11 ต.ค. 2021 เวลา 12:40 • ข่าว
คุยการทูตสไตล์จีนกับท่านทูตกบ อรรถยุทธ์ ศรีสมุทร
ดิฉันเป็นคนหนึ่งซึ่งหลงใหลในภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศจีน รวมทั้งความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนที่มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงโลก โดยเฉพาะทวีปเอเชียไม่น้อย จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้มีโอกาสฟังเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศจีนจากท่านทูตอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง หรือ “ท่านทูตกบ” ผ่าน Podcast กระทรวงการต่างประเทศ ซีซั่น ๒ ตอนที่ ๕ (https://readthecloud.co/podcast/thai-ambassador-beijing/)
ท่านทูตกบเปิดภาพแผนที่ในหัวให้พวกเราเห็นถึงพื้นที่อันใหญ่โตมโหฬารของประเทศจีน ที่เต็มไปด้วยภูเขา ทะเล พื้นที่ราบ และพื้นที่ทะเลทราย รวมอยู่ในประเทศเดียว โดยการเดินทางจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งด้วยเครื่องบินก็ยังต้องใช้เวลานานมาก นอกจากขนาดที่ใหญ่โตมหาศาลแล้ว ในแง่บทบาทในเวทีระหว่างประเทศ จีนถือว่าเป็นประเทศที่มีความสำคัญมาก ท่านทูตระบุโดยคร่าว ๆ ว่ามีคณะทูตประจำการอยู่ในประเทศจีนทั้งหมด ๑๗๐ กว่าประเทศ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศอีกกว่า ๓๐ แห่ง รวมกลุ่มคนที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ด้วยทั้งหมดแล้วประมาณ ๒๐๐ สำนักงาน ตรงนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับไทย เนื่องจากทำให้มีโอกาสหารือกับประเทศอื่น ๆ และรับทราบว่าประเทศเหล่านั้นมีท่าทีต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง
กรุงปักกิ่ง  ภาพจาก istockphoto/dk1234
ไทยเราถือว่าโชคดีมากที่สถานทูตตั้งอยู่ในย่านเดียวกับสถานทูตต่าง ๆ ทั้งหมด ๑๐ ประเทศ ๑๐ สถานทูต ทำให้มีความสนิทสนมกันอย่างดี แต่บางทีก็ใกล้ชิดกันมากจนน่าประหลาดใจ เช่น กรณีที่สถานทูตของสองประเทศอยู่ในอาคารเดียวกัน เพียงแค่คนละชั้น แถมมีการใช้ห้องประชุมและที่จอดรถรวมกัน อย่างประเทศไอซ์แลนด์และเอสโตเนีย
ภาษาจีนถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทูตที่ประจำการในประเทศจีน เนื่องจากคนจีนใช้ภาษาจีนในการสื่อสารเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ทุกคนในคณะทูตสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ในระดับหนึ่ง และหากไม่ถนัดสื่อสารภาษาจีน ฝ่ายจีนก็มีบริการล่ามคอยอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากปัจจัยด้านภาษาแล้ว ความอาวุโสและประสบการณ์ของนักการทูตถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า เพราะจีนเป็นประเทศที่มีนโยบายการต่างประเทศที่มีพลวัต และมีบทบาทชัดเจน โดยเฉพาะภายใต้การนำของท่านหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน แสดงถึงเอกลักษณ์พิเศษของประเทศใหญ่ที่มีนโยบายที่แข่งขันในเวทีโลก และมีกิจกรรมระหว่างประเทศมากมายหลายระดับ
ล่าสุด ท่านทูตกบได้มีโอกาสร่วมงานปล่อยจรวดของจีน ที่ปล่อยจรวดเฉลี่ยเดือนละครั้ง เพื่อการโทรคมนาคม การสื่อสาร การวัดอุณหภูมิ การตรวจสอบทรัพยากรภาคพื้นดิน ความเคลื่อนไหวของลม เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าเทคโนโลยีของจีนนั้นก้าวไกลมากพอสมควร โดยตามหลังเพียงแค่สหรัฐฯ และรัสเซียเท่านั้น นอกจากนี้ จีนเริ่มมีการสร้างสถานีอวกาศ โดยได้ทำการส่งชิ้นส่วนชิ้นแรกขึ้นไปแล้ว และในอีกสองถึงสามเดือนข้างหน้าจะมีการส่งชิ้นส่วนเพิ่มเติมเพื่อไปประกอบในอวกาศ
ในอนาคตจีนจะส่งคนไปประจำที่สถานีอวกาศด้วย ซึ่งท่านทูตได้เล่าเพิ่มเติมว่า ไทยเองมีความสนใจที่จะเป็นฐานการปล่อยจรวดเช่นเดียวกัน เพราะอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร มีแรงโน้มถ่วงน้อยกว่า รวมถึงใช้เวลาในการปล่อยจรวดน้อยกว่า ติดเพียงว่าต้องคำนึงถึงอุตสาหกรรมที่จะรองรับฐานการปล่อยจรวด เนื่องจากต้องมีการสร้างชิ้นส่วนประกอบจรวดหลายชิ้น ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมด้านอวกาศของไทย ทั้งนี้ ปัจจุบัน จีนและไทยได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงวิชาการ ซึ่งทำให้ไทยสามารถซื้อบริการจากจีนได้โดยตรงโดยไม่ต้องทำการปล่อยจรวดเอง
นอกเหนือจากการส่งเสริมความสัมพันธ์กับจีนในเมืองหลวงแล้ว การเดินทางไปสานสัมพันธ์กับมณฑลต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันเป็นอย่างมากทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก โดยแต่ละมณฑลจากทั้งหมด ๒๒ มณฑล มีประชากรตั้งแต่ ๖๐ ล้านถึง ๑๐๐ ล้านคน และมีเมืองใหญ่ประมาณ ๗ - ๘ แห่ง และเมื่อทูตไทยมีโอกาสได้พบปะกับชาวจีนในมณฑลต่าง ๆ มักได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีเยี่ยม และมีความกระตือรือร้นที่จะมีปฏิสัมพันธ์ด้วยเสมอ โดยจะเชิญทูตไทยไปดูการจัดงานนิทรรศการและงานสัมมนาระหว่างประเทศต่าง ๆ ซึ่งการเข้าร่วมงานดังกล่าวถือเป็นการให้เกียรติเจ้าภาพ และเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของทูตไทย ทั้งในแง่การค้า การลงทุน และการส่งเสริมความร่วมมือในระดับท้องถิ่นและระหว่างประชาชนกับประชาชน รวมไปถึงการส่งเสริมความนิยมไทยหรือสินค้าไทยด้วย
ในแง่การส่งออกไปยังประเทศจีน และเมื่อพูดถึงผลไม้ไทยแล้ว “ทุเรียน” ไทยถือเป็นผลไม้โปรดปรานเป็นพิเศษของชาวจีน จึงควรส่งออกทุเรียนที่มีคุณภาพเป็นสำคัญ ส่วนผลไม้ชนิดอื่นไม่ว่าจะเป็น ลิ้นจี่ ลำไย เงาะ มังคุด หรือสัปปะรด ก็ถือเป็นผลไม้ที่คนจีนชื่นชอบ รวมไปถึงเครื่องแกงอย่าง ต้มยำกุ้ง ผัดไท และสินค้าเสื้อผ้าจากไทย ซึ่งแม้ว่าจีนเป็นแหล่งเสื้อผ้าและสิ่งทอของโลก แต่ชาวจีนมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของเสื้อผ้าไทย รวมไปถึงของใช้ในบ้าน เครื่องประดับตกแต่งบ้าน เครื่องเบญจรงค์ ไม้สัก งานแกะสลัก และงานจิตรกรรมต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่สามารถจะส่งออกไปจีนได้เช่นกัน
หนึ่งในงานใหญ่ที่สถานทูตไทยทั่วโลกต้องมีเหมือนกันหมด คืองาน “Thai Festival” ซึ่งเป็นเทศกาลของไทยที่มีการเผยแพร่วัฒนธรรมและอาหารไทย ในปีนี้ สถานทูตได้จัดงานในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ที่กรุงปักกิ่ง โดยเป็นการจัดงานแบบทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยได้เชิญนักร้อง คุณซันนี่ เกวลิน บุญศรัทธา มาพูดคุยกัน คาดไม่ถึงว่าเพียงวันเดียวจะมีผู้เข้าชมวิดีโอถึง ๒๕๐ ล้านวิว และในงานยังมีการขายสินค้าหลากหลายประเภท เช่น สินค้าอาหารไทย รวมถึงการแสดงต่าง ๆ อย่างเช่น มวยไทย และรำไทย หากไม่สะดวกเดินทางมางานด้วยตนเอง ก็สามารถเข้าชมผ่านทางออนไลน์ได้ นับเป็นอีกงานหนึ่งที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง จัดงานเทศกาลไทยประจำปี ๒๕๖๔ “Celebrating Songkran Festival with Thai Street Food”
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง จัดงานเทศกาลไทยประจำปี ๒๕๖๔ “Celebrating Songkran Festival with Thai Street Food”
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง จัดงานเทศกาลไทยประจำปี ๒๕๖๔ “Celebrating Songkran Festival with Thai Street Food”
ในช่วงสถานการณ์โควิด-๑๙ ที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนถือเป็นประเทศเดียวในโลกที่สวนกระแส โดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นบวกในปีที่ผ่านมา ส่วนในปีนี้ นักวิชาการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตร้อยละ ๘.๕ ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ ประชากรทั้งหมด ๑.๔ พันล้านคนเริ่มมีรายได้ที่ดีขึ้น โดยปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคของชาวจีนเปลี่ยนแปลงไป ในอดีตวัยรุ่นมักจะบริโภคสินค้าเชิงวัตถุ แต่ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการบริการมากกว่า เช่น ระบบอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็ว ระบบคมนาคมที่ให้ความสะดวกสบาย สถานที่จัดคอนเสิร์ต งานนิทรรศการ การท่องเที่ยว โดยผู้ประกอบการไทยสามารถถือโอกาสนี้มาลงทุนในประเทศจีนได้
สิ่งที่ท่านทูตกบประทับใจเป็นพิเศษ คือ ประเทศจีนให้ความร่วมมือกับต่างชาติเป็นอย่างดีแม้จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ในช่วงต้นปี ๒๕๖๓ ก็ตาม
ทางสถานทูตได้ประสานงานเพื่อรีบทำการอพยพนักเรียนไทยจำนวนประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน ออกจากเมืองอู่ฮั่นอย่างทันท่วงที และเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เมื่อทางการจีนประกาศปิดเมืองและสั่งการให้คนท้องถิ่นของจีนหยุดทำงานเพื่อกักตัวอยู่ในที่พักอาศัยของตนเอง ข้าราชการไทยก็ยังสามารถออกมาปฏิบัติงาน แม้กระทั่งช่วงตรุษจีนที่มีวันหยุดยาว ๘ – ๑๐ วัน โดยในแต่ละวันจะมีการหาข้อมูลว่าแต่ละประเทศมีแผนการอพยพคนอย่างไร เส้นทางการบินจะเป็นอย่างไร โดยจะต้องเจรจากับรัฐบาลจีนว่าจะให้เครื่องบินของไทยเข้ามาในเขตพื้นที่ได้หรือไม่ รวมถึงการแก้ปัญหาเรื่องการติดต่อสื่อสารกับคนไทยในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากมณฑลต่าง ๆ ของจีนเป็นอย่างดี ถือเป็นความประทับใจตลอดช่วงเวลาที่ท่านทูตกบได้ประจำการอยู่ที่ประเทศจีน
ประสบการณ์ของท่านทูตกบได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของงานด้าน ‘การทูต’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกฤตใหญ่ระดับโลกอย่างโควิด-๑๙ และยังทำให้เราได้ตระหนักรู้ถึงสายสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่างไทยกับจีน และการให้เกียรติซึ่งกันและกันของคนทั้งสองชาติในทุกระดับ ไปจนถึงโอกาสทางธุรกิจกับประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน
นางสาวพิมพ์ภัทรา ณ กาฬสินธุ์
เจ้าหน้าที่กองประมวลและวิเคราะห์ข่าว
กรมสารนิเทศ
โฆษณา