29 ต.ค. 2021 เวลา 13:00 • ข่าว
ข่าวดี !! บริษัท Merck ทำให้ยาต้านไวรัส Molnupiravir ถูกลง 88 เท่า จากเม็ดละ 580 บาท เหลือ 6.60 บาท
4
ข่าวดีมากสำหรับประเทศรายได้ปานกลางและยากจน โดยมีการแถลงข้อตกลงร่วมกันระหว่างบริษัท MSD (Merck&Co.,Inc.) บริษัท Ridgeback Biotherapeutics และมหาวิทยาลัย Emory
ว่าจะไม่คิดค่าสิทธิบัตรของยาต้านไวรัสตัวใหม่ Molnupiravir โดยได้ทำข้อตกลงกับ MPP (The Medicine Patent Pool) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางสาธารณสุขที่องค์การอนามัยโลกสนับสนุน
1
ข้อตกลงดังกล่าว ถือว่าเป็นข้อตกลงแรกที่เกี่ยวกับยาและเทคโนโลยีโควิด-19
โดยมีสาระสำคัญว่า ทั้งสองบริษัทและหนึ่งมหาวิทยาลัย จะไม่ขอรับค่าสิทธิบัตรจากยาต้านไวรัสดังกล่าวสำหรับการผลิตและจำหน่ายในกลุ่มประเทศรายได้น้อย
ทำให้ประเทศรายได้ต่ำ และรายได้ปานกลาง 105 ประเทศ และบริษัทยากกว่า 50 บริษัทในประเทศดังกล่าว สามารถผลิตยา Molnupiravir ได้เอง
2
จึงทำให้ราคายาต่อคอร์ส ลดลงอย่างมาก จาก 23,100 บาท( 700 เหรียญสหรัฐ) เหลือเพียง 264 บาท (8 เหรียญสหรัฐ) ลดลงมากกว่า 87.5 เท่าตัว
โดยมีเงื่อนไขว่า การไม่คิดค่าสิทธิบัตรดังกล่าวนั้น จะกระทำต่อเนื่องกันไป ตราบเท่าที่องค์การอนามัยโลกยังประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคระบาดของโลก ( Public Health Emergency of International Concern)
1
โดยการลงนามในข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2564
ผู้บริหารบริษัท Merck ได้ออกมาแถลงว่า บริษัทซึ่งก่อตั้งมากว่า 130 ปี มีเจตนารมณ์ที่จะวิจัยพัฒนายาและเวชภัณฑ์ต่างๆเพื่อช่วยมนุษยชาติเป็นหลัก
อธิการบดีของ Emory University แถลงว่า มหาวิทยาลัยมีนโยบายที่จะรับใช้มนุษยชาติหรือรับใช้สังคม
ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Ridgeback กล่าวว่าข้อตกลงนี้ เป็นตัวอย่างที่สำคัญของความร่วมมือที่จะทำให้ระบบสุขภาพของโลกดีขึ้น
ผู้บริหารของ MPP กล่าวว่า เป็นข้อตกลงแรกที่เกี่ยวกับ โควิด-19 ในอดีต MPP ได้ทำข้อตกลงที่ทำให้ประชาชนที่อาศัยในประเทศรายได้ปานกลางและประเทศยากจนได้เข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นกับชีวิตในราคาที่ไม่แพง เช่น กลุ่มยาโรคเอดส์ ยาโรคไวรัสตับอักเสบซี และยารักษาวัณโรค เป็นต้น
1
ยา Molnupiravir เป็นยาที่ได้รับการพัฒนาขึ้น โดยมหาวิทยาลัย Emory และให้บริษัท Ridgeback และ Merck เป็นผู้รับสิทธิบัตรในการดำเนินการผลิตต่อไป
โดยมีชื่อรหัส MK 4482 และ EIDD 2801 ออกฤทธิ์ต่อต้านการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนของไวรัส
ในการวิจัยเฟสสาม สามารถลดจำนวนผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลได้ถึง 50% ในผู้ป่วยอาการน้อยหรือปานกลาง โดยไม่มีผู้เสียชีวิต
ขณะนี้อยู่ในการทดลองเฟสสาม และได้ยื่นขออนุมัติใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน (EUA) ต่อ USFDA และหน่วยงานของทวีปยุโรป (EMA)
ถ้าได้รับการอนุมัติ ก็จะเป็นยาตัวแรกของโลก ที่ออกฤทธิ์ต่อต้านไวรัสก่อโรคโควิด-19 โดยตรง
และถือเป็นข่าวดีมาก ที่ผู้เป็นเจ้าของและถือสิทธิบัตรยาดังกล่าว ได้ตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่มากในวงการธุรกิจ ไม่คิดค่าสิทธิบัตรยาใหม่ ที่สามารถทำเงินได้จำนวนมหาศาล
ทำให้ 105 ประเทศทั่วโลก สามารถเข้าถึงยาตัวนี้ได้ในราคาที่ถูกลงกว่า 88 เท่าตัว
ถ้าบริษัทต่างๆที่เกี่ยวกับยาและเวชภัณฑ์ ได้ดำเนินนโยบายแนวทางเดียวกันนี้
ก็จะทำให้ประชาชนกว่าครึ่งโลก ในประเทศที่ยากจนและประเทศรายได้ปานกลาง มีโอกาสได้รับการรักษาอย่างมีคุณภาพ
และน่าจะลดการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ เป็นการลดความเหลื่อมล้ำของมนุษย์ลงได้อย่างเป็นรูปธรรม
ผู้เขียนขอแสดงความชื่นชมและขอบพระคุณเป็นอย่างสูง กับทั้งสองบริษัทและหนึ่งมหาวิทยาลัย ที่ร่วมมือกันทำสิ่งที่ดี ที่สวยงาม ให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ครับ
Reference
โฆษณา