Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
นักจิตขี้เมาส์
•
ติดตาม
19 ต.ค. 2021 เวลา 13:21 • เพลง & ซีรีส์ เกาหลี
ถอดบทเรียน กับ ซีรี่ย์ "Hometown cha cha cha"
ถือว่าเป็นซีรี่ย์อีกเรื่องหนึ่งที่ใครดูก็ต้องติดงอมแงม เพราะทุกอย่างดีไปหมด ทั้งสถานที่ เพลงประกอบ ความน่ารักของพระเอก นางเอก และชาวบ้านหมู่บ้านกงจิน แถมเนื้อหาในซี่รีย์ก็เต็มไปด้วยแง่คิด คติสอนใจ ทำเอาใจฟูไปหมด
และด้วยความอินซีรี่ย์เรื่องนี้มาก เลยถือโอกาสมาถอดบทเรียนที่อู๋ได้เรียนรู้จากเรื่องนี้ ว่าได้สะท้อนอะไรข้อคิดอะไรบ้าง?
ลองอ่านและทบทวนเรื่องราวในชีวิตของตัวเอง ไปพร้อมๆกับซีรีย์เรื่องนี้ด้วยกันนะคะ
1. “ชีวิตคนเราไม่ใช่สมการ ที่จะสามารถคำนวณออกมาได้ และ มันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องด้วย” -ฮงดูชิก
จากตอนที่ 5 ที่ดูชิก ได้ไปช่วยงานฮเยจิน ที่ต้องไปสอนนักเรียนเรื่องการดูแลฟันในโรงเรียนของคุณครูโชฮี หลังจากเสร็จงานทั้งคู่ก็ได้ไปกินข้าวด้วยกัน และตอนนั้นทั้งคู่ดูเหมือนจะมีใจให้กัน
แต่ฮเยจินยังรู้สึกว่าพระเอกไม่คู่ควรกับเธอ เพราะตัวฮเยจินเองเป็นถึงหมอฟัน จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง มีเป้าหมายชัดเจน และหวังที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งต่างจากดูชิกที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ดูเหมือนไม่มีเป้าหมาย และดูคล้ายจะไม่มีอนาคต แต่หลังจากฮเยจินรู้ว่าดูชิกจบจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของประเทศ จึงอยากทดสอบว่า ดูชิกจบมหาวิทยาลัยจริงหรือไม่ จึงทดสอบด้วยการให้แก้สมการข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งดูชิกสามารถแก้สมการได้ทุกข้อ ด้วยความที่ฮเยจินยังคงสงสัยว่าทำไมดูชิกถึงใช้ชีวิตที่ดูเหมือนจะไม่ต้องการประสบความสำเร็จ แต่กลับกันในมุมมองของเธอ เธอมองว่า
“การประสบความสำเร็จคือ เมื่อลงทุนอะไรบางอย่างไป ก็ต้องได้รับกลับมาซึ่งเงิน และความสำเร็จ”
แตกต่างจากความคิดของดูชิก ซึ่งมองว่า ...
“บนโลกนี้มีหลายอย่างที่มีคุณค่านอกจากเงินและความสำเร็จ นั่นคือความสุข ความพอใจในตัวเอง ความสงบสุขของโลก ความรัก และชีวิตคนเราไม่ใช่สมการที่สามารถคำนวณออกมาแล้วได้คำตอบที่ตายตัว แต่ชีวิตเราแค่ได้โจทย์มา และตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาในแบบของเรา ก็เท่านั้น”
1
จะเห็นได้เลยว่าในมุมมองของสองตัวละครต่างกันอย่างสิ้นเชิง สะท้อนว่าแต่ละคนมีเป้าหมายในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน อย่าเอาบรรทัดฐานของตนเอง ไปตัดสินการใช้ชีวิตของคนอื่น เพราะความสำเร็จของแต่ละคนอยู่ที่คนคนนั้นจะให้คุณค่ากับสิ่งใดมากกว่า
2. “ความเงียบ ไม่ใช่ทางออกของปัญหา”
เห็นได้จากคู่ของจองฮวา กับ ยองกุก เลยค่ะ เป็นคู่ที่สื่อให้เห็นได้ชัดในปัญหาของการสื่อสารก็ว่าได้
ปัญหาที่ทั้งคู่หย่าร้างกัน โดยที่ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้เหตุผล แต่มาคลายปมตอนใกล้จะจบเรื่องด้วยสาเหตุที่ ยองกุกเมาและเผลอพูดถึงสิ่งที่คิดจากการการแต่งงานของจองกุกและจองฮวาว่า
“ การแต่งงานของเค้ากับจองฮวาเป็นแค่ความผูกพัน ไม่ใช่ความรัก พอถึงวัยที่จะแต่งงานแล้วรักแรกจากไป ก็แค่ตกกระไดพลอยโจรแล้วแต่งๆไปก็เท่านั้น การแต่งงานของเค้าเป็นแค่ความสงสาร”
บังเอิญจองฮวาเกิดได้ยินเข้า ทำให้เธอรู้สึกเสียใจ แต่ไม่เคยบอกจองกุกถึงสิ่งที่คิด หรือรู้สึกเลย สุดท้ายจากเหตุการณ์นี้ทำให้จองฮวาตัดสินใจขอหย่าจองกุก โดยให้เหตุผลว่า จองกุกทิ้งถุงเท้าไม่เป็นที่ จนผ่านไปหลายปี เรื่องนี้ก็ยังคงติดอยู่ในใจจองฮวา จนมีเหตุให้จองกุกได้รู้ว่าตนเองทำอะไรไปที่ทำให้จองฮวาเสียใจจนขอหย่า สุดท้ายทั้งคู่ได้ปรับความเข้าใจกันในที่สุด และกลับมารักกันเหมือนเดิม
จากความสัมพันธ์ของยองกุก และจองฮวา จะเห็นได้ว่า ....
หากจองฮวาตัดสินใจที่จะพูดบอกสิ่งที่ตนเองรู้สึกออกมา หรือถามจองกุกถึงประเด็นเหตุการณ์นี้ เรื่องการหย่าร้างของทั้งคู่อาจไม่ได้จบลงด้วยการหย่าร้างก็เป็นได้ อีกทั้งจองฮวาอาจจะไม่ต้องมานั่งเสียใจนานถึง 2 ปี กับการที่ตนเองไม่ได้พูดสิ่งที่คิด หรือรู้สึกออกไป ณ เวลานั้น
สุดท้ายแล้วเหตุการณ์ทั้งหมดก็สอนให้ได้เรียนรู้ว่า ความเงียบ หรือการไม่พูด ไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่หากเป็นการเพิ่มปัญหาในความสัมพันธ์ให้เรื้อรังมากขึ้นต่างหาก
3. “อนุญาตให้ตัวเองได้มีความสุข เพราะชีวิตคนเราไม่ได้ยืนยาวขนาดนั้น”
คุณยายกัมรีได้ฝากข้อคิดนี้เอาไว้ในตอนที่ 15 ก่อนที่คุณยายจะจากไปว่า...
"ได้กินของอร่อยมาหลายอย่าง
ได้ดูวิวสวย ๆ มาแล้วมากมาย
ได้เจอผู้คนดี ๆ
อะไรจะสุขใจไปมากกว่านี้ล่ะ...
ไม่ใช่แค่นั้นนะ
วันนี้... พระอาทิตย์ตกดินงดงามจับตาเชียวล่ะ
ปลาหมึกที่กินตอนมื้อเย็นก็อร่อยมากด้วย
พอลองมองดูรอบตัวแล้ว
ก็พบว่ารายล้อมด้วยสิ่งที่ล้ำค่ามากมาย
ในทุก ๆ วัน
ชั้นตื่นเต้นเหมือนวันก่อนที่จะได้ไปปิกนิกเลยล่ะ"
1
หากเปรียบความทุกข์เป็นจุดสีดำจุดหนึ่ง บนความสุขที่เปรียบเสมือนเสื้อสีขาวตัวใหม่ คงน่าเสียดายนัก ถ้าเจ้าของเลือกที่จะทิ้งเสื้อไป เพียงเพราะจุดสีดำจุดเดียว
ใช่ค่ะ ถึงแม้บางวันมันจะแย่มาก จนเรามองเห็นแต่ความทุกข์เต็มไปหมด แต่ถ้าหากเรามัวแต่ให้ความสำคัญกับความทุกข์ คงน่าเสียดายมากนักกับความสุขที่กำลังจะเกิดขึ้น
ลองหาความสุขเล็กๆในชีวิตของตัวเองให้เจอแล้วให้ความสำคัญกับมัน สุดท้ายเราจะพบว่าจุดสีดำบนเสื้อสีขาว ก็ไม่สะดุดตามากนัก เพราะฉันไม่ได้ให้ความสำคัญกับจุดเล็กๆสีดำนั้นแล้ว
4. “ให้อภัยตัวเองให้เป็น”
ฮงดูชิกมักโทษตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาไม่ได้รับโทรศัพท์ของปู่ขณะไปดูบอลโลก และปู่ต้องจากไป หรือตอนที่ รปภ ที่กู้เงินมหาศาลมาซื้อกองทุนพยายามฆ่าตัวตาย
แม้กระทั่งตอนที่พี่ชายคนสนิทประสบอุบัติเหตุขณะขับรถไปกับเขา เพื่อไปเยี่ยม รปภ ดูชิกคิดว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะตัวเขาเอง ดูชิกจึงเลือกที่จะไม่ให้ตัวเองมีความสุข และเกิดคำถามกับตนเองทุกครั้งว่า
“เขาเป็นคนที่มีความสุขได้จริงๆหรือ”
หากดูให้ถ่องแท้แล้ว การที่ทั้งคุณปู่เสีย พี่ชายคนสนิทเสียชีวิต รปภ หน้าตึกทำงานพยายามฆ่าตัวตาย เหตุปัจจัยไม่ได้เกิดมาจากดูชิก แต่มีปัจจัยอื่นๆประกอบกันหลายอย่าง เพียงแต่ความคิดที่ว่า เขาเป็นต้นเหตุให้คนอื่นๆรอบตัวต้องมีอันจากไป มันความเชื่อที่ฝังลึกลงไปของดูชิกแล้ว
ดังนั้นการโทษตัวเอง และรู้สึกผิดกับสิ่งที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ ไม่ใช่เรื่องดีนัก แน่นอนว่าหลายคนอาจจะมีความรู้สึกเหล่านี้อยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด ไม่มีใครไม่เคยไม่รู้สึกผิด แต่เมื่อผิดพลาดแล้ว และตระหนักรู้แล้วว่าตนรู้สึกเช่นไร กลับไม่ฝึกให้อภัยตัวเอง ไม่เรียนรู้ที่จะปลอบใจตัวเองให้เป็น และแก้ไขความรู้สึกผิดนั้น
ปัญหาหนักที่ต้องเจอคือ หลุมแห่งความทุกข์ ที่ตนเองเป็นคนขุด เพื่อฝังกลบความสุขของตัวเองเอาไว้
ถึงแม้ว่าทุกคนจะพยายามบอกดูชิกว่า ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่เขาก็ยังมีความเชื่อเดิมอยู่ สุดท้ายแล้วคนเดียวที่จะดึงความทุกข์ออกจากเขาได้ ก็คือตัวของเขาเอง
ดังนั้นฝึกให้อภัยตัวเองให้มาก เรียนรู้ที่จะปลอบใจตัวเองให้เป็น เพราะเมื่อวันนึงที่เราต้องเจอกับเรื่องไม่คาดคิด เราจะได้รับมือกับมันได้เหมาะสม โดยที่ไม่ทำให้ตัวเองต้องเจ็บปวดไปมากกว่าเดิม
5. “ความพยายามและความตั้งใจ มีค่ามากกว่าผลลัพธ์”
จากตอนหนึ่งของเรื่องที่จางอีจุน ลูกชายของจองฮวา สอบแข่งขันด้านคณิตศาสตร์ได้อันดับ 1 จองฮวา และยองกุก ได้พาอีจุนไปเลี้ยงฉลองที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง และขณะทานอาหารอยู่นั้น จองฮวาได้พูดกับลูกชายของเธอว่า
“ที่เรามาปาร์ตี้ครอบครัวกันตอนนี้ ก็ไม่ใช่เพราะอีจุนได้รางวัลด้วย”
“อีจุน ลูกเก่งมากที่ได้รางวัลมา ถึงลูกจะไม่ได้รางวัล เราก็จัดปาร์ตี้ฉลองกันอยู่ดี นี่เป็นปาร์ตี้ในโอกาสที่ลูกชายของแม่ พยายามอย่างเต็มที่ต่างหากล่ะ แม่ว่านั่นสำคัญกว่าผลลัพธ์อีกนะ”
จองฮวาคือต้นแบบของแม่ผู้ซึ่งมีทัศนคติเชิงบวกในการเลี้ยงลูกเลยล่ะค่ะ
ลองคิดตามกันดูนะคะ ถ้าหากอีจุนทุ่มเทพยายามเต็มที่ แต่ผลลัพธ์มันไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ หนำซ้ำพ่อแม่ยังตอกย้ำ ไม่ให้กำลังใจ คิดว่าเด็กๆจะมีกำลังใจที่จะทำต่อหรือไม่?
สิ่งสำคัญของความสำเร็จที่ได้ ไม่ใช่ผลลัพธ์ของมัน แต่หากเป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างทางต่างหาก เพราะกว่าจะทำบางสิ่งบางอย่างสำเร็จได้ ต้องแลกมาด้วยความพยายาม ความตั้งใจ ความอดทน แลกมาด้วยเวลาในการเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และการพยายามต่อสู้กับจิตใจของตนเองต่างหาก นี่คือสิ่งสำคัญมากกว่าความสำเร็จเสียอีก
6. “เวลาเป็นสิ่งเดียวที่ไม่สามารถเอาคืนกลับมาได้”
ลูกชายคุณยายกัมรีนั่งร้องไห้กับดูชิกหลังเสร็จงานศพคุณยาย และได้พูดคุยกับดูชิก ถึงความรู้สึกผิดในใจของเขาว่า
“คิดว่า แม่จะอยู่ข้างๆไปอีกนานแสนนาน เลยเอาแต่คิดเสมอว่า ค่อยไปเจอท่านทีหลังแล้วกัน เอาไว้คราวหลัง”
จนเขาลืมคิดว่า อาจจะไม่มีคราวหลังให้เจออีกต่อไปแล้วก็ได้
หากเราใช้ชีวิตในทุกนาทีให้มีความหมาย ใส่ใจกับทุกวินาทีที่ได้ใช้กับตัวเอง และคนที่เรารัก ทำวันนี้ให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เราจะไม่รู้สึกเสียดาย หรือรู้สึกผิดในภายหลัง และจะไม่คิดว่า
“ถ้าหาก รู้ว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ด้วยกัน คงจะใส่ใจเขามากกว่านี้” เพราะเราได้ทำชีวิตในทุกวินาทีให้มันมีความหมายแล้ว
สุดท้ายนี้ อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตให้มีความสุข ให้ราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้ใช้ชีวิตนะคะ
รัก
#นักจิตอูยอน
#HometownChaChaCha #ReviewSeries
#รีวิวซีรี่ส์ #seriesnetflix #Netflix
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย