เราชอบความเซอร์เรียลในความเรียลของหนัง ในสื่ออื่นๆ ที่เคยดูเขามีแต่ความรักและความฝันที่ขับเคลื่อนกันและกัน ทั้งสองฝ่ายต่างผลักดันและอุ้มชูอีกคนขึ้นไปในจุดที่สูงขึ้น แต่ในหนังเรื่องนี้กลับทำให้เราต้องเลือก “เพราะบางครั้ง ความฝันกับความรักก็ไปด้วยกันไม่ได้” ในวันที่ต่างคนต่างก็มีความฝัน มีชีวิตและเส้นทางที่ต้องเลือกเดิน การพาอีกคนไปด้วยกันจนถึงตลอดรอดฝั่งมันอาจจะไม่ได้ง่ายเสมอไป เพราะงั้นสิ่งที่ยากที่สุดคือการตัดสินใจ ว่าเราควรจะตัดสิ่งไหนทิ้งไปดี ซีน “I will always love you” มันเป็นอะไรที่ชัดเจนและสวยงามที่สุดในความสัมพันธ์นี้แล้ว
เราชอบซีน what if ของหนังมากๆ มันจะเป็นไปได้มั้ยที่คนทั้งสองคนจะก้าวเดินตามทางของความฝันและความรักไปพร้อมๆ กัน จะเป็นไปได้มั้ยถ้าหากเลือกอีกทางหนึ่งแล้วมันจะลงเอยด้วยความสุขแบบนั้น เป็นซีน what if ที่ทั้งมีอาและเซ็บไม่มีทางล่วงรู้มันได้เลย รวมถึงคนดูก็เช่นกัน พวกเราไม่มีทางรู้อะไรทั้งนั้นนอกจากความจริงที่ได้ปรากฏขึ้นแล้ว และไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก ในชีวิตคนเรานั้นก็ไม่ต่างกัน มันอาจจะมีบางครั้งที่เราเฝ้าสงสัยว่ามันอาจจะดีกว่ามั้ยหากเราเลือกเดินอีกทาง ซึ่งมันเป็นคำถามที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่สามารถตอบได้ สิ่งที่เราทำได้คือการจินตนาการถึงมัน ถึงทางเดินและความเป็นไปได้ที่ดีที่สุดเท่าที่มันจะเกิดขึ้น และนั่นจะไม่ใช่ทางที่คุณเลือกเดินในปัจจุบัน
ซีน I will always love you มันเป็นซีนที่สวยงามและขมขื่นมากๆ เป็นซีนที่ชอบเป็นอันดับต้นๆ ของเรื่อง เหมือนกับว่าทั้งเซ็บและมีอาต่างเข้าใจ และเคารพในการตัดสินใจของอีกฝ่าย ตัวละครเติบโตและยอมรับความจริงว่าการเดินตามความฝันที่ตนมีนั้นไม่สามารถพาอีกคนไปเคียงข้างได้ ทั้งคู่เลือกที่จะเดินตามความฝัน และทิ้งคำสำคัญอย่าง “ฉันจะรักคุณตลอดไป” เอาไว้เป็นเครื่องเตือนใจ ว่าต่อให้ความสัมพันธ์นี้จะไปไม่ได้ แต่ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กันมันจะยังคงอยู่และไม่ไปไหน ซึ่งมันก็มาโยงถึงพาร์ทตอนจบของหนัง เราคิดว่าทั้งมีอาและเซ็บต่างก็ยังรักกันอยู่เหมือนเดิมตามที่บอกไป แต่ทางเลือกที่ทั้งคู่ได้เลือกมันนำพามาสู่บทสรุปแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ และไม่เหมือนกับ What If Scene ในจินตนาการของพวกเขา