31 ต.ค. 2021 เวลา 13:37 • กีฬา
ดราม่าคลาสสิค กวาร์ดิโอล่า vs เอโต้ สุดยอดโค้ชปะทะสุดยอดนักเตะ ต้องจบลงด้วยการแยกทาง เรื่องราวเกิดขึ้นได้อย่างไร เราจะย้อนอดีตไปพร้อมกัน
ถ้าคุณเป็นเฮดโค้ชของสโมสรฟุตบอลแห่งหนึ่ง ในทีมมีสุดยอดกองหน้าที่ยิงกระจุย ช่วยให้ทีมชนะคู่แข่งทุกนัด แถมแฟนๆ ก็ยังรักอีกต่างหาก แต่นักเตะคนนั้นกลับมีนิสัยซับซ้อน ไม่ค่อยฟังใคร และยากจะควบคุม
เจอแบบนี้ คุณจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร
จะเก็บนักเตะไว้เพราะเสียดายพรสวรรค์ แล้วหาทางเคลียร์ใจกันให้ได้ หรือจะโละๆ ทิ้งไปเลย ให้จบกันไป
นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เขาเคยใช้เวลาถึง 1 ปี พยายามแก้ปัญหาความสัมพันธ์ ที่มีกับนักเตะอัจฉริยะในทีม ที่ชื่อซามูแอล เอโต้
1
ซามูแอล เอโต้ เป็นกองหน้าชาวแคเมอรูน เขาย้ายมาอยู่บาร์เซโลน่าในปี 2004
ผู้คนยอมรับว่า เอโต้ เป็นหัวหอกที่มีมาตรฐานสูงมาก หากปีไหน ไม่มีอาการบาดเจ็บการยิงประตูได้ 25 ลูกในลีก ต่อซีซั่น ถือเป็นเรื่องปกติ
1
แฟนๆ ชอบเอโต้มาก เพราะมีความเร็วจัดจ้าน ยิงได้ดีทั้งซ้ายและขวา เป็นผู้เล่นที่สม่ำเสมอยิงประตูได้เรื่อยๆ ไม่เคยแผ่วนาน ยิ่งไปกว่านั้น ในอดีตตอนวัยรุ่น เอโต้เคยเป็นผู้เล่นเรอัล มาดริด มาก่อน (ลงเล่น 3 นัด แล้วโดนปล่อยออกมา) ดังนั้นยิ่งเห็นเอโต้ ประสบความสำเร็จกับทีมเท่าไหร่ แฟนบาร์ซ่าก็ยิ่งสะใจเท่านั้น เพราะเหมือนเห็นเรอัล มาดริด เสียค่าโง่ ที่ปล่อยเพชรเม็ดงามออกจากทีม
ในซีซั่น 2005-06 เป็นจุดพีกของเอโต้ เขาพาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับลาลีกา แถมยังได้รางวัลดาวซัลโวของลีกอีกต่างหาก ด้วยจำนวน 26 ประตู
จุดเด่นของเอโต้ นอกจากฝีเท้าแล้ว เขายังมีอิทธิพลในห้องแต่งตัว มีความเป็น Leader เป็นคนคอยปลุกเร้าให้เพื่อนๆ ฮึดสู้เวลาสกอร์ตามหลัง หลายคนเชื่อว่า ในฤดูกาล 2007-08 ที่บาร์ซ่าจบอันดับ 3 ในลีก การที่เอโต้บาดเจ็บไป 7 เดือน มีผลแน่นอน ทั้งการขาดหัวหอกที่ไว้ใจได้ และคนที่คอยกระตุ้นนักเตะในห้องแต่งตัว
1
หลังจบฤดูกาล 2007-08 แบบไร้แชมป์ ทำให้บาร์ซ่าปลดแฟรงค์ ไรจ์การ์ด ออกจากตำแหน่งเฮดโค้ช และแต่งตั้งลูกหม้อของสโมสร เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ขึ้นเป็นบอสใหญ่แทน
1
ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน กวาร์ดิโอล่ามีแผนในใจแล้ว ว่าจะเปลี่ยนบาร์เซโลน่าอย่างไร จากเดิมในยุคไรจ์การ์ด นักเตะจะเน้นที่ความสามารถเฉพาะตัวเป็นหลัก แต่ในยุคของกวาร์ดิโอล่า ทีมเวิร์ค และระบบการเล่นต้องมาก่อนตัวบุคคล
1
ในเพรส คอนเฟอเรนซ์ วันแรกสุดที่รับงาน เขาจึงประกาศชัดเจนว่า นักเตะที่เขาจะโละทิ้งทันที คือโรนัลดินโญ่, เดโก้ และ เอโต้ "จริงๆ นักเตะในทีมชุดใหญ่ทุกคนมีคุณภาพสูงมาก แต่ผมคุยกับซิกี้ เบกิริสไตน์ ผู้อำนวยการเทคนิค และเราได้ข้อสรุปว่า เดโก้, โรนัลดินโญ่ และ เอโต้ จะไม่อยู่ในแผนของเรา"
นักเตะทั้ง 3 คน เป็นพวกเน้น Individual ใช้ความสามารถของตัวเอง ในการโจมตีคู่แข่ง ซึ่งไม่เหมาะกับแนวทางที่เป๊ปอยากให้เป็น ดังนั้นจึงประกาศออกมาชัดๆ กันแบบนั้น
1
โรนัลดินโญ่ย้ายไปเอซี มิลาน ส่วนเดโก้ย้ายไปเชลซี ขณะที่เอโต้ มีข้อเสนอจากทีมในลีกอุซเบกิสถาน พร้อมจ่ายหนักอย่างบ้าคลั่งถึงสัปดาห์ละ 860,000 ยูโร แต่เขาไม่ยอมไป ขออยู่สู้ต่อกับบาร์เซโลน่าและแสดงความมุ่งมั่นอย่างมากในช่วงปรีซีซั่น
1
บาร์ซ่าเล่นเกมอุ่นเครื่องไป 6 นัด เอโต้ยิงได้ 6 ประตู มากที่สุดในทีม ความกระหายของเขา ดูจะยกระดับทีมในทิศทางบวก กวาร์ดิโอล่าจึงไปปรึกษากับนักเตะซีเนียร์สามคนคือ การ์เลส ปูโยล, ชาบี เอร์นันเดซ และ บิคตอร์ บัลเดส ก่อนจะได้ข้อสรุปคือ เอโต้ จะได้อยู่บาร์ซ่าต่อในฤดูกาล 2008-09
1
การตัดสินใจของเป๊ป ดูจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะ 3 ประสานแนวรุกของบาร์ซ่า ประกอบด้วยนักเตะเวิลด์คลาสทุกตำแหน่ง เธียร์รี่ อองรี ปีกซ้าย, ลีโอเนล เมสซี่ ปีกขวา และ เอโต้ ยืนเป็นหน้าเป้า สามคนนี้เล่นด้วยกัน คู่แข่งก็ไม่รู้จะจับใคร เพราะเหนือชั้นทุกคน
8
แรกๆ บรรยากาศในทีมก็เป็นไปอย่างปกติ กวาร์ดิโอล่าก็ส่งเอโต้ลงเล่น และเอโต้ก็ตอบแทนด้วยการยิงประตู แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดปัญหาระหว่างสองคนขึ้น
1
ในช่วงต้นปี 2009 ทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างรุนแรงที่สนามซ้อม จุดเริ่มต้นคือ กวาร์ดิโอล่าสั่งให้เอโต้ฝึกซ้อมบางอย่าง แต่ตัวเอโต้มองว่าไร้สาระ และไม่จำเป็น จึงไม่ยอมทำ นั่นทำให้กวาร์ดิโอล่าโมโหมาก
1
เอโต้เล่าว่า "กวาร์ดิโอล่าขอให้ผมทำสิ่งหนึ่งระหว่างการซ้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่กองหน้าโดยปกติ จะไม่ถูกขอให้ทำอยู่แล้ว คือผมไม่ได้โมโหหรือแสดงอาการก้าวร้าวอะไรนะ แต่ผมคิดในฐานะกองหน้า ผมจึงบอกเขาไปว่า จะไม่ทำตามที่เขาสั่งหรอก ผมอธิบายไป ว่าไอเดียของเขามันผิดแล้ว "
1
เมื่อเอโต้ไม่ยอมทำตามคำสั่ง เป๊ปไล่เอโต้ออกจากสนามซ้อมวันนั้นทันที แต่เอโต้ก็ยังย้ำว่า "ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่กวาร์ดิโอล่าคิดจะทำ มันก็ไม่เวิร์กจริงๆ ในตอนจบของเรื่องนี้ ผมเป็นคนถูกต้อง กวาร์ดิโอล่าไม่เคยเล่นในตำแหน่งกองหน้า ต่างจากผมที่เล่นตำแหน่งนี้มาทั้งชีวิต คนทั้งโลกให้เกียรติผมว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเป็นกองหน้า และกวาร์ดิโอล่าก็ควรคิดแบบเดียวกันด้วย"
2
สิ่งที่ต้องยอมรับคือ ณ เวลานั้น เป๊ป เป็นโค้ช Rookie เพิ่งทำงานในลีกสูงสุดเป็นฤดูกาลแรก พาวเวอร์ต่างๆ ในการโน้มน้าวผู้เล่นระดับโลกยังถือว่าน้อยอยู่ คือยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองมาเลย ต่างจากเอโต้ ที่เป็นนักเตะเวิลด์คลาสแล้ว
1
ดังนั้นก็ไม่แปลก ถ้าเอโต้จะคิดว่า โค้ชใหม่จะไปรู้เรื่องรู้ราวอะไร เขาต่างหาก ที่เป็นกองหน้ามาตลอดชีวิต และรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับตำแหน่งนี้
1
"ถ้าคนที่มาบอกผมคือโค้ชที่มีประสบการณ์โชกโชนอย่างหลุยส์ เฟอร์นันเดซ ผมคงจะพูดว่า 'โอเค' แล้วก็ไม่พูดอะไรต่อ แต่สำหรับกวาร์ดิโอล่า จริงอยู่ ในฐานะนักเตะ เรารู้จักเขา แต่ในฐานะโค้ช เขายังไม่เคยโชว์ผลงานอะไรเลย และผมก็ไม่คิดว่าเขารู้จักห้องแต่งตัวของบาร์เซโลน่าชุดใหญ่มาก่อนด้วย"
2
เหตุการณ์ที่เกี่ยวพันกันจากเรื่องนี้ คือกวาร์ดิโอล่าก็รู้สึกผิด ที่ไล่เอโต้ออกจากสนามซ้อม แทนที่จะอธิบายดีๆ ดังนั้นวันต่อมา เขาจึงเชิญเอโต้มาร่วมดินเนอร์ด้วยกันที่บ้าน เพื่อปรับความเข้าใจกัน แต่เอโต้ปฏิเสธไม่ยอมไป โดยคิดว่า ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องเคลียร์ใจอะไรกัน
1
นี่เป็นรอยร้าวสำคัญที่เกิดขึ้น เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเอโต้ไม่ได้มีความเชื่อใจอะไรในตัวเป๊ปเลย และกำแพงในใจของเป๊ป ก็เริ่มก่อตัวขึ้นจากจุดนี้
1
หลังจากผ่านไปครึ่งฤดูกาล บาร์เซโลน่านำเป็นจ่าฝูงแบบสบายๆ กวาร์ดิโอล่าจึงอยากทดลองแผนใหม่ คือจับเอาลีโอเนล เมสซี่ มายืนเป็นกองหน้าตัวเป้า นี่เป็นแผนการเล่นที่เขาคิดใช้ในอนาคตอีกหลายปีข้างหน้า
เมสซี่มีเซนส์บอลเป็นเลิศ ถ้าจับมาอยู่ตรงกลาง ได้เล่นร่วมกับชาบี และอันเดรส อิเนียสต้า น่าจะทำให้เกมรุกของบาร์ซ่าอันตรายขึ้นอีก
2
แต่แน่นอน การจับเอามาเมสซี่มายืนกลาง แปลว่าเอโต้ต้องโดนจับถ่างไปยืนปีกขวา ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัดที่สุด มีอยู่เกมหนึ่งเอโต้เล่นฝั่งขวาแล้ว เล่นไม่ออก เขาจึงโดนเปลี่ยนตัวออก พร้อมความหงุดหงิด
หลังจบเกมในห้องแต่งตัว กวาร์ดิโอล่าเดินมาคุยกับเอโต้ถึงที่นั่งเพื่ออธิบายว่าทำไมเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเอโต้ออก แต่สิ่งที่เอโต้ทำคืออิกนอร์ เมินเฉยเป๊ป ราวกับว่าเป็นอากาศธาตุ เขาหันไปคุยกับเพื่อนร่วมทีม เอริค อบิดาล ที่นั่งข้างๆ กัน โดยไม่สนว่าเป๊ปพยายามจะอธิบายอะไร
1
สำหรับผลงานในสนาม บาร์ซ่ายิ่งเล่นยิ่งแกร่ง แผนปรับเมสซี่มายืนหน้าเป้า ดูจะได้ผลดีมาก นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2008 ที่บาร์ซ่าขึ้นจ่าฝูงได้ จากนั้นก็อยู่ยาว ไม่เคยร่วงตกลงมาเป็นอันดับ 2 อีกเลย
1
แต่คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือเอโต้ ยิ่งทีมเล่นดี การโดนจับยืนปีกขวาของเขาก็ยิ่งเป็นเรื่องชอบธรรม ณ เวลานั้น เขาผิดหวังมาก ที่เพื่อนร่วมทีมคนอื่น ก็เห็นดีเห็นงามกับโค้ชกันหมด ไม่มีใครคิดจะปกป้อง หรือช่วยบอกโค้ชให้จับเขากลับมาเล่นหน้าเป้าเลย
1
หลายครั้งเอโต้ รู้สึกน้อยใจในเรื่องเล็กๆ เช่น ในเกมที่ถล่มชนะเซบีญ่า 4-0 ในเดือนเมษายน 2009 เขาเป็นคนยิงประตูได้แท้ๆ แต่เพื่อนๆ ทั้งหมดวิ่งไปดีใจกับชาบีคนที่สร้างสรรค์เกมขึ้นมา พอเอโต้หันหลังมาก็มึนงง เพราะไม่มีใครวิ่งมาดีใจกับเขาเลย คือผ่านไปหลายวินาที กว่าที่คนอื่นจะเดินมาหาเขาทีหลัง
1
ความขัดแย้งของเอโต้กับเป๊ป ยังมีต่อไป โดยในเดือนพฤษภาคม 2009 ณ เวลานั้นสโมสรเหลือโปรแกรมอีก 4 นัด ประกอบด้วย
1
17 พฤษภาคม 2009 : เรอัล มายอร์ก้า (ลาลีกา)
2
23 พฤษภาคม 2009 : โอซาซูน่า (ลาลีกา)
26 พฤษภาคม 2009 : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิง)
30 พฤษภาคม 2009 : เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า (ลาลีกา)
บาร์เซโลน่าได้แชมป์ลีกไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเป๊ปจึงต้องการให้ตัวหลักทั้งหมดได้พัก ในเกมเจอเรอัล มาร์ยอก้า และโอซาซูน่า เพื่อให้ทุกคนฟิตเต็มร้อย ก่อนจะเจอนัดสำคัญที่สุด กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
2
แต่ปัญหาคือ เอโต้กำลังขับเคี่ยวแย่งดาวซัลโวอยู่กับดีเอโก้ ฟอร์ลัน (แอตเลติโก้ มาดริด) และดาบิด บีญ่า (บาเลนเซีย) พอดี
หลังผ่านไป 35 เกมในลีก เอโต้เป็นดาวซัลโวอยู่ที่ 28 ลูก, ฟอร์ลัน 27 ลูก และ บีญ่า 25 ลูก มันสูสีกันอย่างมาก และนี่ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาโดนดร็อป เขาต้องลงเล่นต่อเพื่อยิงเพิ่ม
เอโต้จึงไปกดดันเป๊ปให้ส่งเขาลงสนาม ในเกมเจอมายอร์ก้ากับโอซาซูน่า สุดท้ายเป๊ปไม่รู้จะทำอย่างไรก็ต้องยอม
1
เอโต้จึงได้ลงเล่นทั้งสองเกมในฐานะตัวจริง ขณะที่คีย์แมนคนอื่น ทั้งเมสซี่, อิเนียสต้า, บุสเกตส์, ชาบี และ อองรี เป็นสำรองทั้งหมด
เรื่องนี้เป๊ปจะโมโหใส่เอโต้ก็ไม่ได้อีก เพราะ 1) เอโต้เป็นคีย์แมนในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิง คือถ้าเกมเจอแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีเอโต้ คงเหนื่อยมากที่จะชนะ คุณจะส่งโบยัน เคร์คิช หรือ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น ไปแทนเอโต้อย่างนั้นหรือ
2) เอโต้ เป็น Big Game Player เขายิงประตูนัดชิงโอลิมปิก ปี 2000 ช่วยแคเมอรูนคว้าเหรียญทอง และยิงนัดชิงแชมเปียนส์ลีก ปี 2006 ช่วยบาร์ซ่าชนะอาร์เซน่อล คือการมีนักเตะแบบนี้ไว้ ยังไงก็มีประโยชน์
1
และ 3) การทำให้บรรยากาศในห้องแต่งตัวพังพินาศก่อนนัดชิง มีดราม่าที่ไม่จำเป็นเกิดขึ้น คงไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก
ดังนั้นเป๊ปจึงกัดฟันยอมในครั้งนี้ แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกว่า ตัวเองอ่อนแอเหลือเกินในฐานะผู้จัดการทีม ที่ปล่อยให้นักเตะมามีอำนาจเหนือเขาได้ขนาดนี้
6
เมื่อเอโต้ได้ลงสนามในลาลีกาตามต้องการ ทำให้เขามีอารมณ์ดี และส่งผลโดยตรงต่อเกมนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยเป็นเอโต้นี่ล่ะ ที่ซัดประตูนำ 1-0 ให้บาร์ซ่า ด้วยเทคนิคเหนือชั้น หลอกเนมานย่า วิดิช จนหลังหัก ก่อนยิงผ่านมือเอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์เข้าประตูไป พอขึ้นนำแล้ว บาร์ซ่าก็เล่นง่าย ก่อนจะเอาชนะไป 2-0 ได้แชมป์ยุโรปไปครอง
1
จริงๆ แล้ว ก็น่าตลกดี ที่แม้จะขัดแย้งกันขนาดนั้น แต่ซีซั่น 2008-09 ถือเป็นปีทองของเป๊ป และเอโต้ทั้งคู่
2
เป๊ป คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ ลาลีกา, แชมเปี้ยนส์ลีก และ โกปา เดลเรย์ ตั้งแต่ปีแรกที่คุมทีมอาชีพ ขณะที่เอโต้ซัดประตูไปกระจุย 30 ลูกในลาลีกา แม้จะโดนฟอร์ลันแซง (32 ลูก) แต่ตัวเลข 30 ลูกใน 1 ซีซั่น ก็ถือว่าเขายิงได้เยอะที่สุดในอาชีพการเล่นแล้ว
1
หลังบาร์ซ่าได้ทริปเปิ้ลแชมป์ มีงานเลี้ยงฉลองภายในสโมสร กวาร์ดิโอล่ากล่าวสปีช โดยเจาะจงชื่นชมไปที่เอโต้ โดยกล่าวว่า "ซีซั่นนี้คงจะยากลำบากมาก ถ้าเราไม่มีเอโต้อยู่ในทีมด้วย เขาแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของยอดนักเตะ"
4
เอโต้ยอมรับว่า "นั่นเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ผมรู้สึกเชื่อใจในตัวกวาร์ดิโอล่า" คือด้วยความสำเร็จที่มีร่วมกันแบบนี้ ใครๆ ก็คิดว่า 2 คนนี้จะสงบศึกกันได้ในที่สุด และมาลุยกันต่อในซีซั่นใหม่
แต่นั่นเป็นสิ่งที่เอโต้คิดไปเอง เพราะเมื่อจบซีซั่น กวาร์ดิโอล่าสั่งขายเอโต้ทิ้งทันที โดยให้เป็นตัวแถม ในการซื้อตัวซลาตัน อิบราฮิโมวิช มาจากอินเตอร์ มิลาน
1
เรื่องนี้ทำให้เอโต้ช็อกมาก คือขายยังไม่เท่าไหร่ แต่เขาโดนเฉดหัวทิ้งในฐานะนักเตะตัวแถมเนี่ยนะ
2
จริงๆ กวาร์ดิโอล่า สามารถทำสิ่งสุดท้าย ที่อาจช่วยให้เอโต้รู้สึกดีขึ้นกับเขาขึ้นมาอีกหน่อย นั่นคือหลังจากที่บาร์เซโลน่ากับอินเตอร์ มิลาน ตกลงกันได้แล้ว ณ เวลานั้นเอโต้อยู่ในช่วงพักร้อนที่ปารีส ตอนแรกกวาร์ดิโอล่าจะบินไปหาเขา เพื่ออธิบายว่าทำไมต้องปล่อยตัวออกไปให้ทีมอื่น
คือถ้าได้รับคำปลอบใจ หรือแสดงความเสียใจใดๆ ก็ยังดี แต่สุดท้ายเป๊ปไม่ยอมขึ้นเครื่องไปปารีส แล้วปล่อยให้เอโต้ย้ายไปเลย โดยไม่สนใจจะร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย
1
นั่นทำให้ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คน ก็สิ้นสุดลงตรงนี้ และถึงวันนี้เอโต้ก็ยังคงไม่ญาติดีกับกวาร์ดิโอล่าแม้จะผ่านไปเป็นสิบปีแล้วก็ตาม
1
แต่การแยกทางของทั้ง 2 คน บทสรุปกลับได้ผลลัพธ์ดีทั้งคู่
1
ในมุมของกวาร์ดิโอล่า เขากล่าวว่า "สิ่งที่ผมต้องการจากนักเตะในทีมคือความคิดในทิศทางเดียวกัน ถ้าเราเป็นหนึ่งเดียวกันไม่ได้ เราจะไม่ชนะใครเลย" ถ้าปล่อยให้เอโต้อยู่ เขาจะคอนโทรลอำนาจในสโมสรได้อย่างไร ในเมื่อยังมีนักเตะที่กล้าโต้แย้งไอเดียของเขาอยู่
3
นอกจากนั้น ถ้าเอโต้อยู่ แปลว่าเมสซี่จะต้องโดนฉีกไปเล่นริมเส้นอีกครั้ง ซึ่งมันอาจเป็นการลดทอนคุณภาพของเมสซี่ เพราะเมสซี่ควรเป็นตัวสร้างสรรค์เกมตรงกลาง ไม่ใช่เป็นปีกใช้ความเร็วจี้คู่แข่ง
1
หลังเอโต้ย้ายไป บาร์ซ่าก็เปลี่ยนแนวทางการเล่น เข้าสู่ระบบ ติกี้-ตาก้าอย่างเต็มตัว และเป๊ปก็พาบาร์ซ่าคว้าแชมป์ยุโรปได้อีกครั้งในปี 2011
เช่นเดียวกับเอโต้ การย้ายไปอินเตอร์ มิลานของเขา ถือเป็นการเซ็นสัญญาแห่งปี ทีมงูใหญ่คว้าสามแชมป์ในฤดูกาล 2009-10 และเอโต้กลายเป็นนักเตะคนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่ได้ทริปเปิ้ลแชมป์ 2 ปี ติดต่อกัน กับ 2 สโมสร เป็นความมหัศจรรย์ที่ไม่มีนักเตะคนไหนทำได้
2
เมื่อเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ ก็ต้องมีเสือตัวหนึ่งยอมออกไปหาถ้ำใหม่ จะฝืนอยู่ด้วยกัน จนกัดกันตายก็ไม่มีประโยชน์
1
มนุษย์เราก็เหมือนกัน เมื่ออยู่กับใครแล้วอึดอัดใจ ไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ สุดท้ายก็ต้องแยกกันไป เพื่อหาหนทางใหม่ของตัวเอง
#CAMEROONLEGEND
โฆษณา