28 ต.ค. 2021 เวลา 11:20 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
เป็นไปได้หรือไม่? ถ้าหากมนุษย์ตั้งตั้งอาณานิคมบนดาวศุกร์ก่อนดาวอังคาร มาดูความเป็นไปได้ในเรื่องนี้กันเถอะ!!
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีความตื่นตัวมากมายเกี่ยวกับการตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการสำรวจขององค์การ NASA และโครงการ SpaceX ของ อีลอน มัสก์ ซึ่งกล่าวได้ว่าดาวอังคาร น่าจะเป็นเป้าหมายแห่งแรกในการก่อตั้งอาณานิคมนอกโลกของมนุษย์ในอนาคต
ดาวศุกร์ (Venus) ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะลำดับที่สอง ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องสาวฝาแฝดของโลก
แต่ถ้าหากมองย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 1970 นักวิทยาศาสตร์ได้เคยระดมสมองเพื่อหาหนทางความเป็นไปได้ในการเดินทางไปตั้งอาณานิคมบนดาวศุกร์ ดาวเคราะห์ที่ได้ชื่อว่าเป็นฝาแฝดของโลกเรา ดังนั้นจึงมีคำถามว่า ถ้าเช่นนั้นเราควรไปตั้งอาณานิคมบนดาวศุกร์ก่อนดาวอังคารดีหรือไม่?
และนี่คือการวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสีย ของการเดินทางไปตั้งอาณานิคมบนดาวศุกร์ ว่ามนุษย์จะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง
1
ข้อดี : ถ้าหากเราเลือกที่จะตั้งอาณานิคมบนดาวศุกร์แทนที่จะเป็นดาวอังคาร อะไรคือข้อดีที่เราจะได้รับจากการเลือกดาวเคราะห์ที่เปรียบเสมือนกับฝาแฝดของโลกเราใบนี้ ซึ่งจำเป็นต้องบอกว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้มีอะไรน่าสนใจกว่าดาวอังคารอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
1. ระยะทาง
เมื่อเทียบระยะทางระหว่างโลกกับดาวอังคาร (390 ล้านกิโลเมตร) และโลกกับดาวศุกร์ (61 ล้านกิโลเมตร) จำเป็นต้องบอกว่าระยะทางระหว่างโลกกับดาวศุกร์มีระยะทางที่ใกล้กว่ากันมาก จริงอยู่ว่าในบางช่วงจังหวะ ดาวอังคารจะโคจรเข้ามาใกล้โลกจนร่นระยะทางเหลือเพียงแค่ 54.6 กิโลเมตร แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
ด้วยระยะทางที่ใกล้โลกมากกว่า เลยทำให้การเดินทางไปตั้งรกรากบนดาวศุกร์มีความเป็นไปได้มากกว่าดาวอังคาร และทำให้นักบินอวกาศได้รับผลกระทบจากการเดินทางในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงและรังสีที่เป็นอันตรายในอวกาศได้น้อยกว่า
2. ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่า
โดยเฉลี่ยแล้ว ดาวศุกร์จะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ ซึ่งถ้าหากมนุษย์เดินทางไปตั้งรกรากบนดาวศุกร์ พวกเขาน่าจะได้รับความสะดวกสบายด้านพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ มากกว่าที่มนุษย์จะได้รับพลังงานแสงอาทิตย์จากดาวอังคาร
3. ชั้นบรรยากาศที่หนาแน่น
เนื่องจากดาวศุกร์มีชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นกว่าดาวอังคาร เลยทำให้มนุษย์ที่เดินทางไปตั้งอาณานิคมบนนั้นน่าจะได้รับความเสี่ยงจากรังสีและอุกกาบาตได้มากกว่า นอกจากนี้ ดาวศุกร์ยังมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาลในชั้นบรรยากาศ ซึ่งในอนาคต มนุษย์น่าจะมีเทคโนโลยีที่ดีกว่านี้ และสามารถนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาสกัดเพื่อดึงก๊าซออกซิเจนเพื่อนำมาใช้ได้
4. แรงโน้มถ่วง
ในฐานะที่เป็นดาวเคราะห์ที่มีมวลมากกว่า เลยทำให้ดาวศุกร์มีแรงโน้มถ่วงมากกว่าดาวอังคาร และในความเป็นจริง ดาวศุกร์มีค่าแรงโน้มถ่วงประมาณ 0.9 เท่าของโลก ในขณะที่ดาวอังคารมีแรงโน้มถ่วงคิดเป็น 0.4 เท่าของโลก
ด้วยค่าแรงโน้มถ่วงที่แตกต่างกัน เลยทำให้มนุษย์ไม่สามารถอยู่บนดาวอังคารได้นานโดยไม่ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในอาณานิคมบนดาวอังคาร จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงทุกวันเพื่อป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกและกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ในขณะที่ดาวศุกร์จะมีความเสี่ยงในด้านนี้น้อยกว่า เพราะมีแรงโน้มถ่วงใกล้เคียงกับโลก
ข้อเสีย : แม้ว่าจะมีเหตุผลที่ดีมากมายในการริเริ่มตั้งอาณานิคมบนดาวศุกร์แทนที่จะเป็นดาวอังคาร แต่ก็มีอุปสรรค์และข้อเสียมากมายอยู่เช่นเดียวกัน ที่จะลดทอนความน่าสนใจของดาวเคราะห์ที่ได้ชื่อว่าเป็นฝาแฝดของโลกใบนี้
1. ความดันบรรยากาศที่มากเกินไป
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ กำลังสร้างปรากฎการณ์เรือนกระจกอย่างรุนแรง จึงเป็นเหตุทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้มีอุณหภูมิที่อาจพุ่งสูงถึง 500 องศาเซลเซียส โดยความร้อนขนาดนี้สามารถหลอมละลายตะกั่วได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้ ความดันบรรยากาศอันมหาศาลบนดาวศุกร์ ยังมีมากจนทำให้เรือดำน้ำที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความดันใต้มหาสมุทรของโลกสามารถใช้งานจริงได้เพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น เพื่อกล่าวให้เห็นภาพได้ง่ายก็คือ แรงดันบนดาวศุกร์มีมากกว่าแรงดันบนโลกของเราถึง 90 เท่า เลยทีเดียว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภารกิจสำรวจดาวศุกร์ในช่วงแรกจึงล้มเหลว เพราะยานสำรวจที่ถูกส่งไปสำรวจพื้นผิวดาวศุกร์ไม่สามารถทดทานต่อแรงกดดันอันมหาศาลบนดาวศุกร์และอุณหภูมิที่ร้อนจัดเกินไป
2. ฝนกรด
ฝนกรดบนดาวศุกร์ เกิดจากปฏิกิริยาของซัลเฟอร์ไดออกไซด์และน้ำในชั้นบรรยากาศ ฝนบนดาวศุกร์มีความเป็นกรดสูง และเป็นอันตรายกว่าฝันกรดที่เลวร้ายที่สุดบนโลกประมาณ 2-3 เท่า
3. พายุที่รุนแรง
พายุบนดาวศุกร์มีความรุนแรง และสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วถึง 360 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าการหมุนรอบตัวเองของดาวศุกร์เกือบ 60 เท่า อย่างบนโลกของเรา แม้แต่พายุที่เร็วที่สุดก็ไม่เคยเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่มากกว่า 10 – 20 เปอร์เซ็นต์ ของความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลก
4. รอบกลางวันและกลางคืนที่นานเกินไป
ด้วยการโคจรหมุนตามแนวแกนที่ช้าบนดาวศุกร์ เลยทำให้หนึ่งวันบนดาวศุกร์เทียบได้กับ 116 วันและ 8 ชั่วโมง บนโลกของเรา ซึ่งหมายความว่าชาวอาณานิคมบนดาวศุกร์จะต้องใช้ชีวิตในหนึ่งวันบนดาวศุกร์เป็นระยะเวลานาน โดยผู้อาศัยด้านที่โคจรเข้าหาดวงอาทิตย์ จะต้องติดอยู่กับช่วงเวลากลางวันนานติดต่อกันหลายวัน ในขณะที่ผู้อาศัยอีกด้านหนึ่ง จะต้องติดอยู่ในช่วงเวลากลางคืนบนดาวศุกร์นานติดต่อกันหลายวันเช่นเดียวกัน เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่เหมือนเรื่องอื่น แต่มันก็อาจส่งผลกระทบต่อมนุษย์ที่คิดจะเดินทางไปตั้งอาณานิคมบนดาวศุกร์ได้เช่นกัน
ชาร์ตแสดงระดับความสูงบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ ที่แสดงให้เห็นว่ายิ่งสูงเท่าไร ก็ยิ่งมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการดำรงชีวิต
เมื่อวิเคราะห์จากข้อดีและข้อเสียบนดาวศุกร์ ทำให้เราพบว่าอุปสรรค์สำคัญคือพื้นผิวบนดาวศุกร์ไม่เหมาะสำหรับการตั้งรกรากเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าเราจะไปตั้งรกรากบนดาวศุกร์ได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์จึงเสนอแนวคิดที่ว่า เราต้องสร้างเมืองลอยฟ้าที่ตั้งอยู่เหนือชั้นบรรยากาศบนดาวศุกร์ประมาณ 50 กิโลเมตร ซึ่งในระดับความสูงขนาดนี้ มันเป็นสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกับโลกมากที่สุดเท่าที่เราจะค้นพบได้จากดวงดาวทั้งหมดในระบบสุริยะของเรา
ภาพจากจินตนาการ กับเมืองลอยฟ้า อาณานิคมของมนุษย์บนดาวศุกร์
โดยเหตุผลที่เราจำเป็นต้องสร้างอาณานิคมลอยฟ้าบนดาวศุกร์ เพราะในระดับความสูงเหนือพื้นผิวที่ 50 กิโลเมตร ความดัน แรงโน้มถ่วง การแผ่รังสี และอุณภูมิที่ใกล้เคียงกับโลกของเรา (ราว 30 – 50 กิโลเมตร) นั้นน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าการที่มนุษย์จะยอมลงไปเสี่ยงตั้งรกรากบนพื้นผิวดาวศุกร์ ทีกล่าวได้ว่ามีสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งมีชีวิตเอาเสียเลย
ยกเว้นเสียแต่ มนุษย์จะหาวิธีในการลดอุณหภูมิที่ร้อนจัดบนดาวศุกร์ได้ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้เสนอทฤษฎีที่ว่าเราอาจจะต้องสร้างกระจกสะท้อนแสงอาทิตย์ขนาดมหึมา เพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ที่ส่องมายังดาวศุกร์ เพื่อทำให้อุณหภูมิบนดาวเคราะห์ดวงนี้ค่อย ๆ ลดลง ส่วนความดันบนชั้นพื้นผิว มนุษย์วิทยาศาสตร์เสนอแนวคิดว่าบางทีเราอาจจำเป็นต้องทิ้งระเบิดไฮโดรเจนเป็นจำนวนมาก เมื่อระเบิดทำปฏิกิริยากับคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากในอากาศ พวกมันจะสร้างน้ำและกราไฟต์ ซึ่งในที่สุดก็จะครอบคลุมพื้นที่ 80 เปอร์เซ็นต์บนดาวเคราะห์ดวงนี้ และก่อให้เกิดมหาสมุทรน้ำตื้นขนาดใหญ่บนดาวศุกร์
ภาพจำลองดาวศุกร์ที่มีชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรโดย NASA
น่าเสียดายที่วิธีดังกล่าวอาจต้องใช้เวลานานในการเก็บรวบรวมข้อมูล และแนวคิดดังกล่าวจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง และน่าจะต้องใช้เวลาหลายสิบปีเลยทีเดียว กว่าที่จะสร้างอุปกรณ์เหล่านี้เสร็จสมบูรณ์และพร้อมใช้งานจริง แต่ถ้าหากทำได้จริง ความกดดันในบรรยากาศบนดาวศุกร์น่าจะลดลงเหลือเพียงแค่ 3 เท่าของโลกเรา หลังจากนั้นมนุษย์ก็ต้องใช้อุปกรณ์ในการสกัดคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศบนดาวศุกร์ในการผลิตก๊าซออกซิเจน เพื่อทำให้ดาวศุกร์มีสภาพแวดล้อมคล้ายกับโลกมากที่สุด
บทสรุป
เมื่อเปรียบเทียบดาวศุกร์และดาวอังคาร ดาวศุกร์มีขนาดและแรงโน้มถ่วงใกล้เคียงกับโลกมากกว่าดาวอังคาร และชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นก็น่าจะช่วยปกป้องมนุษย์จากรังสีที่แผ่ลงมาจากอวกาศที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับมนุษย์ เพียงแต่ปัญหาและอุปสรรค์สำคัญ ที่ทำให้การตั้งอาณานิคมบนดาวศุกร์ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ นั่นคืออุณหภูมิที่ร้อนจัดที่เกิดจากคาร์บอนไดออกไซด์และความดันบรรยากาศบนพื้นผิวที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต นี่ยังไม่รวมถึงเทคโนโลยีระดับสูงและเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่มนุษย์จะต้องใช้เพื่อปรับสภาพดาวเคราะห์ดวงนี้ให้เหมาะแก่การเป็นบ้านหลังใหม่ของมนุษย์ ขณะเดียวกัน การตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารเองก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย ด้วยหลายปัจจัยที่ซับซ้อน เพียงแต่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการส่งยานสำรวจไปบนพื้นผิวดาวอังคาร เลยทำให้เราได้ข้อมูลจากดาวอังคารมากกว่าที่ได้รับจากดาวศุกร์นั่นเอง
หากพูดแบบชี้ชัด จำเป็นต้องบอกว่าดาวอังคารน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับมนุษย์ ในการเดินทางไปตั้งอาณานิคมนอกโลกในแผนระยะสั้น ที่ต้องพูดแบบนี้ก็เพราะปัจจัยจากค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าและเทคโนโลยีในปัจจุบันที่เรามี เลยน่าจะทำให้การตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารเป็นเรื่องง่ายกว่าการตั้งอาณานิคมบนดาวศุกร์ เพียงแต่อุปสรรค์สำคัญที่ทำให้การตั้งรกรากบนดาวอังคารอย่างถาวรเป็นไปได้ยาก คือชั้นบรรยากาศที่เบาบาง และแรงโน้มถ่วงที่น้อยกว่าบนโลกเรามากเกินไป เลยทำให้เกิดคำถามว่า มนุษย์จะสามารถใช้ชีวิตบนดาวอังคารได้ในระยะยาวได้อย่างไร
เว้นเสียแต่ในอนาคต มนุษย์จะมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากกว่านี้ บางทีดาวศุกร์ อาจจะกลับมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจในการการตั้งรกรากในอนาคตของมนุษย์ก็เป็นได้
ข้อมูลจาก : MEDIUM.COM, WIKIPEDIA
โฆษณา