มายาคติหรือความเชื่อลวงอย่างหนึ่งที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ มักจะมีก็คือการลูกที่ดีคือลูกที่ต้องเชื่อฟังพ่อแม่...
เพราะพ่อแม่คือคนที่หวังดีกับเราที่สุด พ่อแม่คือคนที่รักเราที่สุด และอีกหลายร้อยเหตุผลที่พร้อมจะผลักลูกที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ให้กลายเป็นเด็กดื้อ หรือขั้นที่หนักสุดก็คือ กลายเป็นคนอกตัญญู
คำถามคือลูกที่ไม่เชื่อพ่อแม่ ผิดไหม? แล้วถ้าไม่เลือกเชื่อพ่อแม่ เขาไปเชื่อใคร?
เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่ได้เชื่อพ่อแม่ไปเสียทุกเรื่อง เราไม่ใช่ผลผลิตที่สมบูรณ์แบบจากการชี้นำของพ่อแม่ ไม่เช่นนั้นเราคงเป็นคนที่เพียบพร้อมไปทุกอย่าง รักความสะอาด มารยาทดี พูดจาไพเราะ โอบอ้อมอารีย์ มีวินัย ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน ฯลฯ
แน่นอนว่าช่วงต้นของวัยเด็กพ่อแม่มีบทบาทต่อเรามากที่สุด เราจึงเชื่อสิ่งที่พ่อแม่หรือคนเลี้ยงดูสอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่พอโตขึ้น เรามีต้องเข้าโรงเรียน พอเจอครูสอนวิชาความรู้ต่างๆ เราก็เชื่อสิ่งที่ครูสอน แน่นอนว่าบางอย่างเราก็เชื่อบางอย่างก็ไม่ พอเราเจอเพื่อนสิ่งที่เพื่อนบอกเราก็รับเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยรุ่นกลุ่มเพื่อนจะเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตเรามากขึ้น เพื่อนมีอิทธิพลกับเราสูงกว่าในวัยเด็กอย่างมาก กลุ่มเพื่อนที่เราใช้อ้างอิงจะเป็นตัวกำหนด ภาษาที่ใช้ การแต่งตัว กิริยาท่าทาง หรือแม้แต่แนวคิดในการมองโลก
ไม่เพียงแต่ผู้คนที่เราพบเจอในโลกทางกายภาพ ผู้คนในโลกออนไลน์ก็มีผลต่อเราเช่นกัน รวมไปถึง youtube ที่เราดู tiktok ที่เราติดตาม Instagram ที่เรา follow หรือเพจ Facebook ที่กด like หรือ tweeter ที่ติดเทรด์สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วส่งผลต่อความเชื่อของเราทั้งสิ้น
พอเราโตขึ้นเข้าทำงาน เราก็เริ่มต้องเชื่อเพื่อนร่วมงาน เชื่อเจ้านาย มีคู่รักก็เริ่มเชื่อสิ่งที่เขาบอก จะเห็นได้ว่าทุกสิ่งที่เราเชื่อมันจึงไม่ได้มาจากพ่อแม่ 100% แต่มันคือส่วนผสมของการเชื่อคนกลุ่มต่างๆที่เราได้ไปสัมผัสหรือมีปฏิสัมพันธ์ด้วยในแต่ละบริบทของชีวิต
กระบวนการทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้ในเชิงสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเรียกว่า กระบวนการขัดเกลาทางสังคม (socialization) ซึ่งมันเกิดขึ้นตลอดชีวิตของมนุษย์
ดังนั้นแล้วเมื่อเราเห็นกระบวนการนี้ เราก็จะเข้าใจว่าการที่ลูกจะเชื่อคนอื่นหรือเชื่อคำตอบใน Google มากกว่าพ่อแม่นั้น เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับทุกคน
คำถามคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดเมื่อลูกยังอยู่กับพ่อแม่มากที่สุด พ่อแม่ได้ทำให้เขารู้สึกหรือไม่ว่าพ่อแม่รักและเป็นห่วงพวกเขาอย่างแท้จริง ไม่ใช่คนที่คอยแต่บังคับพวกเขาให้ทำหรือไม่ทำอะไร และรอวันที่พวกเขาจะเป็นอิสระจากกรงขังนั้น เพราะความรู้สึกนี้คือสิ่งสำคัญกว่าคำสอนของพ่อแม่
พ่อแม่อาจจะไม่ถูกไปเสียทุกเรื่อง พ่อแม่ไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่องในสังคมในทุกช่วงชีวิตลูกโดยเฉพาะยุคที่โลกมันหมุนอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี แต่เมื่อใดก็ตามที่สิ่งที่พ่อแม่สอนไม่เหมาะกับเขาพวกเขาจะยังรับรู้ได้ถึงความหวังดีที่อยู่เบื้องหลังคำสอนเหล่านั้น
ดังนั้นแล้ว การใช้เหตุผล การเปิดให้ลูกได้เรียนรู้ และมีความคิดไต่ตรองสิ่งต่างๆด้วยตนเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญกว่าคำสอน
"จงสอนให้เขารู้จักคิด มากกว่าคอยกำหนดชีวิตของพวกเขา"
เพราะวันหนึ่งเขาจะได้ถือว่าเป็นลูกที่มีความคิดและใช้ชีวิตในสังคมต่อไปได้อย่างเข้มแข็งแม้ว่าวันนั้นอาจไม่ได้มีพ่อและแม่คอยสอนอะไรในชีวิตพวกเขาอีกต่อไปแล้วก็ตาม...
โฆษณา