19 พ.ย. 2021 เวลา 00:00 • ความคิดเห็น
วันก่อนพูดถึงตำแหน่งพระสังฆปริณายก (patriarch)
องค์แรกคือพระมหากัสสปะ
เกิดขึ้นมาได้ยังไง?
ว่าตามตำราของเซนก่อน พระสูตรจารึกว่า กาลครั้งโน้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ ภูเขาคิชกูฎ ท้าวมหาพรหมน้อมถวายดอกไม้เป็นพุทธบูชา แล้วกราบทูลให้ทรงแสดงธรรม พระพุทธองค์จึงทรงชูดอกไม้ดอกหนึ่งขึ้นท่ามกลางสันนิบาต
มิได้ตรัสอันใด ไม่มีผู้ใดเข้าใจในความหมายนั้น มีเพียงแต่พระมหากัสสปะยิ้มน้อย ๆ อยู่ผู้เดียว
พระพุทธองค์ทรงรู้ทันทีว่าพระมหากัสสปะผู้มีปัญญาเยี่ยม เป็นผู้เดียวในที่นั้นที่เข้าใจความหมาย จึงทรงมอบจีวร สังฆาฏิ และบาตรของพระองค์ต่อให้พระมหากัสสปะ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของธรรมเนียมการสืบทอดตำแหน่งพระสังฆปริณายกต่อยังรุ่นถัดไป ก็คือตำแหน่งหัวหน้าสงฆ์
1
ดังฉะนี้พระมหากัสสปะจึงนับเป็นพระสังฆปริณายกองค์ที่ 1 แห่งอินเดีย สืบสายต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่าจนถึงพระสังฆปริณายกองค์ที่ 28 คือพระโพธิธรรม แล้วไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ในเมืองจีน เมื่อพระโพธิธรรมไปเผยแผ่ธรรมที่นั่น
ภายหลังตำนานนี้กลายเป็นปริศนาธรรมที่เรียกว่า 'นัยน์ตาแห่งธรรมะที่แท้' หมายถึงการสื่อสารโดยไม่ผ่านตัวอักษร นี่ก็คือการถ่ายทอดธรรมแบบ 'ใจถึงใจ' พระพุทธเจ้าทรงยกดอกไม้ พระมหากัสสปะยิ้ม จิตของพระพุทธองค์กับจิตของพระมหากัสสปะเชื่อมกัน
1
นี่ก็คือต้นกำเนิดการสื่อสารแบบเซน พูดน้อยเข้าไว้เป็นดี ไม่พูดเลยเป็นเลิศ
เซนมองว่า เหตุผลที่พระพุทธองค์ไม่ตรัสคำใด ๆ เพราะคำพูดนั้นไร้ความหมายและรกรุงรังเปล่า ๆ การรู้แจ้งของพระพุทธเจ้าเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถเอ่ยเป็นคำอธิบายหรือด้วยคำใด ๆ เพราะคำพูดเป็นรูปหนึ่งของมายา! เซนจึงใช้หลัก 'ชี้ตรง' โดยไม่ต้องสื่อสารด้วยคำพูดให้เขวเปล่า ๆ
2
ยิ่งใช้ถ้อยคำยิ่งหลงทาง ยิ่งพูดมากก็ยิ่งเขว
ตำราเซนทั้งหลายพูดถึงเรื่องนี้เสมอ แต่บางคนบอกว่าไม่มีหลักฐานทางเถรวาท
จุดนี้ให้เปรียญธรรม 9 ประโยค ศาสตราจารย์ (พิเศษ) เสฐียรพงษ์ วรรณปก อธิบายดีกว่า (ท่านสะกด zen ว่า เซ็น)
อาจารย์เสฐียรพงษ์เขียนในบทความเรื่อง พระมหากัสสปะและพระอานนท์ : อัครสาวกขวา-ซ้าย ว่า "...พระมหากัสสปะได้รับถ่ายทอดมาจากพระพุทธเจ้า แล้วถ่ายทอดไปให้พระอานนท์ พระอานนท์ก็ถ่ายทอดต่อไปยังองค์อื่น สืบต่อกันเป็นช่วงๆ จนถึงพระโพธิธรรม พระโพธิธรรมเดินทางไปอินเดีย ชาวจีนเรียกว่า ตั๊กม้อโจวซือ (หนังกำลังภายใน เรียกตโมภิกขุ) ตั๊กม้อถ่ายทอดเซ็นให้ศิษย์สืบต่อกันมาจนถึงเว่ยหล่าง (ฮุยเน้ง)
เว่ยหล่างเลิกถ่ายทอดอีกต่อไป ประเพณีการมอบบาตรและจีวรของอาจารย์ให้ศิษย์ถูกยกเลิก เว่ยหล่างจึงนับเป็น 'สังฆปริณายก' องค์สุดท้ายของเซ็น
1
ทางฝ่ายเซ็นถือพระมหากัสสปะสำคัญมาก เพราะเป็น 'ตัวเชื่อม' กับพระพุทธองค์โดยตรง คือพวกเขาเชื่อกันว่า พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาเรื่องเซ็นด้วยภาษาเงียบ โดยการชูดอกบัวเหนือพระเศียรไม่ตรัสอะไรเลย พระทั้งปวงไม่มีใครเข้าใจ มีแต่พระมหากัสสปะองค์เดียวยิ้มน้อยๆ ทำนองเข้าใจพุทธประสงค์
1
พระพุทธองค์ตรัสว่า “กัสสปะ เธอผู้เดียวเข้าใจ เราตถาคตขอมอบสิ่งที่ไร้คำพูดนี้ให้เธอ”
เพราะเหตุนี้แล สิ่งที่เรียกว่า 'เซ็น' จึงได้รับถ่ายทอดสายตรงมาให้พระมหากัสสปะโดยเฉพาะเพียงผู้เดียว ว่ากันอย่างนั้น
1
บางท่านแย้งว่า เรื่องนี้ทางฝ่ายเซ็นเขียนเอาเอง โดยพยายามโยงพระมหากัสสปะไปถึงพระพุทธเจ้าให้จงได้ แต่คิดอีกที เรื่องนี้มิใช่ว่าไม่มี 'เค้า' แห่งความจริงเสียเลย พูดอีกนัยหนึ่งก็ว่า เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ เพราะมี 'ร่องรอย' บางอย่างแม้ในคัมภีร์เถรวาทนี้เองก็กล่าวถึง
เรื่องมีดังนี้ครับ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประชวรหนักนั้น พระมหากัสสปะเดินทางมาเพื่อเข้าเฝ้าพร้อมกับพระสงฆ์หมู่ใหญ่ เห็นคนต่างศาสนาคนหนึ่งเดินสวนทางมา จึงถามข่าวพระพุทธองค์ คนต่างศาสนานั้นบอกว่า พระสมณโคดมศาสดาของพวกท่านสิ้นชีพมาได้ 7 วันแล้ว
1
ภิกษุหลายรูปที่ยังเป็นปุถุชนได้สดับดังนั้น พากันร้องไห้อาลัยอาวรณ์พระพุทธองค์ มีขรัวตาเฒ่าเพิ่งบวชรูปหนึ่งพูดขึ้นว่า พวกท่านร้องไห้ทำไม พระศาสดาปรินิพพานก็ดีแล้ว สมัยยังมีพระชนม์อยู่ ห้ามไม่ให้ทำนั่นทำนี่ จู้จี้จุกจิกสารพัด บัดนี้พวกเราเป็นอิสระแล้ว อยากทำอะไรก็ทำได้
2
ท่านมหากัสสปะได้ยินก็สลดใจ 'พระศาสดาสิ้นไปยังไม่เกิน 7 วัน สาวกก็พูดได้ขนาดนี้ ต่อไปนานเข้าจะเป็นฉันใด' ว่าแล้วก็นึกว่าหน้าที่ชำระสะสางพระศาสนาตกเป็นภาระของท่านแล้ว เพราะเมื่อครั้งพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ทรงไว้พระทัยท่านมาก ถึงกับทรง 'มอบบาตรและจีวร' ให้ท่านครั้งหนึ่ง
นึกได้อย่างนี้แล้วก็รวบรวมพระอรหันต์ทรงอภิญญาได้ 500 รูป ทำ 'สังคายนา' พระธรรมวินัย ดังที่ทราบกันดีแล้ว
ตรงนี้แหละครับเป็นต้นเค้าให้ฝ่ายเซ็นนำไปเป็นข้ออ้างว่า พระพุทธเจ้าทรงมอบพระศาสนาให้พระมหากัสสปะสืบทอดแทน พูดให้ชัดก็ว่า ทรงตั้งให้พระมหากัสสปะเป็นทายาทสืบทอดพระศาสนา โดยทรงมอบบาตรและจีวรให้
3
ทางฝ่ายเซ็นจึงมีประเพณี 'การมอบบาตรและจีวร' แก่ศิษย์ผู้รับช่วงสืบทอดพระศาสนามาแต่บัดนั้น
1
พุทธศาสนิกฝ่ายเถรวาทก็ให้ความสำคัญแก่พระมหากัสสปะไม่น้อยไปกว่าฝ่ายจีนและฝ่ายเซ็น ด้วยซาบซึ้งในพระคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านที่ 'สืบทอดเจตนารมณ์' ของพระสารีบุตรจนสำเร็จด้วย"
เรื่องการสื่อสารแบบไม่ต้องพูดมากปรากฏต่อมาในนิยายกำลังภายใน โดยเฉพาะของโก้วเล้ง มังกรเมรัยใช้หลักนี้ในวิทยายุทธ์ มักมีฉากจอมยุทธ์สองคนประลองกัน โดยยืนจ้องตากันเงียบๆ ไม่พูด
เมื่อฝ่ายหนึ่งร้องว่า "ชักกระบี่" อีกฝ่ายก็ตอบว่า "ชักแล้ว"
1
"ชักแล้ว? กระบี่ท่านอยู่ที่ใด?"
"กระบี่อยู่ที่ใจ!"
ฝ่ายที่ถืออาวุธกลับร้องว่า "อา! ข้าฯแพ้แล้ว นับถือ! นับถือ!"
ถ้าโก้วเล้งไม่ได้ศึกษาเซนมาอย่างลึกซึ้ง ก็คงเมาเหล้าอย่างดื่มด่ำ จึงจะเขียนฉากแบบนี้ได้
[ติดตามข้อเขียนของ วินทร์ เลียววาริณ ได้ทุกวันที่เพจ https://bit.ly/3amiAvG และ blockdit.com]
โฆษณา