการเล่นในตำแหน่งนี้อีกด้วย โดยส่วนใหญ่ผู้รักษาประตูจะเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ มีสมาธิ ฯลฯ ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นภายในตัวผู้รักษาประตูตามมาอีกด้วย
โฆษณา