12 ต.ค. 2021 เวลา 01:08 • หุ้น & เศรษฐกิจ
กรณีศึกษา อาร์เจนตินา ประเทศที่คน อยู่แต่ในเมืองหลวง
2
“ยักษ์หัวโต แต่มีร่างแคระ” เป็นคำที่ใช้เรียกสถานการณ์ของประเทศอาร์เจนตินา
อาร์เจนตินามีพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 2,780,000 ตารางกิโลเมตร
เฉพาะเขตทุ่งหญ้าปัมปัส แหล่งเลี้ยงสัตว์ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ก็มีพื้นที่ถึง 760,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าประเทศไทยทั้งประเทศแล้ว
7
แต่รู้หรือไม่ว่า
เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอาร์เจนตินา คือ กรุงบัวโนสไอเรส
มีประชากรในเขตเมืองรวมปริมณฑลราว 15 ล้านคน
คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรอาร์เจนตินา 45 ล้านคน
ซึ่งเมืองแห่งนี้ก็มีขนาดเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วนถึง 45% ของทั้งประเทศ
4
การมีเมืองโตเดี่ยว อาจไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในประเทศที่มีขนาดเล็ก
และมีเขตเพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ไม่มาก
แต่สำหรับอาร์เจนตินา ที่เป็นประเทศขนาดใหญ่
ทำไมชาวอาร์เจนตินาถึงต้องมากระจุกตัวกันอยู่ในเมืองแห่งเดียว
1
เรื่องราวของกรุงบัวโนสไอเรสเป็นอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปในยุคที่ดินแดนแห่งนี้ยังเป็นอาณานิคมของสเปน
ชื่อ Argentina ถูกตั้งมาจาก Argentum หรือ “แร่เงิน” ในภาษาละติน จากการที่ชาวสเปนคาดหวังว่าจะพบแร่เงินในดินแดนแถบนี้
และถึงขนาดตั้งชื่อแม่น้ำใหญ่ที่ไหลผ่านว่ารีโอเดลาปลาตา ซึ่งแปลว่า แม่น้ำแห่งแร่เงิน
1
ชาวสเปนได้สร้างเมืองเล็ก ๆ อยู่บริเวณที่ราบปากแม่น้ำรีโอเดลาปลาตา ซึ่งเป็นทำเลที่ดี มีลมพัดแรง จึงพัฒนาให้เป็นเมืองท่า และตั้งชื่อว่า Buenos Aires ซึ่งแปลว่า “เมืองแห่งสายลมที่ดี”
7
แต่อาร์เจนตินาก็ไม่ได้มีแร่เงินตามที่ชาวสเปนคาดหวัง เจ้าอาณานิคมจึงละทิ้งดินแดนแห่งนี้ไปให้ความสำคัญกับดินแดนอื่น ๆ ในทวีปอเมริกาใต้ เช่น เปรู ที่มีแร่ทองแดงแทน
2
ทิ้งให้ชาวสเปนบางส่วนที่ยังอยู่ในอาร์เจนตินาต้องดำรงชีพด้วยการค้าของเถื่อน
จนกระทั่งอิทธิพลของสเปนเริ่มเสื่อมลงในช่วงปลายศตวรรษที่ 18
แล้วอาร์เจนตินา ก็ได้ประกาศเอกราชในปี 1810
2
แล้วของดีของอาร์เจนตินาก็เริ่มถูกค้นพบ..
2
ด้วยทำเลที่ตั้งที่มีภูมิอากาศอบอุ่นคล้ายกับทวีปยุโรป มีที่ราบกว้างใหญ่อยู่ใกล้แม่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ อาร์เจนตินาจึงมีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลทางตอนกลางของประเทศ
2
ทุ่งหญ้านี้ มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยทั้งประเทศ มีชื่อเป็นภาษาพื้นเมืองว่าทุ่งหญ้าปัมปัส
แปลว่า “ที่ราบ”
2
สมาชิกในรัฐบาลของอาร์เจนตินาหลังได้รับเอกราช ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นลูกหลานของชนชั้นนำเชื้อสายสเปน เป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ พ่อค้าที่ร่ำรวย หรือไม่ก็เป็นนายทุนจากยุโรป
3
รัฐบาลได้เข้ายึดครองเขตทุ่งหญ้าปัมปัสอันกว้างใหญ่ไพศาล สังหารชาวอินเดียนแดงพื้นเมืองที่ยังหลงเหลืออยู่จนหมด แล้วขายที่ดินราคาถูกให้กับนายทุนเหล่านี้
15
ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของทุ่งหญ้าปัมปัสก็เริ่มดึงดูดให้ชนชั้นนำจากยุโรปอพยพเข้ามาอยู่
ผู้คนเหล่านี้ได้นำหญ้าและวัวจากยุโรปมาเลี้ยง โดยเฉพาะวัวสายพันธุ์ Angus กับ Hereford จากเกาะอังกฤษ
3
ทำให้ในช่วงปี 1829-1850 สินค้าส่งออกเกือบ 70% ของอาร์เจนตินาก็คือ เนื้อวัวจากทุ่งหญ้าปัมปัสนี้เอง โดยมียุโรปที่กำลังร่ำรวยจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม เป็นจุดหมายปลายทางหลักในการส่งออก
2
กรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงและเมืองท่าหลักในการขนส่งสินค้า
ก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นจากเมืองเล็ก ๆ จนกลายเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรกว่า 300,000 คน
ในช่วงทศวรรษ 1850s
5
แต่อย่างไรก็ตาม บรรดาเจ้าของที่ดินเลี้ยงสัตว์ ก็ไม่ได้ต่อยอดด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ปล่อยให้หน้าที่นี้เป็นของนายทุนต่างชาติ
7
โดยเฉพาะชาวอังกฤษ ซึ่งเข้ามาลงทุนในการปรับปรุงท่าเรือ และสร้างทางรถไฟทั่วอาร์เจนตินาในปี 1885 เพื่อเชื่อมการขนส่งเนื้อสัตว์จากเขตทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ มายังกรุงบัวโนสไอเรสเพื่อส่งออกไปยุโรป
5
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกประการ คือในเวลาต่อมา ความต้องการข้าวสาลี และเนื้อแกะที่สูงขึ้นมากในยุโรป
ทำให้มีการเปลี่ยนทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์บางส่วน ไปเป็นเขตปลูกข้าวสาลี และเลี้ยงแกะ
2
การปลูกข้าวสาลี และเลี้ยงแกะต้องใช้แรงงานมากกว่าการเลี้ยงวัวมาก ในช่วงปี 1890 อาร์เจนตินามีประชากรเพียง 4 ล้านคน จึงต้องมีการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ
โดยเฉพาะแรงงานอพยพจากอิตาลี
3
เวลานั้น อิตาลีเพิ่งรวมประเทศใหม่ และมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมทางภาคเหนือของประเทศ รัฐบาลอิตาลีจึงทุ่มงบประมาณในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมให้ทางตอนเหนือ
1
ส่วนภาคใต้ที่เป็นเขตเกษตรกรรมถูกปล่อยปละละเลย ชาวอิตาลีตอนใต้เกือบ 5 ล้านคน จึงอพยพไปยังทวีปอเมริกา บางส่วนก็ไปสหรัฐอเมริกา บางส่วนก็ลงใต้มาอาร์เจนตินา
แต่สิ่งที่ผู้อพยพที่เข้ามาในอาร์เจนตินา แตกต่างจากผู้อพยพที่ไปสหรัฐอเมริกา ก็คือ “การถือครองที่ดิน”
2
สหรัฐอเมริกามีดินแดนกว้างใหญ่ที่ยังไม่มีเจ้าของ และรัฐบาลดึงดูดผู้อพยพด้วยการให้สิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดินเหล่านั้น
2
ส่วนอาร์เจนตินา ถึงแม้จะมีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่ที่ดินส่วนใหญ่กลับถูกครอบครองด้วยชนชั้นนำเชื้อสายสเปน
ซึ่งรัฐบาลก็มีส่วนในการสนับสนุนเรื่องนี้ ทำให้ผู้อพยพที่เข้ามาใหม่ส่วนมาก จึงเป็นเพียงลูกจ้างที่ทำงานในไร่ ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน..
4
เมื่อผู้อพยพก็มีจำนวนมากกว่าความต้องการแรงงานในภาคการเกษตร ท้ายที่สุด ผู้อพยพหลายล้านคน ต้องปักหลักทำงานอยู่ในเขตเมือง
2
โดยเฉพาะในกรุงบัวโนสไอเรส ซึ่งในช่วงนั้นเริ่มมีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ เช่น หนังวัว เครื่องแต่งกายจากหนัง หรือแปรรูปอาหาร
2
การส่งออกสินค้าเกษตรที่รุ่งเรืองทำให้กรุงบัวโนสไอเรสเติบโตเป็นอย่างมาก จนมีประชากรกว่า 1.2 ล้านคน ในช่วงทศวรรษ 1910s ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ GDP ต่อหัวของชาวอาร์เจนตินาติดอันดับ Top 10 ของโลกเลยทีเดียว
4
ความร่ำรวยทำให้นายทุนเจ้าของที่ดิน เศรษฐีเจ้าของกิจการต่าง ๆ มีเงินเหลือเฟือ จนสามารถเนรมิตเมืองหลวงให้สวยงามหรูหราด้วยอาคารสไตล์เมืองหลวงของฝรั่งเศส จนบัวโนสไอเรสได้รับฉายาว่า “ปารีสแห่งอเมริกาใต้”
2
ในขณะที่ฝั่งความบันเทิง โรงละคร และสถานบันเทิงมากมายถูกสร้างขึ้นทั่วกรุงบัวโนสไอเรสเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตอันหรูหรา มีการนำจังหวะการเต้นอันร้อนแรง ที่ถูกพัฒนาโดยแรงงานอพยพ ขึ้นมาสู่แวดวงสังคมชั้นสูง คนทั้งโลกรู้จักการเต้นรำนี้ในชื่อ “แทงโก”
3
ท่ามกลางความร่ำรวย บัวโนสไอเรสก็ยิ่งดึงดูดแรงงานอพยพจากยุโรปเข้ามาเรื่อย ๆ จนมีประชากรกว่า 3 ล้านคนในช่วงทศวรรษ 1920s ในขณะที่ประชากรของทั้งประเทศอาร์เจนตินามีเพียง 10 ล้านคน
การที่มีประชากรอยู่ในเมืองหลวงมากเกินไป
ทำให้ประเทศอาร์เจนตินามักถูกเปรียบเปรยว่า “เป็นยักษ์ที่มีหัวโต แต่มีร่างแคระ”..
1
ถึงแม้จะร่ำรวยจากทุ่งหญ้าปัมปัสอันอุดมสมบูรณ์ แต่นายทุนชาวอาร์เจนตินาก็ไม่ได้ต่อยอดธุรกิจไปสู่ด้านอื่น ๆ ไม่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักในประเทศ ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานก็ปล่อยให้ถูกควบคุมโดยนายทุนชาวต่างชาติ
4
ซึ่งถ้าความต้องการสินค้าเกษตรกรรมยังคงสูงอยู่ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร..
2
แต่ทว่า ความต้องการเนื้อสัตว์ ขนแกะ และข้าวสาลีก็เริ่มลดลงในช่วงทศวรรษ 1930s เมื่อโลกเกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่เรียกว่า “The Great Depression”
เรื่องนี้ทำให้รายได้ของชาวอาร์เจนตินาเริ่มลดลง กรุงบัวโนสไอเรสที่เฟื่องฟูก็ค่อย ๆ เสื่อมลง เกิดย่านเสื่อมโทรมขึ้นหลายแห่งในเมือง
1
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถึงแม้กรุงบัวโนสไอเรสจะไม่ได้รับความเสียหายอะไรเลย
แต่เพราะความหวาดกลัวว่าจะเกิดสงครามโลกอีกครั้ง
ประธานาธิบดีฆวน เปรอน ซึ่งเริ่มดำรงตำแหน่งในปี 1946 จึงเลือกที่จะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบปิด คือแยกตัวเองกับโลกภายนอก เพื่อลดผลกระทบหากเกิดสงคราม และปกป้องหลาย ๆ อุตสาหกรรมในประเทศที่เพิ่งเริ่มตั้งต้น
2
ถึงแม้จะมีเจตนาดี แต่นโยบายเช่นนี้กลับส่งผลเสียให้กับเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาในระยะยาว..
เพราะเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศอุตสาหกรรมในยุโรปและเอเชียตะวันออก ที่เปิดประเทศค้าขายกับต่างประเทศ ต่างฟื้นตัวและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
แต่อุตสาหกรรมในอาร์เจนตินายังคงล้าหลัง ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ และต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพื่อความอยู่รอด
6
เมื่อรวมกับนโยบายประชานิยมแบบสุดโต่งตลอดเวลา 9 ปีในการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีเปรอน จากปี 1946-1955 ทำให้รัฐบาลเริ่มขาดดุลงบประมาณหนักขึ้น
2
จนสุดท้ายก็จำต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาใช้จำนวนมาก โดยเฉพาะจาก IMF
เมื่อกู้เงินแล้ว แต่ไม่มีเงินมาใช้หนี้ ท้ายที่สุดก็หันมาใช้วิธีพิมพ์เงินไปใช้หนี้ และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ภาวะเงินเฟ้ออย่างมโหฬาร หรือที่เรียกว่า “Hyperinflation”
2
ความวุ่นวายจากปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ฝ่ายทหารเข้ามายึดอำนาจ
แต่รัฐบาลทหารก็ไม่ได้ช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น
15
ซ้ำร้ายด้วยปัญหาคอร์รัปชันอย่างหนักหน่วง และการเรียกความนิยมด้วยการก่อสงครามแย่งชิงหมู่เกาะฟอล์กแลนด์กับกองทัพอังกฤษแล้วจบลงด้วยความพ่ายแพ้ ก็ยิ่งเพิ่มภาระหนี้สินก้อนโตให้กับประเทศ
2
วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง หากเกิดขึ้นในประเทศที่มีพื้นที่ทำการเกษตร และผู้คนทั่วไปยังพอมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แรงงานในเมืองก็อาจอพยพกลับชนบท เพื่อไปทำงานในภาคการเกษตรได้ในยามที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ อย่างน้อยก็พอเพาะปลูกอาหารประทังชีวิต
5
แต่ด้วยโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจของอาร์เจนตินา ที่ผืนดินทำการเกษตรส่วนใหญ่ถูกครอบครองโดยนายทุน และบริษัทต่างชาติ เท่ากับว่า แรงงานในเมืองเหล่านี้ไม่มีที่ให้ไป นอกจากการอยู่ในเมืองต่อไป ในขณะที่ค่าครองชีพจากภาวะเงินเฟ้อก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ
3
ทุก ๆ ครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จะมีชาวอาร์เจนตินาราว 35% มีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งระดับความยากจน
1
หรือพูดง่าย ๆ จะมีคน 1 ใน 3 กลายเป็นคนจน ในทุกครั้งที่ประเทศแห่งนี้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งคนจนเหล่านั้น ส่วนใหญ่ก็กระจุกตัวอยู่ในกรุงบัวโนสไอเรส
1
วิกฤติโควิด 19 ก็เป็นหนึ่งในวิกฤติที่หนักหนาสาหัสสำหรับอาร์เจนตินา
การระบาดหลายระลอกต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 2 ปี มีผู้ป่วยกว่า 5 ล้านคน
ซึ่งการระบาดส่วนใหญ่ก็มีที่มาจากกรุงบัวโนสไอเรส ทำให้ต้องมีมาตรการล็อกดาวน์เมืองหลวงเพื่อลดการระบาด
3
ด้วยความที่เมืองแห่งนี้มีขนาดเศรษฐกิจ 45% ของทั้งประเทศ
จึงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของอาร์เจนตินา อัตราการเติบโต GDP ของอาร์เจนตินาในปี 2020 ติดลบเกือบ 10%
1
และจากวิกฤติในครั้งนี้ ก็มีการคาดกันว่า จะทำให้ชาวอาร์เจนตินากลายเป็นคนจน ราว 42% หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศเลยทีเดียว
4
กรณีศึกษาของอาร์เจนตินาจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
ด้วยโครงสร้างสังคมและการบริหารที่ผิดพลาด ที่ทำให้ผู้คนต้องมากระจุกตัวอยู่ในเมืองเมืองเดียว เผชิญหน้าวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
4
ทั้งที่ประเทศแห่งนี้มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์มากมาย มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก
และเคยมี GDP ต่อหัว ติดอันดับ Top 10 ของโลก
3
แต่ในปัจจุบัน ผู้คนกลับยากจน ไม่มีงานทำ อดอยาก ขาดแคลนอาหาร และแออัดกันอยู่ในเมืองบัวโนสไอเรส ถึงจะอยากหนีออกจากเมือง ก็ไปไม่ได้ เพราะไม่มีที่ไหนให้ไป..
11
โฆษณา