มีบัญชีอยู่แล้ว?
เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือการโค่นลิเวอร์พูลจากบัลลังก์ทอง เขาจะทำได้หรือไม่ วิเคราะห์บอลจริงจัง จะพาย้อนอดีตไปด้วยกัน
1
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการทีมที่คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นเวลาทั้งสิ้น 27 ปี สาเหตุที่เขายืนหยัดได้นานขนาดนั้น เพราะเฟอร์กูสันมีความกระหายในชัยชนะตลอดเวลา
แน่นอนคุณต้องมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าเท่านั้นล่ะ ถึงจะสามารถคุมทีมใหญ่อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดได้ยาวนานเกิน 2 ทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลา 27 ปี มีอยู่หนึ่งครั้งที่เฟอร์กูสันเคยคิดจะลาออกจากทีม ไม่ใช่เพราะท้อแท้ ไม่ใช่เพราะไม่มีความสุข แต่เป็นเพราะเหตุผลอื่น
ย้อนกลับไปในปี 2001 เฟอร์กูสัน กำลังจะมีอายุครบ 60 ปี นี่เป็นวัยที่คนปกติจะคิดเรื่องการเกษียณ เอาตัวเองออกมาจากความวุ่นวาย แล้วอยู่บ้านเฉยๆ ใช้เงินที่หามาซื้อความสุขให้ตัวเอง
คนจำนวนมากจะมีรูทีนชีวิตแบบนี้ คือทำงานน้อยๆ แล้วให้เวลาเยอะๆ กับครอบครัว เพื่อเติมเต็มช่วงเวลาที่สูญหายไปในช่วงก่อนเกษียณ
เฟอร์กูสันเองก็คิดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นหลังจากได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในซีซั่น 2000-01 เป็นการคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 3 ซีซั่นติดต่อกัน ณ จุดนี้ไฟของเฟอร์กี้เริ่มจะมอดลง เพราะเขาไม่เหลือความท้าทายอะไรให้สู้อีกแล้ว
เขาได้แชมป์ลีกสูงสุด 7 สมัย แซงสถิติของเซอร์แมตต์ บัสบี้มาแล้ว (5 สมัย) แถมได้แชมป์ยุโรปมาแล้ว และได้แต่งตั้งยศศักดิ์เป็นเซอร์แล้ว คือในชีวิตลูกหนังคงไม่มีเกียรติยศอะไรจะสูงไปกว่านี้อีกแล้ว
ทำให้หลังจบฤดูกาล 2000-01 เฟอร์กูสันเข้าไปคุยกับมาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานสโมสรในขณะนั้น และบอกไปตามตรงว่าเขาอยากยุติอาชีพผู้จัดการทีมไว้แค่หลังจบซีซั่น 2001-02 ซึ่งเอ็ดเวิร์ดส์เมื่อได้ยินก็ตกใจ แต่เฟอร์กูสันอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจนถึง 3 ข้อด้วยกัน
ข้อที่ 1 เขาถึงจุดสูงสุดในอาชีพแล้วได้แชมป์มาแล้วทุกอย่าง มันเหมือนชีวิตการทำงานถึงเส้นชัยแล้ว
ข้อที่ 2 เขาอายุ 60 ปีพอดี เฟอร์กูสันรู้สึกว่าในวัย 60 มันเป็นกำแพงบางอย่างที่กั้นเขาเอาไว้ กล่าวคือเขาคิดว่าตัวเองไม่หนุ่มแน่นพออีกแล้ว มีความกังวลเรื่องสุขภาพของตัวเอง บางทีการโหมงานหนักทุกๆ วัน คงไม่ใช่เรื่องดีกับคนที่อายุเข้าเลข 6 แบบนี้
1
และข้อที่ 3 เขากลัวว่าถ้าคุมทีมไปนานกว่านี้ สโมสรจะยึดติดกับเขามากเกินไป และมันจะส่งผลร้ายต่อสโมสรเอง มันเคยมีเคสที่เซอร์แมตต์ บัสบี้ ที่คุมทีมมายาวนาน ประกาศลงจากตำแหน่งแล้วสโมสรก็ไปกันไม่เป็น ไม่มีผู้จัดการทีมคนไหน ทำทีมได้แชมป์ลีกอีกเลย จนเฟอร์กี้เข้ามานั่นแหละ
ดังนั้นเฟอร์กูสันจึงมองว่า เขาคุมทีมมาแล้ว 15 ปี เป็นตัวเลขที่กำลังสวย ถ้าลงจากตำแหน่งตอนนี้น่าจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย สโมสรจะได้มูฟออนจากเขาไปให้เร็วที่สุด
มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ รับฟังเหตุผลของเฟอร์กูสัน และนำเรื่องนี้ไปแจ้งต่อบอร์ดบริหาร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการประกาศเรื่องนี้กับสื่อ สาเหตุเพราะสโมสรต้องการให้เวลาเฟอร์กูสันกลับไปคิดทบทวนดูสักระยะก่อน ยังมีเวลาอีก 1 ซีซั่นเต็มๆ กว่าจะจบฤดูกาล บางทีเขาอาจจะเปลี่ยนใจได้
และจริงๆตอนนั้นแมนฯ ยูไนเต็ดก็ไปดูออปชั่นอื่นๆในตลาด มันมีผู้จัดการทีมบางคน ที่มีดีกรีพอจะคุมแมนฯ ยูไนเต็ดได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสเวน โกรัน เอริคส์สัน, อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ และ มาร์ติน โอนีล แต่ว่ากันตามตรงทั้ง 3 คนนี้ ไม่มีอะไรการันตีเลยว่า จะสร้างความสำเร็จได้เหมือนที่เฟอร์กูสันทำ
สำหรับเฟอร์กี้ เอาจริงๆ เขาก็รู้สึกสับสน กล่าวคือแม้จะมีเหตุผลมากมายที่บอกว่าเขาควรรีไทร์ แต่ในใจลึกๆของเขายังมีความกระหายไม่ลดลงเลย อย่างไรก็ตามเมื่อตัวเองแสดงเจตจำนงไปแบบนั้นแล้ว จะถอนคำพูดมันก็คงกระไรอยู่
เฟอร์กูสันจึงเก็บความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ตลอด คือถ้าเขาจะเปลี่ยนใจกลับมาคุมทีมอีกครั้ง เขาต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนจริงๆ ว่าทำไมถึงตัดสินใจแบบนั้น
1
ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในซีซั่น 2001-02 ผ่านไปครึ่งฤดูกาล ในวันที่ 25 ธันวาคม 2001 ซึ่งเป็นวันคริสต์มาส ไม่มีการแข่งขัน และไม่มีการซ้อม ทำให้ครอบครัวเฟอร์กูสัน ประกอบด้วยอเล็กซ์ ภรรยาเคธี่ และลูกชายทั้ง 3 คน มานั่งกินข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาตามธรรมเนียม
เคธี่ พูดขึ้นมาบนโต๊ะอาหารว่า "อเล็กซ์ เราทั้ง 4 คน ได้ข้อสรุปเรื่องตัวคุณแล้ว คุณจะไม่รีไทร์ในฤดูกาลนี้" ซึ่งไม่ทันที่เฟอร์กูสันจะตั้งตัว เคธี่ อธิบายเหตุผลมาอย่างชัดเจนว่า "ข้อแรกสุขภาพคุณยังแข็งแรงดี ข้อ 2 คุณยังอายุน้อยเกินไปที่จะรีไทร์ และ ข้อ 3 ฉันไม่ต้องการคุณตอนนี้"
1
เฟอร์กูสันเคยเข้าใจว่าการที่เขาอำลาวงการ เป็นสิ่งที่ภรรยาต้องการ เพราะเขาจะมีเวลากับเธอมากขึ้น และน่าจะทำให้ภรรยามีความสุขมากขึ้น ซึ่งก็อาจจะจริง เคธี่อาจแฮปปี้กับเวลาที่มีร่วมกับสามีมากขึ้นอีกหน่อย
1
แต่ในอีกมุมเธอเองเข้าใจดีว่า ความจริงแล้วสามีของเธอยังมีความกระหายแค่ไหน ชีวิตของอเล็กซ์คือการทำงาน และนี่ยังไม่ใช่เวลาที่เขาจะรีไทร์
2
คำพูดของภรรยานั้นมีเหตุผล แต่ปัญหาใหญ่อีกข้อคือตัวเฟอร์กูสันก็ไม่รู้ว่าจะกลับไปทำไม ในเมื่อได้แชมป์ทุกอย่างแล้ว ซึ่งทำให้ลูกๆของอเล็กซ์พูดขึ้นมาว่า "พ่ออย่าทำแบบนั้นเลย ยังมีอีกหลายอย่างที่พ่อทำได้นะ ลองคิดดูนะ พ่อสามารถสร้างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยุคใหม่ขึ้นมาได้เลย"
คำกระตุ้นจากคนใกล้ตัว ทำให้เฟอร์กูสันได้คำตอบในใจมากขึ้น ซึ่งเขาก็เห็นด้วยกับภรรยาและลูกๆ คือแม้จะได้ความสำเร็จมาแล้วมากมาย แต่ยังมีเป้าหมายอีกหลายอย่างที่เขาสามารถไปถึงได้ไม่ใช่หรือ?
อย่างเช่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 1999 ที่หลายๆคนคิดว่าเป็นที่สุดแล้ว และทีมปีศาจแดงคงไม่มีวันแข็งแกร่งได้เท่านั้นอีกแล้ว แต่จริงๆ แล้ว ทำไมเขาจะสร้างทีมที่แกร่งยิ่งกว่านั้นอีกไม่ได้ล่ะ
รวมถึงแชมป์ลีกสูงสุด มากที่สุดตลอดกาลของลิเวอร์พูลที่ 18 สมัย มันคงสะใจมาก ถ้าเขาโค่นสถิติอันยาวนานนั้นลงได้ ตอนนี้แมนฯ ยูไนเต็ดได้แชมป์ลีกไปแล้ว 14 ครั้ง อีกแค่ 5 ครั้งก็แซงได้แล้ว มันไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าจะทำไม่ได้
เมื่อหาเหตุผลหนักแน่นให้ตัวเองได้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2002 เฟอร์กูสันจึงยูเทิร์น เปลี่ยนใจขอคุมทีมต่อไป พร้อมทั้งเซ็นสัญญาระยะยาวกับสโมสร ท่ามกลางความโล่งอกของแฟนบอล และผู้บริหารของทีม
ในซีซั่น 2001-02 แมนฯยูไนเต็ดเสียแชมป์ให้อาร์เซน่อล จากนั้นเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ 2002-03 ทีมปีศาจแดงออกสตาร์ตได้ไม่สวย 6 เกมแรกของฤดูกาล ชนะ 2 เสมอ 2 แพ้ 2 อยู่อันดับ 10 ของตารางคะแนน ตามหลังจ่าฝูงอาร์เซน่อลถึง 6 แต้ม
4
ซึ่งเมื่อผลงานเป็นแบบนี้ ทำให้อลัน แฮนเซ่น อดีตนักเตะของลิเวอร์พูล ที่รับงานเป็นคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์เดลี่ เทเลกราฟ เขียนวิจารณ์เฟอร์กูสัน โดยตั้งชื่อหัวคอลัมน์ว่า
"Ferguson faces greatest challenge of his career" แปลว่า เฟอร์กูสัน เจอกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพผู้จัดการทีม
หลังจากอ่านบทความนั้น เฟอร์กูสันสวนคืนทันที โดยให้สัมภาษณ์กับไมเคิล วอล์กเกอร์ นักข่าวของหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดี้ยนโดยกล่าวว่า
"My greatest challenge was knocking Liverpool right off their fucking perch and you can print that"
1
แปลว่า "ความท้าทายของผม ไม่ใช่เรื่องผลงานในฤดูกาลนี้หรอก แต่ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการโค่นลิเวอร์พูลลงจากไอ้บัลลังก์เวรนั่นต่างหาก และที่ผมพูดไปเมื่อกี้ คุณตีพิมพ์ได้เลยนะ"
สิ่งที่เฟอร์กูสันบอก คือเป้าหมายเขาใหญ่กว่านั้นเยอะ เขาต้องการพาแมนฯ ยูไนเต็ดกลายเป็นสโมสรทีได้แชมป์ลีกสูงสุด มากที่สุดในประวัติศาสตร์ต่างหาก
1
หลายคนคิดว่าเฟอร์กูสันน็อตหลุดเลยตอบโต้ไปแบบนั้น แต่ความจริงนั่นคือสิ่งที่เขาคิดตั้งแต่ตัดสินใจจะไม่รีไทร์แล้ว เขาต้องการโค่นสถิติแชมป์ 18 สมัยของลิเวอร์พูลให้ได้
ฤดูกาล 2002-03 จบลง แมนฯยูไนเต็ดเริ่มต้นจากฟอร์มไม่ดี แต่เก็บแต้มรัวๆ แซงคว้าแชมป์ได้สำเร็จ บวกแชมป์ลีกเพิ่มเป็น 15 สมัย
จากนั้นเข้าสู่ยุคของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ แมนฯยูไนเต็ด คว้าแชมป์ 3 สมัยซ้อน (2006-07, 2007-08 และ 2008-09) ในที่สุดก็ตีเสมอลิเวอร์พูลได้สำเร็จเป็น 18 ต่อ 18
2
หลังแมนฯ ยูไนเต็ดตีเสมอ 18-18 มีเหตุการณ์คลาสสิคเกิดขึ้น คือเรื่อง "แบนเนอร์" ของแฟนๆ
ย้อนกลับไปในฤดูกาล 1994-95 แมนฯ ยูไนเต็ด ไปเยือนลิเวอร์พูลในช่วงปลายๆ ซีซั่น พวกเขาจำเป็นต้องชนะเพื่อทำแต้มไล่จี้แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส แต่ปัญหาคือเอริค คันโตน่า คีย์แมนของทีมไปโดนแบนยาว หลังจากกระโดดถีบแฟนบอลพาเลซ
1
เมื่อขาดคันโตน่า ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด สู้เกมนี้ไม่ได้ ลิเวอร์พูลชนะ 2-0 ซึ่งทันทีที่หงส์แดงชนะ แฟนลิเวอร์พูลในแอนฟิลด์ โชว์ป้ายแบนเนอร์ว่า Au revoir Cantona and Man.United ... Come back when you've won 18!
"ลาก่อนคันโตน่า และแมนฯ ยูไนเต็ด ไว้ค่อยปากดีตอนพวกแกคว้าแชมป์ 18 สมัยแบบเรานะ!"
1
สิ่งที่แฟนลิเวอร์พูลบอกคือ ลิเวอร์พูลได้แชมป์ลีก 18 สมัย ส่วนแมนฯ ยูไนเต็ดแม้จะมาฟอร์มดีช่วงหลังๆ แต่ก็เพิ่งได้แชมป์แค่ 9 สมัย ระดับชั้นยังอยู่ห่างไกลนัก
แต่นับจากวันนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ได้แชมป์ต่อเนื่องตลอด และหลังคว้าแชมป์ลีกในซีซั่น 2008-09 ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์เท่าลิเวอร์พูลที่ 18 สมัย แฟนแมนฯ ยูไนเต็ด จึงสะใจมาก และทำป้ายเอาคืนว่า
You Told us to come back when we've won 18 ... We are back แปลว่า "แกบอกพวกเราให้ปากดีตอนได้แชมป์ 18 สมัย โอเค ตอนนี้พวกเราประกาศศักดาได้หรือยัง"
1
ลองคิดดูว่าถ้าเฟอร์กี้เลิกคุมทีมไปตั้งแต่ตอนแรกจริงๆ คงจินตนาการไม่ออก ว่าแมนฯ ยูไนเต็ด จะสามารถตีเสมอลิเวอร์พูลได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้
หลังจากตีเสมอ 18-18 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ก็ย้ายไปเรอัล มาดริด แมนฯ ยูไนเต็ดจึงสะดุดเสียแชมป์ให้เชลซี แต่ก็คัมแบ็กกลับมาได้รวดเร็ว ในซีซั่น 2010-11 ยุคของเวย์น รูนี่ย์, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ และ ชิชาริโต้ แมนฯ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์ลีกอีกครั้ง ในที่สุดก็แซงลิเวอร์พูลเป็น 19-18
1
และปิดท้ายด้วยยุคของโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ (2012-13) ปีสุดท้ายของเฟอร์กี้ในการเป็นผู้จัดการทีม เขาอำลาทีมอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการพาแมนฯยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 20
1
ในที่สุด อเล็กซ์ เฟอร์กูสันก็สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้ได้สำเร็จจริงๆ
วันแรกที่เฟอร์กูสันมาคุมทีม คือปี 1986 ตอนนั้นแมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ลีกสูงสุด 7 สมัย ตามหลังลิเวอร์พูลไกลลิบ แต่ในช่วง 27 ปี ที่เฟอร์กี้คุม สุดท้ายแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แชมป์เพิ่มอีก 13 สมัย แซงหน้าลิเวอร์พูลได้สำเร็จ
ในโลกนี้แม้ทุกอย่างจะดูยากแค่ไหน แต่ทุกอย่างมีโอกาสเป็นจริงได้หมดถ้าไม่ยอมแพ้เสียอย่าง และสุดท้ายเฟอร์กูสันก็โค่นลิเวอร์พูลลงมาจากไอ้บัลลังก์เวรนั่นได้จริงๆ
4
#MISSIONCOMPLETED
    ฝากไว้ให้คิด
    มาเห็นโพสต์นี้หลังเกมจบ เจ็บปวดจังครับแอด 555
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      เข้าได้...แข่งไม่ได้ : สรุปเหตุการณ์ โนวัค ยอโควิช ถูกเนรเทศจากออสเตรเลีย | Main Stand หาก โนวัค ยอโควิช ลงแข่งขัน ออสเตรเลียน โอเพ่น 2022 และสามารถคว้าแชมป์สมัยที่ 10 ในรายการนี้ได้ เขาจะกลายเป็นนักเทนนิสที่คว้าแชมป์แกรนด์สแลมมากที่สุดในโลกแต่เพียงผู้เดียว
      [ตอนที่ 54] แนะนำภาพรวมของอักษรเบรลล์ An introduction to Braille scripts สำหรับเนื้อหาในตอนแรกของซีรีส์ “ว่าด้วยอักษรเบรลล์” เนื่องในโอกาสวันอักษรเบรลล์โลก (World Braille Day ที่ตรงกับวันที่ 4 มกราคม) จะเป็นเรื่องราวที่แนะนำภาพรวมของอักษรเบรลล์ ระบบตัวอักษรเพื่อให้คนบกพร่องทางการมองเห็นอ่านด้วยการสัมผัส ที่ใช้งานกันมานานกว่า 100 ปีแล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นจากประเทศฝรั่งเศส
      8 เทคนิคหาหุ้นเด้ง ❗️❗️ วันนี้ขอนำเสนอแนวคิดการลงทุนการหาหุ้นเด้ง ของนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่แห่งอินเดีย คือ Rakesh Jhunjhunwala มีฉายาว่า Warren Buffett แห่งอินเดีย ที่เงินทุนช่วงเริ่มต้นมีอยู่ประมาณ 100 ล้านเหรียญฯ ในช่วงปี 1985 ผ่านไป 30 ปี เขามีสินทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 1000 ล้านเหรียญ จนติดอันดับมหาเศรษฐีของอินเดียและของโลกไปแล้ว วิธีการลงทุนของ Rakesh Jhunjhunwala ประกอบด้วย 8 ข้อ ดังต่อไปนี้
      เล่นแชตหาคู่ ด.ญ.วัย 14 ขึ้นรถจากเชียงราย มาหาหนุ่ม 18 ที่เชียงใหม่ ครูแจ้งความลูกศิษย์วัย 14 ถูกหนุ่ม 18 หลอกนั่งรถสองแถวจากเชียงรายมาหาที่เชียงใหม่ ตำรวจตามไปเจออยู่ในบ้าน ญาติฝ่ายหนุ่มอ้าง ปัญหาสมองคิดช้า แต่ตำรวจบอกพูดจารู้เรื่องดี แจ้ง 2 ข้อหาหนัก พรากผู้เยาว์ และข่มขืนกระทำชำเราเด็กฯ
      ดูทั้งหมด